พุทธภววิทยากับคติที่ถือการดำรงอยู่
ผมสลดใจกับการเสียชีวิตของชาวปาเลสไตน์นับร้อยรายในแต่ละวัน เลยขออุทิศกลอนต่อไปนี้ให้พวกเขา
เสียงไม่ดัง หูไม่ดี พอยินได้
เสียงดังใส ไม่อยากยิน หายินไม่
เสียงโหยไห้ ก้องโลกา ปาเลสไตน์
ขอส่งใจ ให้คนยิน สิ้นทุกข์เทอญ
หนักใจไปกับโศกนาฏกรรมของชาวโลก ผมจึงหันไปอ่านเรื่องปรัชญา โดยหวังว่าจะหาความเข้าใจอะไรได้บ้าง ถือเป็นการเปลี่ยนจุดโฟกัสไป หนังสือที่อ่านคือ “พุทธปรัชญา” ที่เขียนโดยสมัคร บุราวาส กับ “คติที่ถือการดำรงอยู่คือมนุษยนิยม” (L’existentialisme est un humanisme) ที่เขียนโดย ฌัง-ปอล ซาร์เตรอ อยากรู้ว่าพุทธปรัชญากับคติที่ถือการดำรงอยู่ (หรือ อัตถิภาวนิยม) มีความสอดคล้องกันอย่างไรบ้างไหม? แต่คำถามนี้เกินภูมิปัญญาผม จึงขอกระทำอย่างง่ายๆ คือ คัดข้อความบางข้อความจากหนังสือทั้งสอง และขอให้ผู้อ่านช่วยพิจารณาเองต่อไป
ในหนังสือเล่มดังกล่าว สมัครเขียนเรื่องพุทธภววิทยา (Buddhist Ontology) ไว้ในบทที่ 5 มีความตอนหนึ่งที่ขอยกมาอ้างโดยขอใช้ศัพท์ที่ต่างไปเล็กน้อยดังนี้
คำสอนว่าด้วยความมีอยู่ (Existence ซึ่งในบทความนี้ขออนุญาตใช้คำว่า “การดำรงอยู่” แทนคำว่าความมีอยู่)
ปรัชญาทุกสาขา … ย่อมกล่าวถึง “สิ่งที่มี” (Being or entity) ในทำนองที่ว่าเราจะรู้ถึงการดำรงอยู่ของ “สิ่งที่มี” ได้อย่างไร อะไรมี อะไรไม่มี อะไรเป็นจินตนาการหรือความเท็จ สิ่งที่มีดำรงอยู่อย่างไร ดำรงอยู่อย่างเป็นเอก – โดดเดี่ยว – โดยตัวเองหรือไม่ ดำรงอยู่อย่างไม่เปลี่ยนแปลงหรือเปลี่ยนแปลงได้ ดำรงอยู่อย่างเป็นรอง หรืออยู่เหนือ – ครอบงำ – สิ่งอื่นใดบ้าง สาขาปรัชญาที่พยายามตอบคำถามเหล่านี้คือสาขาภววิทยา
พุทธปรัชญาให้คำตอบว่า เรารู้ “สิ่งที่มี” ได้ทางประสาทสัมผัส และสสารคือสิ่งที่มีอันรู้ได้ทางประสาทสัมผัส ความรู้เกี่ยวกับปรากฏการณ์ของสสารอันได้แก่การเปลี่ยนแปลงของมัน และความรู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสสารกับสิ่งที่มีอื่น ๆ คือความรู้จริง นอกจากนี้คือความรู้เท็จ
ในหนังสือ “มิลินทปัญหา” พระเจ้ามิลินท์ถามพระนาคเสนว่าเจตภูต (ในความหมายของ soul) มีหรือไม่ พระนาคเสนย้อนถามว่า “เจตภูตคืออะไร” ทรงตอบว่า เจตภูตคือ “ที่บังคับให้ตาดู หูฟัง จมูกดม ลิ้นชิม กายแตะต้อง และใจคิด” พระนาคเสนจึงกล่าวว่า “อาศัยรูปกระทบตา จึงเกิดจักขุวิญญาณ อาศัยเสียงกระทบหูจึงเกิดโสตวิญญาณ ฯลฯ โดยทางปรมัตถ์แล้ว เจตภูตย่อมไม่มี” พุทธศาสนาสอนว่าผัสสะคือการกระทบระหว่าง “สิ่งข้างนอก” กับอวัยวะรับสัมผัส 6 อย่างของคนเรา ความรู้สึกที่เกิดขึ้นตรงที่มีการสัมผัสจะไปสู่ “จิต” ซึ่งเป็นเพียงปรากฏการณ์ระหว่างอายตนะทั้งหกกับสิ่งนอกกายเท่านั้น
ปรัชญาเถรวาทสอนว่า มีสิ่งนอกกาย มีผู้รับสัมผัส มีผัสสะ จึงเกิดความรู้ระหว่างรูปธรรมขึ้น แต่ทว่าได้มีปรากฎการณ์อันหนึ่งของ “สิ่งที่มี” เกิดขึ้น นั่นคือ อาการของจิต จิตเป็นสิ่งที่มีที่เกิดขึ้นหลังสัมผัสห้า การสัมผัสทางจิตทำให้เรารู้กาลเวลา เช่น เรารู้ว่าฟ้าผ่ากับฟ้าร้องเกี่ยวข้องกัน มโนสัมผัสจึงซับซ้อนกว่าสัมผัสทั้งห้า บางคนใช้คำว่า “สูง” กว่า แต่คำว่าสูงนี้ไม่ได้หมายความว่าจริงกว่าแต่อย่างใด
ชีวิตทางวัตถุก่อให้เกิดชีวิตทางจิตใจ จิตสร้างจินตภาพขึ้นจากมโนภาพ (idea) จิตระลึกถึงมโนภาพที่เคยได้รับแล้วมาปะติดปะต่อกัน ทำให้เกิดจินตนาการภาพ (ideas of imagination) เช่น ภาพยักษ์ ภาพนาค ภาพครุฑ ฯลฯ ขึ้น ซึ่งล้วนไม่ใช่สิ่งที่มีในโลกนอกกาย
สสารกับปรากฏการณ์ของสิ่งที่มีจัดรวมได้เป็นฝ่ายรูปธรรม สิ่งหรือปรากฏการณ์อื่นเป็นสิ่งที่ไร้รูป และสัมผัสได้ทางมโนเท่านั้น อย่างไรก็ตาม นามธรรมที่มีอยู่จริงต้องเป็นนามธรรมของสิ่งที่มีเท่านั้น สสารอาจถูกมองว่าเป็น “ของต่ำ” ในทัศนะของคนบางคน ในขณะที่นามธรรมถูกถือเป็น “ของสูง” แต่อย่าลืมว่านามธรรมอาจหลอกเราในเรื่องการดำรงอยู่จริงของมันได้ เราจึงต้องระวัง “ของสูงที่เป็นเท็จ” ให้จงหนัก
นักปรัชญาจำนวนมากสอนว่าจิตเป็น “สิ่งที่มี” อันสูงส่ง เป็นสิ่งที่ควบคุมกาย เป็นสิ่งนิรันดร เป็นอมฤต เป็นเอกในตัว โดดเดี่ยวจากสิ่งแวดล้อม ร่างกายเป็นสิ่งที่จิตเนรมิตขึ้น เมื่อร่างกายตาย จิตจะคงเป็นเช่นเดิม คำสอนเหล่านี้เป็นการเอียงสุดไปทางจิตนิยม ในทางตรงกันข้าม นักวิทยาศาสตร์ที่เจนจัดเรื่องสสาร ถือว่าปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์ – เคมีของร่างกาย เป็นการเพียงพอแล้วที่จะใช้อธิบายเรื่องจิต คำสอนเช่นนี้เป็นการเอียงสุดไปทางสสารนิยม
ปรัชญาเถรวาท ไม่สอนว่าจิตเป็นสิ่งที่ไม่มี เป็นสูญ ตามปรัชญาสสารนิยม ไม่สอนว่าจิตเป็นสิ่งที่มีที่เป็นเอก ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งใด ตามปรัชญาจิตนิยม ปรัชญาเถรวาทสอนให้เราศึกษาจิตตามแบบอย่างของวิทยาศาสตร์แท้ที่ปราศจากการเอียงสุด
1) จิตเป็นปรากฏการณ์จากกาย จิตกับกายเกี่ยวข้องกันใกล้ชิด คำสอนนี้เป็น ปรัชญานามรูป ที่ได้จากการสังเกตตามวิธีการของวิทยาศาสตร์
2) เมื่อมี “รูป” มากระทบอวัยวะรับสัมผัส จะเกิดมโนภาพเรียกว่าวิญญาณ ซึ่งเป็นมโนภาพของสิ่งนอกกายนั่นเอง
3) จิตจะจดจำมโนภาพจากผัสสะนั้นไว้ แล้วทวนนึกถึงมโนภาพที่เคยได้รับมาแต่ก่อน ปรากฏการณ์อย่างนี้เรียกว่าสัญญา
4) จิตจะทำงานเป็น “การคิด” ปรุงแต่ง หรือที่เรียกว่าสังขาร
5) การเอามโนภาพที่ทวนระลึกขึ้นได้ มาประกอบสร้างเป็นสิ่งเดียวกัน จะเรียกกันว่าจินตนาการ
ปรัชญาเถรวาทสอนว่า จิตเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม ดังนั้น จิตเองก็เปลี่ยนแปลงตามสิ่งแวดล้อมหรือเป็นอนิจจัง จิตเปลี่ยนแปลงตามสิ่งนอกกายผ่านผัสสะ เมื่อร่างกายดับ เกิดอะไรขึ้นแก่จิตยังเป็นคำถามอยู่ คำตอบหนึ่งคือจิตไปเข้าสู่ร่างในชาติใหม่ตามทฤษฎีสันตติ หรือการสืบเนื่องแห่งชีวิต แต่ถ้าคิดว่าจิตไม่มีตัวตนถาวร เรื่องการกลับชาติมาเกิดก็เป็นเพียงการบรรยาย หาใช่การพิสูจน์ทฤษฎีสันตติไม่
สรุปก็คือ ปรัชญาเถรวาทสอนว่า “สิ่งที่มี” และปรากฏการณ์ของ “สิ่งที่มี” เป็นอนิจจังและอนัตตา รูปธรรมและนามธรรมบางอย่างเช่นจิต ย่อมเป็นอนิจจังและอนัตตาและถูกจัดเป็นสิ่งสังขตะทั้งสิ้น สิ่งเดียวที่เป็นอสังขตะคือ “ธรรม” หลักของธรรมชาติกฎของธรรมชาติเป็นธรรม กฎและทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์แล้วเป็นธรรม วิวัฒนาการเป็นธรรม การเกี่ยวข้องเป็นเหตุ-ผลแก่กันเป็นธรรม การมีสิ่งสังขตะและสิ่งอสังขตะเป็นธรรม
ต่อไปนี้ขออ้างอิงข้อคิดของซาร์เตรอเกี่ยวกับคติที่ถือการดำรงอยู่โดยสังเขป คตินี้ถือว่าการดำรงอยู่ (existence) มีมาก่อนสารัตถะ (essence) ในขณะที่ปรัชญาเถรวาทมุ่งอธิบาย “สิ่งที่มี” (being หรือ entity) ซาร์เตรอเสนอว่า เราจะเข้าใจสิ่งที่มีไม่ได้ ถ้าไม่พิจารณาเรื่องการดำรงอยู่ให้ถ่องแท้ ตัวอย่างเช่น มีดตัดกระดาษเล่มหนึ่งซึ่งเป็นวัตถุที่สร้างขึ้นโดยช่างฝีมือที่ได้แรงดลใจจากมโนทัศน์ว่าด้วยมีดตัดกระดาษและมีฝีมือในการผลิตมาก่อน ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งของมโนทัศน์ดังกล่าว เราอาจกล่าวว่าสารัตถะของมีดตัดกระดาษ – นั่นคือชุดของวิธีการและคุณสมบัติที่ทำให้สามารถผลิตและกำหนดสิ่งสิ่งนั้น – มาก่อนการดำรงอยู่ของมัน นี่เป็นโลกทัศน์เชิงเทคนิคที่เรามีต่อโลก ในมโนทัศน์นี้ การผลิตมาก่อนการดำรงอยู่
เมื่อเรามีมโนทัศน์เรื่องพระเจ้าผู้สร้างโลก พระองค์ทรงเป็นช่างฝีมือชั้นสูงยิ่ง เมื่อทรงสร้าง ย่อมรู้อย่างชัดเจนว่าสร้างอะไร มโนทัศน์ของมนุษย์อยู่ในพระจิตเจ้า ในทำนองเดียวกับที่มโนทัศน์ของมีดตัดกระดาษมีอยู่ในจิตของช่างฝีมือ เมื่อเป็นเช่นนี้ มนุษย์แต่ละคนทำมโนทัศน์บางประการที่พระองค์มีให้เป็นจริง แต่สำหรับคนที่ไม่เชื่อว่ามีพระเจ้า คติที่ถือการดำรงอยู่มีความชัดเจนมาก คตินี้ถือว่า มี “สิ่งที่มี” สิ่งหนึ่ง ซึ่งการดำรงอยู่มาก่อนสารัตถะ สิ่งที่มีนี้ดำรงอยู่ก่อนที่จะถูกกำหนดโดยมโนทัศน์ใด ๆ สิ่งที่มีนี้คือมนุษย์
ความหมายของการดำรงอยู่ที่มีมาก่อนสารัตถะคือ มนุษย์ดำรงอยู่ ผุดขึ้นมาในโลก และกำหนดนเองได้ก็ภายหลัง การที่เขายังไม่มีข้อกำหนดก็เพราะว่าก่อนอื่นเขายังไม่เป็นอะไรเลย เขาจะเป็นในเวลาต่อมาตามที่เขาจะสร้างตัวเขาขึ้นมา เช่นนี้เอง ธรรมชาติมนุษย์หามีไม่ เพราะไม่มีพระเจ้าที่จะมากำหนด มนุษย์ยังเป็นตามที่เขาตั้งใจที่จะเป็น นั่นคือ หลังการกระโจนเข้าสู่การดำรงอยู่ ก่อนอื่น มนุษย์คือการทุ่มตัวสู่อนาคต คือโครงการการใช้ชีวิตอย่างอัตวิสัย ไม่มีอะไรดำรงอยู่ก่อนที่จะมีโครงการเช่นนี้ เขาจะเป็นตามที่วางแผนมาว่าจะเป็น ผมอาจสมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง เขียนหนังสือเล่มหนึ่ง แต่งงาน ฯลฯ เหล่านี้ล้วนเป็นการแสดงออกถึงการเลือกที่มีมาแต่เดิม ซึ่งก็คือการมีความตั้งใจนั่นเอง
คติที่ถือการดำรงอยู่ ว่าการดำรงอยู่มีมาก่อนสารัตถะนั้น เป็นการเคลื่อนไหวเพื่อให้มนุษย์มีความรับผิดชอบเต็มที่ต่อการดำรงอยู่ของตน หมายความว่าเขาพึงรับผิดชอบ ไม่เฉพาะต่อตัวเขาในฐานะปัจเจกชนเท่านั้น หากรวมถึงความรับผิดชอบต่อมนุษย์ทุกคนด้วย หมายความว่ามนุษย์เลือกตัวของเขาตามที่ตั้งใจจะเป็น ทุกการกระทำของเราเป็นการสร้างมนุษย์ดังที่เราอยากจะเป็น ในขณะเดียวกันก็สร้างมโนภาพของมนุษย์ ดังที่จินตนาการว่าพึงจะเป็นด้วย เราไม่สามารถเลือกความชั่วร้าย เราเลือกความดีงามเสมอ และไม่มีอะไรที่ถือว่าเป็นความดี ถ้าไม่ดีสำหรับทุกคน
ความรับผิดชอบของเรายิ่งใหญ่กว่าที่เราอาจสมมุติได้ เพราะเกี่ยวพันกับมวลมนุษยชาติ ถ้าผมเป็นกรรมกรและเลือกสมัครเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานฝ่ายคริสเตียน มากกว่าจะเลือกฝ่ายคอมมิวนิสต์ เท่ากับยอมรับว่าอาณาจักรของมนุษย์ไม่อยู่ในโลกนี้ ซึ่งก็มีนัยต่อมนุษยชาติด้วย ถ้าผมเลือกที่จะแต่งงาน มีลูก แน่ละว่านี่เป็นสถานการณ์ส่วนบุคคล แต่ก็หมายความว่าผมกำลังเกลี่ยสังคมมนุษย์ไปสู่สังคมผัวเดียวเมียเดียวด้วย ขณะที่เลือก ผมได้สร้างมโนทัศน์ของมนุษย์ หรือเลือกมนุษย์ไปในตัวด้วย
ดอสตอยเยฟสกีเคยเขียนว่า “ถ้าพระเจ้าไม่ดำรงอยู่ จะทำอะไรก็ได้หมด” นี่คือจุดเริ่มต้นของคติที่ถือการดำรงอยู่ คือการไม่เชื่อว่าสิ่งต่าง ๆ ถูกกำหนดแล้ว (determinism) การไม่เชื่อไม่ได้หมายความว่าทำอะไรได้หมด อย่าลืมว่าเรามีความรับผิดชอบ การไม่เชื่อในพระเจ้าผู้กำหนด หมายความว่ามนุษย์มีเสรีภาพ มนุษย์คือเสรีภาพ เพียงแต่เราไม่มีระบบคุณค่าล่วงหน้า ไม่สามารถอ้างความชอบธรรม หรือไม่มีข้อแก้ตัว ผู้ถือคติการดำรงอยู่ไม่เชื่อพลังแห่งอารมณ์แรง (passion) ว่าจะนำพามนุษย์ให้กระทำการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
มีเสรีภาพหมายถึงความกระวนกระวายใจ เหมือนถูกทอดทิ้งให้ต้องตัดสินใจและต้องรับผิดชอบ ซาร์เตรอยกตัวอย่างของชายหนุ่มที่เป็นลูกศิษย์คนหนึ่งของเขาที่กำลังลังเลใจ ระหว่างทางเลือกสองทางในปี 2483 คือ เลือกระหว่างการเดินทางไปอังกฤษเข้าร่วมการต่อต้านในการทำสงครามกับนาซี กับการอยู่ดูแลแม่ซึ่งมีเขาคนเดียวและอาจตรอมใจถ้าเขาจากไป ทางหนึ่งเพื่อส่วนรวมของชาติ อีกทางหนึ่งเพื่อครอบครัวซึ่งมีเขาคนเดียวที่จะทำหน้าที่นี้ได้ การที่เขามาปรึกษาซาร์เตรอก็ส่อว่าเขาพอรู้คำตอบอยู่แล้ว ซาร์เตรอแนะนำไปว่า “คุณมีเสรีภาพ คุณต้องเลือก ไม่มีทางเลือกหนึ่งที่เหนือชั้นกว่าในทางจริยธรรม ไม่มีใครในโลกนี้ที่จะแสดงสัญญะในการเลือกได้นอกจากคุณเอง”
ปรัชญาพุทธศาสนาได้บอกเช่นกันว่า สิ่งที่มีเป็นสังขตธรรม เป็นอนิจจังและอนัตตา มีแต่เพียงธรรมที่เป็นอสังขตธรรม พอพึ่งได้ จริยธรรมอันยิ่งใหญ่ของพุทธศาสนาคือพรหมวิหารสี่ เราพึงฝึกฝนตนเองผ่านการภาวนา เพื่อจะสามารถมีไมตรีและความกรุณาต่อผู้อื่นและต่อตัวเราด้วย คติการถือการดำรงอยู่มาจากประเพณีปรัชญาที่ต่างออกไป คตินี้สอนเราว่าสิ่งที่มีมิได้มีบัญญัติมาไว้ก่อน สารัตถะของมันมีมาหลังจากที่เราทุ่มตัวเข้าสู่โลก โดยมีโครงการของเราในโลกนี้ ที่จะช่วยกำหนดสารัตถะหรือความเป็นมนุษย์ทั้งแก่ตัวเราและมนุษยชาติ คตินี้จึงถือเป็นมนุษยนิยม ที่เชื่อว่ามนุษย์มีเสรีถาพ แต่ต้องเลือกใช้เสรีภาพด้วยความรับผิดชอบ
ไม่ว่าจะเป็นพุทธศาสนาหรือปรัชญาใด จุดสำคัญอยู่ที่การพ้นทุกข์ ในเชิงอัตวิสัย ก็ขออธิษฐานให้มนุษย์ทุกผู้ทุกนาม โดยเฉพาะผู้ที่กำลังเผชิญกับภัยสงครามในขณะนี้ พ้นจากความทุกข์ ในเชิงภววิสัย คิดว่าทุกคนควรตัดสินใจทำแม้เพียงเล็กน้อย เพื่อการพ้นทุกข์นั้นแล
โคทม อารียา

