หน้าแรก คอลัมนิสต์ สะพานแห่งกาลเ...

สะพานแห่งกาลเวลา : ยานญี่ปุ่นบนดวงจันทร์

22.01.24 | 12:31 น.
(ภาพ-JAXA)

สะพานแห่งกาลเวลา : ยานญี่ปุ่นบนดวงจันทร์

เมื่อ 20 มกราคมที่ผ่านมา องค์การการบินและสำรวจอวกาศแห่งญี่ปุ่น (Japan Aerospace Exploration Agency-JAXA) หรือ “แจ๊กซา” ประสบความสำเร็จทำให้ญี่ปุ่นกลายเป็นประเทศที่ 5 ของโลกเท่านั้นที่สามารถส่งยานอวกาศไปลงจอดบนพื้นผิวดวงจันทร์ได้สำเร็จ

4 ชาติก่อนหน้านี้ก็คือ สหรัฐอเมริกา, โซเวียต, จีน และอินเดีย ตามลำดับ

ยานที่ลงจอดก็คือ ยานลงจอดอัจฉริยะเพื่อสำรวจดวงจันทร์ (Smart Lander for Investigating Moon-SLIM) หรือเรียกสั้นๆ ว่า “สลิม” สามารถปฏิบัติภารกิจลงจอดได้ถูกต้องตามขั้นตอน ซึ่งรวมถึงการปล่อยยานลูกขนาดเล็ก 2 ลำออกไปก่อนลงพื้น และยังทยอยส่งข้อมูลกลับมายังหอควบคุมบนพื้นโลกได้สำเร็จ

แต่ ฮิโตชิ คูนินากะ ผู้อำนวยการสถาบันวิทยุดาราศาสตร์และอวกาศ (Institute of Space and Astronautical Science) หน่วยงานในสังกัดองค์การอวกาศญี่ปุ่นระบุว่า ตัว “สลิม” เองกลับมีปัญหา เพราะว่า แผงโซลาร์เซลล์ที่ติดตั้งไปกับตัวยานไม่ได้ผลิตพลังงานออกมา ทำให้ “สลิม” มีพลังงานใช้ได้เพียงไม่กี่ชั่วโมง และอาจสิ้นสุดภารกิจลงโดยเร็ว ก่อนเวลาที่คาดหวังไว้คือราว 1 เดือน

Advertisement

อย่างไรก็ตาม คูนินากะคิดว่า ภารกิจครั้งนี้ก็น่าจะประสบความสำเร็จอย่างน้อยที่สุดก็ในเป้าหมายขั้นต่ำ แล้วก็ยังมีเวลาแก้ไขให้แผงโซลาร์เซลล์ ซึ่งเชื่อว่ากางออกไม่ถูกองศาให้ถูกต้องได้ ทำให้โอกาสที่จะบรรลุเป้าหมายทั้งหมดของภารกิจก็ยังมี

เป้าหมายเบื้องต้นที่เป็นเป้าหมายสำคัญของ “สลิม” ก็คือการร่อนลงจอดนี่แหละครับ

“สลิม” ติดตั้งเทคโนโลยีในการลงจอดแบบใหม่ ที่เรียกว่า “การลงจอดที่แม่นยำ” (pinpoint landing) คือการควบคุมให้การลงจอดใกล้เคียงกับเป้าหมายที่กำหนดไว้ให้มากที่สุด โดยที่ไม่เคยมียานลำไหนทำได้มาก่อน

ยานสำรวจดวงจันทร์ หรือยานสำรวจอวกาศอื่นๆ มักจะลงจอดอยู่ใน “เขตลงจอด” (landing zones) ภายในรัศมีราว 10 กิโลเมตรโดยรอบเป้าหมาย แต่ “สลิม” ตั้งเป้าหมายว่าจะลงจอดให้อยู่ในรัศมีใกล้เคียงที่สุดกับจุดที่กำหนด กล่าวคือต้องอยู่ภายในรัศมี 100 เมตรเท่านั้น

ถ้าทำสำเร็จก็จะกลายเป็น “ครั้งแรกของโลก” แล้วก็จะส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อการสำรวจอวกาศอย่างแม่นยำในระยะยาวต่อไปในอนาคต ส่งญี่ปุ่นกลับคืนสู่หัวแถวในแวดวงการสำรวจอวกาศอีกครั้งนั่นเอง

เพราะนัยสำคัญนี้ “สลิม” เลยได้รับฉายาอีกอย่างว่าคือภารกิจ “มูน สไนเปอร์” ที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน

เพื่อการนี้ ญี่ปุ่นใช้เวลาคิดค้น ปรับปรุง แก้ไข และพัฒนาระบบลงจอดใหม่ร่วมกับองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (นาซา) ของสหรัฐอเมริกาอยู่นานร่วม 20 ปี

วิธีการลงจอดของ “สลิม” จึงไม่เหมือนใคร “สลิม” ที่มีขนาดพอๆ กับรถยนต์คันหนึ่ง เริ่มออกเดินทางจากโลก เมื่อเดือนกันยายนปี 2023 ใช้เวลาเกือบ 4 เดือนจึงถึง
ดวงจันทร์ และเข้าสู่วงโคจรของดวงจันทร์ในวันที่ 25 ธันวาคมปีที่แล้ว จากนั้นก็ใช้เวลาราว 3 สัปดาห์ค่อยๆ ลดระดับวงโคจรลงจนเหลือที่ระดับความสูง 15 กิโลเมตรเหนือพื้นผิว ก่อนที่จะเริ่มกระบวนการลงจอดเมื่อ 19 มกราคมที่ผ่านมา

ไม่กี่นาทีให้หลัง สลิมก็ลดระดับลงมาเหลือราว 10 กิโลเมตร และ 5 กิโลเมตรตามลำดับ เมื่อถึงความสูงนี้ ตัวยานจะตั้งตรงเพื่อการลงจอดในแนวตั้ง เมื่อถึงระยะ 50 เมตร ตัวยานจะเคลื่อนที่ในลักษณะขนานไปกับพื้น โดยในช่วงเวลาดังกล่าวจะมีการตรวจสอบตำแหน่งของตัวยานกับแผนที่ที่พื้นผิวดวงจันทร์ความละเอียดสูงซึ่งติดตั้งไว้อยู่ตลอดเวลา ผสมผสานกับการทำงานของกล้องนำร่องและกระบวนการประมวลภาพอัตโนมัติ เพื่อตรวจสอบตำแหน่งลงจอดกับแผนที่และอุปสรรคที่มีจริงบนพื้นผิวดวงจันทร์ ก่อนที่จะจุดระเบิดจรวดขับเพื่อลงจอดบนขาทั้ง 5 ซึ่งติดตั้ง “โช้กอัพ” รับแรงกระแทกไว้ด้วย

กระบวนการลงจอดทั้งหมดนี้ กินเวลานาน 20 นาที ที่หอควบคุมของญี่ปุ่นเรียกว่า “20 นาทีเขย่าขวัญ” นั่นแหละครับ

จุดที่ลงจอดของสลิมคือบริเวณไหล่เนินของหลุมอุกกาบาตชื่อ “ชิโอลี” ใกล้จุดศูนย์สูตรซึ่งเป็นจุดที่เชื่อกันว่าพื้นผิวดวงจันทร์เปิดออกให้เห็นลักษณะของแร่ธาตุภายใน ที่ญี่ปุ่นตั้งเป้าจะสำรวจตรวจสอบต่อไปหากทุกอย่างกลับคืนสู่ภาวะปกติอีกครั้ง

แต่ตอนนี้ เป้าหมายสำคัญขององค์การอวกาศญี่ปุ่นก็คือการเร่งให้ “สลิม” ส่งข้อมูลทั้งหมดของการลงจอดที่ผ่านมากลับมายังโลกให้ได้ก่อนที่แบตเตอรี่ของยานจะหมดลง เพื่อยืนยันว่าการ “ลงจอดอย่างแม่นยำ” ได้ผลจริงอย่างที่คิดไว้หรือไม่

อันจะช่วยให้ยานสำรวจอวกาศลำต่อๆ ไปในอนาคตสามารถ “ลงจอดได้ทุกๆ ที่ที่เราต้องการ” ไม่ใช่ต้องไปลงจอดในที่ซึ่ง “ง่ายและปลอดภัย” เหมือนที่ผ่านมาอีกต่อไปแล้ว

ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์