
มาถึงนาทีนี้คนส่วนใหญ่คงรู้ว่ากรุงเทพมหานครนอกจากจะเป็นเมืองหลวงแล้ว ยังเป็นเมืองที่ผลิตขยะมากที่สุดในประเทศอีกด้วย คือผลิตออกมาถึงร้อยละ 15 ของขยะทั้งประเทศ เอาเฉพาะในปี 2557 กรุงเทพฯผลิตขยะถึง 9,697 ตันต่อวัน ซึ่งเทียบได้เท่ากับคน กทม.หนึ่งคนทิ้งขยะออกมาถึงวันละ 1.5 กิโลกรัม ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งประเทศที่อยู่ที่เพียง 1.1 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน แต่แม้จะมีปริมาณขยะมหาศาลขนาดนี้กรุงเทพฯกลับมีสถานีขนถ่ายขยะซึ่งเป็นสถานที่ที่เอาไว้รวบรวมขยะจากพื้นที่ต่างๆ ใน กทม.เพียง 3 แห่ง ก่อนที่จะขนถ่ายไปฝังกลบที่บ้านคนอื่น คือที่อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม และอำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ส่วนขยะอันตรายหลังจากเก็บขนและรวบรวมมาแล้วจะนำไปกำจัดในเตาเผาขยะอันตรายโดยเฉพาะที่จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งก็เป็นบ้านคนอื่นอีกเช่นเดียวกัน
การณ์จึงชัดเจนว่า ทุกวันนี้ขยะทั้งหมดของคนกรุงเทพฯ ถูกนำไปกำจัดยังจังหวัดรอบข้าง ซึ่งก็เข้าใจได้ว่าเป็นเพราะไม่มีพื้นที่ใน กทม. แต่ในระยะยาวแล้วเหตุผลนี้คงใช้ไม่ได้อีกต่อไปและย่อมต้องเกิดปัญหาตามมาอย่างมากเพราะสักวันพื้นที่ฝังกลบขยะนี้ย่อมเต็ม และคงเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ไม่มีใครอยากให้มีหลุมขยะมาอยู่ใกล้บ้านของตัวเอง ดังสำนวน “อย่ามาทิ้งที่หลังบ้านฉัน” หรือของฝรั่งที่ว่า Not in my backyard หรือ NIMBY และเมื่อถึงวันที่ต้องหาพื้นที่ใหม่มาแทนบ่อขยะเก่าที่เต็ม การหาแหล่งทิ้งขยะใหม่ๆ โดยเฉพาะในจังหวัดรอบข้าง (ซึ่งไม่ได้เป็นผู้สร้างขยะ) มากำจัดขยะของคนกรุงเทพฯ จึงเป็นไปได้ยาก และแน่นอนที่จะมีแรงต่อต้านจากชุมชนเจ้าของบ้านในพื้นที่นั้นสูง
ในอนาคตจึงหลีกหนีไม่พ้นที่จะต้องมีการกำจัดขยะนี้ภายในขอบเขตพื้นที่ของกรุงเทพฯเอง ซึ่งเมื่อคำนึงถึงพื้นที่อันจำกัดและราคาแพงสูงลิบลิ่วของกรุงเทพฯแล้ว การกำจัดขยะกรุงเทพฯด้วยการฝังกลบย่อมเป็นไปไม่ได้
การกำจัดขยะด้วยวิธีที่ต้องการใช้พื้นที่น้อยกว่ามาก เช่น เตาเผาขยะ จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจและหลีกเลี่ยงไม่ได้
นอกจากนี้ การกำจัดขยะด้วยการเผายังสามารถให้ผลพลอยได้เป็นพลังงาน (Waste to Energy) แบบที่ภาครัฐและภาคเอกชนรวมทั้ง อปท.กำลังเร่งดำเนินการโครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะดังที่ทราบกันอยู่ในขณะนี้ และมาตรการนี้ก็เป็นหนึ่งในกรอบแนวคิดของ “แผนแม่บทการบริหารจัดการขยะมูลฝอยของประเทศ (พ.ศ.2559-2564)” ด้วย
ทั้งนี้ ในปัจจุบันกรุงเทพมหานครก็ได้มีโครงการเตาเผาขยะนำร่องแล้วที่ศูนย์กำจัดขยะหนองแขม และได้เริ่มเปิดใช้งานแล้วเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยสามารถกำจัดขยะได้วันละ 300-500 ตัน และผลิตกระแสไฟฟ้าได้ประมาณ 5 เมกะวัตต์ต่อวัน ซึ่งต้องถือว่ายังน้อยมากเมื่อเทียบกับปริมาณเกือบหมื่นตันที่คนกรุงเทพฯผลิตออกมาในแต่ละวัน เท่าที่ทราบ กทม.เองมีแผนที่จะก่อสร้างเตาเผาขยะเพิ่มเติมขึ้นอีกในอนาคตอันใกล้ด้วย
อย่างไรก็ตาม การกำจัดขยะด้วยเตาเผานั้นมักได้รับการต่อต้านจากชุมชนรอบข้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นความห่วงกังวลเรื่องกลิ่นเหม็นและมลพิษอากาศ เตาเผาขยะจึงจำเป็นต้องมีระบบกำจัดมลพิษด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสมและทันสมัยที่สุด รวมทั้งต้องมีการควบคุมดูแลการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เพราะไม่เช่นนั้นหากเกิดเหตุการณ์ปัญหามลพิษขึ้นมาแม้เพียงครั้งเดียวก็ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของชุมชนในบริเวณนั้นและส่งผลกระทบเป็นวงกว้างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งนั่นจะทำให้เกิดการต่อต้านโครงการเตาเผาขยะในพื้นที่อื่นๆ ใน กทม.ตามมา
วิธีการหนึ่งที่นิยมและจำเป็นในการแก้ปัญหา คือการสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อให้ทราบถึงข้อเท็จจริงของโครงการ และความเข้าใจในระบบกำจัดมลพิษ รวมถึงต้องมีการชดเชยที่เหมาะสมแก่ผู้ได้รับผลกระทบด้วย จึงจะสามารถช่วยลดปัญหาการต่อต้านจากภาคประชาชนได้
มาตรการหนึ่งที่จะทำให้เกิดการยอมรับของชุมชนรอบข้างได้อย่างมาก คือการออกแบบบริเวณพื้นที่โดยรอบโรงเตาเผาขยะให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน กล่าวคือ กทม.ต้องหาที่ดินเพิ่มและออกแบบบริเวณพื้นที่รอบตัวโรงเตาเผาขยะให้มีรั้วรอบขอบชิด และเป็นรั้วกั้นสองชั้นเพื่อความปลอดภัย รวมทั้งมีพื้นที่กันชน (buffer zone) โดยรอบที่กว้างเพียงพอ และในบริเวณพื้นที่กันชนนี้ต้องจัดทำเป็นพื้นที่สีเขียวและอนุญาตให้เป็นพื้นที่ใช้สอยสำหรับประชาชนทั่วไปในชุมชน เช่น ทำเป็นสวนสาธารณะ มีลู่เดิน-วิ่งและเลนจักรยาน รวมทั้งลานออกกำลังกายและสวนดอกไม้ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้ามาหาความรื่นรมย์และใช้ประโยชน์ได้
ตัวอย่างที่ดีมากของการออกแบบโรงเตาเผาขยะให้สวยงามและมีพื้นที่ให้สาธารณะได้ใช้ประโยชน์ คือ โรงเตาเผาขยะ Amager Bakke/Copenhill ที่เมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ที่ขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง ซึ่งบริเวณรอบพื้นที่โรงเตาเผาขยะได้ออกแบบให้มีลานเล่นสกีและสวนป่าจำลองสำหรับชาวบ้านในชุมชนมาเดินป่าและขี่จักรยานเสือภูเขาได้ด้วย
เชื่อกันว่าองค์ประกอบเช่นนี้จะกลายเป็นจุดเด่นของเมืองและเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญในอนาคต ทั้งนี้ กทม.ต้องไม่เห็นว่างบที่ต้องเพิ่มมากขึ้นในการจัดหาพื้นที่เพิ่มเติมมาจัดทำเป็นพื้นที่กันชนและสวนสาธารณะนี้เป็นค่าใช้จ่ายที่สิ้นเปลือง แต่ต้องพิจารณาว่างบนี้เป็นส่วนหนึ่งของงบลงทุน แน่นอนที่มาตรการทั้งหมดที่เสนอมานี้ย่อมส่งผลให้งบประมาณโดยรวมสูงขึ้น แต่เพื่อลดแรงต่อต้านจากชุมชน และเพื่อผลักดันให้นโยบายเปลี่ยนขยะเป็นพลังงานเกิดขึ้นได้จริงอย่างยั่งยืน งบประมาณส่วนนี้ก็เป็นส่วนจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
มีข้อดีที่สำคัญมากอีกข้อหนึ่งของการมีพื้นที่กันชนและสวนสาธารณะรอบบริเวณตัวโรงเตาเผาขยะ ที่หลายคนยังมองไม่เห็น คือเมื่อเราสร้างพื้นที่กันชนนี้ให้เป็นป่า เป็นธรรมชาติแล้ว พื้นที่นั้นจะไม่มี “ความเป็นเตาเผาขยะ” ให้เห็น ชุมชนหรือผู้ผ่านไปมาโดยรอบจะเห็นแต่เพียงภาพของป่าละเมาะ มีต้นไม้ มีนก มีกระรอก มีไก่ป่า ซึ่งสำหรับประชาชนคนธรรมดาแล้ว นั่นหมายถึงสิ่งแวดล้อมที่ดี น่าอยู่อาศัย ทำให้ราคาที่ดินบริเวณนั้นสูงขึ้น อันเป็นประโยชน์ที่จับต้องได้อย่างมากโดยตรงต่อชุมชน และแน่นอนเมื่อเป็นเช่นนั้นกระแสต่อต้านทั้งในพื้นที่นี้และโครงการใหม่ๆ ที่จะตามมาก็จะลดน้อยลงจนไม่มีเลย
ถ้าจะให้ดีไปกว่านี้อีก ไฟฟ้าที่ผลิตได้จากการเผาขยะในเตาเผาขยะนี้ก็ควรส่งให้ชุมชนรอบๆ ได้ใช้ฟรี หรืออย่างน้อยก็ต้องในราคาที่ต่ำกว่าที่ต้องจ่ายอยู่ หากทำได้แบบนี้สักวันหนึ่งอาจมีชุมชนแย่งขอให้มีเตาเผาขยะไปตั้งที่ชุมชนตัวเองก็ได้ใครจะไปรู้
เราจึงอยากเสนอและชักชวนให้กรุงเทพมหานครหันมาใช้วิธีนี้วางแผนแก้ปัญหา ก่อนที่จะเกิดปัญหาบ่อขยะเดิมเต็มแล้วยังไม่มีมาตรการอื่นมารองรับขยะของคน กทม.ได้ทัน การป้องกันปัญหาไว้ก่อนย่อมดีกว่าการตามแก้ปัญหาภายหลัง อันนี้ใครก็รู้
เบญจพร สุวรรณศิลป์
ธงชัย พรรณสวัสดิ์
ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ดนยภรณ์ พรรณสวัสดิ์
มหาวิทยาลัยรามคำแหง
