ย่างเข้าสู่ปี 2559 เรื่องราวเกี่ยวกับ AEC ดูเงียบๆ หงอยๆ ไป ในขณะที่ในวงการการค้าระหว่างประเทศกำลังให้ความสนใจกับ TPP ซึ่งมาจากคำว่า Trans-Pacific Partnership แปลเป็นไทยว่า “ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก” มีการสัมมนา ประชุม สัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้องกันมากมาย
TPP เป็นความตกลงการค้าระหว่างประเทศของแปซิฟิก 12 ประเทศ ว่าด้วยประเด็นนโยบายสาธารณะต่างๆ ที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงผลักดันริเริ่มเจรจามาตั้งแต่ปี 2551 และบรรลุกรอบความร่วมมือเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2558 หลังเจรจานาน 7 ปี และลงนามเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559 ที่ประเทศนิวซีแลนด์ มีชาติต่างๆ เข้าร่วม 12 ชาติ ประกอบด้วย สหรัฐ ออสเตรเลีย แคนาดา ญี่ปุ่น เม็กซิโก นิวซีแลนด์ เปรู ชิลี สิงคโปร์ มาเลเซีย บรูไน และเวียดนาม ทำให้มีขนาดเศรษฐกิจ 40% ของเศรษฐกิจโลกเป็นเขตการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลก
เป้าหมายที่แถลงของความตกลงฯ คือ เพื่อส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ สนับสนุนการสร้างและรักษางาน การเสริมสร้างนวัตกรรม ผลิตภาพและความสามารถการแข่งขัน ยกระดับมาตรฐานการครองชีพ ลดความยากจนในประเทศสมาชิก และส่งเสริมความโปร่งใส ธรรมาภิบาลและเสริมสร้างการคุ้มครองแรงงานและสิ่งแวดล้อม
ความตกลง TPP มีมาตรการเพื่อลดอุปสรรคทางการค้า เช่น พิกัดอัตราและสถาปนากลไกการระงับข้อพิพาทผู้ลงทุน-รัฐ
ว่ากันว่า TPP คือเครื่องมือทางการค้าที่มีมาตรฐานสูงที่สหรัฐนำมาใช้เพื่อเพิ่มอิทธิพลของสหรัฐในการทำสงครามช่วงชิงอิทธิพลในเวทีโลก เพื่อทอนกำลังของอาเซียนและจีน (ประเทศที่จะสมัครเป็นสมาชิกใหม่จะต้องเป็นสมาชิกเอเปค หรือประเทศอื่นๆ ที่ได้รับความเห็นชอบจากสมาชิก TPP โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐ) แต่เราจะไม่พูดถึงในบทความสั้นๆ นี้
สำหรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อตลาดแรงงานไทยอาจประมวลย่อๆ ได้ดังนี้
TPP มีประเด็นเจรจารวมทั้งสิ้น 30 ข้อบท มีข้อบทที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับแรงงาน คือ ข้อบทที่ 19-แรงงาน (labour) และข้อบทที่ 12-การเคลื่อนย้ายนักธุรกิจ (Temporary entry for business persons)
ในข้อบทที่ 19 (แรงงาน) TPP กำหนดให้สมาชิกต้องบังคับใช้กฎหมายแรงงานอย่างเคร่งครัด โดยสมาชิกต้องยอมรับหลักการของปฏิญญา ILO ว่าด้วยหลักการและสิทธิบัตรขั้นพื้นฐานในการทำงาน 5 ประเด็นหลัก
ได้แก่ เสรีภาพในการสมาคมและการยอมรับสิทธิในการร่วมเจรจา การขจัดแรงงานบังคับและการเกณฑ์แรงงานในทุกรูปแบบ การยกเลิกแรงงานเด็กอย่างมีประสิทธิผลและห้ามมิให้มีการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้ายที่สุด และการขจัดการเลือกปฏิบัติในการจ้างงานและประกอบอาชีพ (ข้อบท 19.3) ตลอดจนสภาพการทำงานที่รับได้เกี่ยวกับค่าจ้างขั้นต่ำ ชั่วโมงทำงาน และความปลอดภัยและสุขอนามัยในการประกอบอาชีพ (ข้อบท 19.1)
ผลกระทบที่เห็นได้ชัดคือมาตรฐานแรงงานที่ดีขึ้น และความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้นของภาคธุรกิจในประเทศไทย
เนื่องจากการพยายามปรับปรุงมาตรฐานแรงงานดังกล่าว หากไม่ปฏิบัติตาม บทลงโทษอันหนึ่งคือ ประเทศสมาชิก TPP สามารถกีดกันการนำเข้าสินค้าที่มีส่วนประกอบของการใช้แรงงานบังคับจึงมีผลกระทบถึงการส่งออกของไทย
(ข้อบท 19.6)
รวมทั้งอาจมีผลกระทบไปถึงการลงทุนจากต่างประเทศ เพราะเมื่อเข้ามาลงทุนในไทยแล้วส่งออกไม่ได้ก็คงไม่มีใครอยากเข้ามา
นอกจากนั้น การบังคับใช้กฎหมายด้านแรงงานอย่างเคร่งครัดเป็นต้นทุนทั้งของภาครัฐและภาคเอกชนจึงมีความจำเป็นที่ต้องทำให้เกิดผลประโยชน์ที่คุ้มค่า รวมทั้งการให้ความสำคัญต่อพัฒนาฝีมือและประสิทธิภาพแรงงาน
ผลกระทบที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ กลไกการเจรจาด้านแรงงาน (ข้อบท 19.11) ที่เป็นความกดดันจากประเทศสมาชิกให้ปฏิบัติตามเงื่อนไขด้านแรงงาน โดยประเทศสมาชิกสามารถร้องขอให้ไทยเจรจาภายใต้ข้อบทนี้ โดยแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรมายังไทย
หากตกลงกันการเจรจาก็จะดำเนินการใน 30 วัน เป็นการที่ไทยอาจต้องถูกคุมเข้มโดยประเทศสมาชิก TPP อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ปัจจุบัน ไทยก็มีปัญหาเทียร์ 3 อยู่แล้ว ข้อบทนี้จึงอาจเป็นประโยชน์ต่อไทยในแง่ของการพยายามให้หลุดพ้นปัญหาการค้ามนุษย์ได้ด้วย
ข้อควรระวังคือ ข้อตกลงฉบับนี้ให้สิทธิรัฐบาลและบริษัทต่างชาติแทรกแซงการออกข้อบังคับต่างๆ “บริษัทอเมริกันกว่า 1,600 แห่ง ซึ่งเป็นพวกที่ช่างฟ้องที่สุดในโลก จะมีสิทธิยื่นฟ้องรัฐบาลท้องถิ่นผ่านกลไกระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐและนักลงทุน เพื่อเรียกร้องค่าเสียหาย ในกรณีที่ข้อบังคับบางอย่างทำให้พวกเขาสูญเสียประโยชน์” (ผู้จัดการ 5 ก.พ. 59)
นอกจากนั้นแล้ว TPP ยังกำหนดให้มีสภาแรงงาน (Labour Council) เพื่อกำกับให้การปฏิบัติตามข้อบทด้านแรงงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการประเมินผลและการประสานงานกับองค์กรระหว่างประเทศ เช่น ILO หรือ APEC
โดยสภาแรงงานประกอบด้วยผู้แทนระดับอาวุโสจากภาครัฐระดับกระทรวงหรือระดับอื่น (ข้อบท 19.12) และจะประชุมภายใน 1 ปีหลังการจัดตั้งและประชุมทุก 2 ปี ในเรื่องนี้ ที่จริงไทยมีสภาที่ปรึกษาเพื่อพัฒนาแรงงานแห่งชาติในกระทรวงแรงงานมานานแล้ว ซึ่งแม้จะมีองค์ประกอบและภารกิจที่ต่างไปจากที่ TPP กำหนด ก็อาจมีการปรับใช้ได้
ส่วนของข้อบท 12 การเคลื่อนย้ายนักธุรกิจ ไม่ค่อยมีใครพูดถึง ส่วนหนึ่งเนื่องจากเนื้อหาในข้อบทนี้คล้ายคลึงกับข้อตกลงในเรื่องการค้าบริการของ GATS/WTO (General Agreement on Trade in Services และ World Trade Organization) และ AFAS (ASEAN Framework Agreement on Services) ซึ่งไทยเป็นสมาชิกอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การค้าบริการในรูปแบบที่ 4-บุคลากรต่างชาติเดินทางเข้ามาให้บริการในประเทศ
หลักสำคัญของ TPP คือประเทศสมาชิกต้องอนุญาตให้นักธุรกิจของประเทศสมาชิกเดินทางเข้ามาเพื่อทำธุรกิจที่อยู่ในประเทศตนโดยต้องปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบคนเข้าเมืองของประเทศนั้น (ข้อบท 12.4) และไม่ผูกพันบุคคลต่างชาติที่เดินทางเข้ามาเพื่อหางานทำ การขอสัญชาติ ถิ่นที่อยู่ หรือการจ้างงานที่เป็นการถาวร (ข้อบท 12.2)
รวมทั้งห้ามนักธุรกิจผู้ได้รับอนุญาตเดินทางเข้ายุ่งเกี่ยวกับการเจรจาข้อพิพาทแรงงาน ผลกระทบของข้อบทนี้คือลดความต้องการใช้แรงงานวิชาชีพในประเทศไทย (เพราะประเทศสมาชิกสามารถนำเข้ามาเองได้) แต่ขณะเดียวกันก็เพิ่มความสามารถในการเคลื่อนย้ายแรงงานไทยไปทำงานในธุรกิจของไทยในต่างประเทศ
ผลได้เสียตรงนี้จึงอยู่ที่ว่าไทยมีการลงทุนในประเทศมากหรือน้อยกว่าที่ประเทศสมาชิกเข้ามาลงทุนในไทย รวมทั้งความต้องการแรงงานของการลงทุนจากประเทศสมาชิก
ผลกระทบทางอ้อมต่อตลาดแรงงาน นอกจากผลกระทบโดยตรงจากข้อบท 12 และ 19 ดังกล่าว ยังมีผลกระทบทางอ้อมที่อาจเกิดจาก TPP อีก ซึ่งกล่าวโดยย่อ คือ
1)การจ้างงานสืบเนื่องจากระดับการค้าและการลงทุน เนื่องจาก TPP ทำให้มีการค้าและการลงทุนเพิ่มขึ้นหรือลดลงและมีผลต่อการจ้างงานในที่สุด เช่น ญี่ปุ่นจะตัดสินใจมาลงทุนในไทยเพิ่มขึ้นหรือลดลงอาจอยู่ที่เงื่อนไข TPP เพราะตามข้อตกลง TPP สหรัฐจะยกเว้นภาษีให้ 12 ประเทศสมาชิกกว่า 18,000 รายการ
และญี่ปุ่นจะได้ประโยชน์สูงสุดจากการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป เครื่องยนต์ และชิ้นส่วนรถยนต์ ไปยังตลาดสหรัฐและทวีปอเมริกาเหนือทั้งหมด เพราะได้รับการยกเว้นภาษี
หากไทยไม่เข้าร่วม TPP ญี่ปุ่นจะได้รับผลกระทบโดยตรง เพราะญี่ปุ่นใช้ไทยเป็นฐานผลิตรถยนต์เพื่อส่งออก รวมทั้งชิ้นส่วนรถยนต์ที่ส่งกลับไปป้อนอุตสาหกรรมรถยนต์ในญี่ปุ่นด้วย ทำให้รถยนต์กลุ่มนี้ไม่ได้รับการยกเว้นภาษี
เมื่อไทยไม่เข้าร่วม TPP รถยนต์ญี่ปุ่นที่ผลิตในไทยและรถยนต์ที่ผลิตในญี่ปุ่นแต่ใช้ชิ้นส่วนจากไทย เมื่อส่งไปขายใน 12 ประเทศสมาชิกทีพีพี จะถูกเก็บภาษีนำเข้าในอัตราสูง ขณะที่ประเทศสมาชิก TPP เช่นเวียดนามหรือมาเลเซียไม่ต้องเสียภาษี ถ้าญี่ปุ่นลดการลงทุนในไทย คงมีการลดการจ้างงานจำนวนมาก
2) ผลกระทบของข้อบท 18 ด้านทรัพย์สินทางปัญญา การคุ้มครองทางสังคม จากสิทธิบัตรยาและการตัดต่อพันธุกรรม เป็นเรื่องที่สังคมไทยมีความวิตกอยู่และย่อมมีผลกระทบต่อแรงงานไทยไม่มากก็น้อย
3) ผลกระทบของข้อบทที่ 23.4 ด้านบทบาทของสตรี ที่กล่าวว่า TPP ควรจะต้องนำไปสู่การไม่ปิดกั้นโอกาสหรือความสามารถของแรงงานสตรี ในการเข้าถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูลและการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพของสตรีและการพัฒนาเครือข่ายสตรี
4) ผลกระทบของข้อบทที่ 19.7 ด้านความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งกล่าวถึงการกระตุ้นและสนับสนุนสถานประกอบการให้ยอมรับความรับผิดชอบต่อสังคมในด้านแรงงานที่ประเทศสมาชิกรับรอง ซึ่งจะช่วยให้แรงงานมีสวัสดิการดีขึ้นและได้รับการยอมรับดีขึ้น
5) ข้อบทที่ 20 ด้านสิ่งแวดล้อมก็อาจมีผลกระทบต่อตลาดแรงงานได้เช่นกัน เช่น ไทยเองต้องปรับโครงสร้างการค้าการลงทุน ปรับจากอุตสาหกรรมพื้นฐานเป็นอุตสาหกรรมขั้นสูง หรือในยุคที่เครื่องจักรถูกควบคุมด้วยระบบเทคโนโลยีและต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ลักษณะของตลาดแรงงานไทยก็จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม
ข้อตกลง TPP เป็นเอกสารที่ละเอียดและซับซ้อน ผลกระทบต่างๆ ของ TPP ต่อตลาดแรงงานไทยเท่าที่กล่าวไป เป็นการประเมินเชิงตรรกะอย่างเร็วๆ เท่านั้น กรมการเจรจาการค้าระหว่างประเทศได้มีการศึกษาผลกระทบในเชิงลึกซึ่งคาดว่าจะเสร็จในเดือนนี้
หวังว่าผลการศึกษาคงโปร่งใสและเชื่อถือได้

