Bamboo Diplomacy

30.01.24 | 12:00 น.

Bamboo Diplomacy

การเยือนเวียดนามแบบสายฟ้าแลบของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ในคาบสมุทรอินโดจีน เป็นเหตุให้ประธานาธิบดีโจ ไบเดนต้องฝันสลาย สลายเพราะสหรัฐวางแผนทางยุทธศาสตร์เพื่อชักชวนเวียดนามเป็นพันธมิตรร่วมกันต่อต้านประเทศจีน แต่บัดนี้ความสัมพันธ์จีน-เวียดนาม ไม่ว่าความร่วมมือทางการค้า ไม่ว่าความร่วมมือทางการเมือง ล้วนมีความผูกพันเหนียวแน่น ประเด็นที่จะยืนยันได้อย่างแน่นอน คือ สำเร็จเพราะการค้า ล้มเหลวก็เพราะการค้า ถ้าทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไปตาม “ปฏิญญาเวียดนาม” ก็น่าจะนำมาซึ่งผลประโยชน์แก่สองประเทศและพันธมิตรตะวันออกด้วย

ประธานาธิบดีโจ ไบเดนเยือนเวียดนามเมื่อเดือนกันยายน 2023 โดยได้ออกแถลงการณ์ร่วมเกี่ยวกับความสัมพันธ์โดยการยกระดับจาก “พันธมิตรครอบคลุม” เป็น “พันธมิตรยุทธศาสตร์ครอบคลุม” สหรัฐทำการปิดล้อมจีนรอบด้าน การโน้มน้าวเวียดนาม คือ ไฮไลต์ เพราะว่าเวียดนามกับจีนมีกรณีพิพาททั้งทางทะเลและทางบก กำลังพลของเวียดนามจัดอยู่ในลำดับหัวแถวของพันธมิตรตะวันออก ทั้งสองประเทศเกิดเหตุการณ์ปะทะกันบ่อยครั้ง การที่เวียดนามเลือกข้างสหรัฐ ถือเป็นเรื่องอ่อนไหวต่อจีน จึงเป็นสาเหตุที่ “สี จิ้นผิง” ต้องเยือนเวียดนาม และลงนามในข้อตกลงแห่งความร่วมมือ อุปมาเหมือนกับข่มคนที่ควรข่ม และเป็นการตีปลาหน้าไซ

สหรัฐใช้มาตรการสนับสนุนอุตสาหกรรมผลิตชิป ซึ่งเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แก่เวียดนาม เพื่อแลกกับการสนับสนุน “กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจอินโด-แปซิฟิก” (IPEF) แต่ “ไบเดน” ดีใจเพียง 3 เดือนเท่านั้น เพราะว่าจีน-เวียดนามประกาศยกระดับความสัมพันธ์จาก “พันธมิตรความร่วมมือแห่งยุทธศาสตร์ครอบคลุม” เป็น “จีน-เวียดนามร่วมอนาคตเดียวกันรวมทั้งยุทธศาสตร์แบบครอบคลุม”

เป็นที่ทราบโดยทั่วกัน การร่วมอนาคตเดียวกันคือ “ปณิธานของจีน” แม้จีน-รัสเซียมีความสนิทสนมกันมาก ก็ยังมิได้ยกระดับความสัมพันธ์ทวิภาคีให้เป็น “ร่วมอนาคตเดียวกัน”

Advertisement

การที่เวียดนามโอนอ่อนไหวเอนครั้งนี้ เกิดจากเหตุผลทั้งภายในและภายนอก กล่าวคือ กว่าหนึ่งทศวรรษเศรษฐกิจเวียดนามมีความเติบโตอย่างรวดเร็ว ก็เพราะต้นทุนอุตสาหกรรมการผลิตในประเทศจีนสูงขึ้น เป็นเหตุให้โรงงานจำนวนมากย้ายฐานการผลิตไปที่เวียดนาม อีกประการหนึ่ง สงครามการค้าจีน-สหรัฐ กลายเป็นตัวเร่งให้การส่งออกของเวียดนามดีวันดีคืน เป้าหมายการพัฒนาก็หนีไม่พ้นจีน เป็นต้นว่าอุตสาหกรรมสิ่งทอที่ส่งออกไปจีนเมื่อปี 2023 สูงถึง 4.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในทำนองเดียวกัน เวียดนามก็ต้องซื้อสีย้อมผ้า วัตถุดิบย้อมผ้า ตลอดจนเครื่องจักรและอุปกรณ์ทอผ้าจากจีน ฯลฯ

นอกจากนี้ โรงไฟฟ้าเวียดนามเก่าไร้ประสิทธิภาพ ไฟดับเป็นนิตย์ เป็นอุปสรรคต่ออุตสาหกรรมการผลิต จีนสร้างเคเบิลไฟฟ้า 2 จุดที่มณฑลกว่างซีและยูนนาน เพื่อส่งกระแสไฟฟ้าให้แก่เวียดนาม บรรดาเทคโนโลยีทันสมัย เวียดนามยังจำเป็นต้องพึ่งจีน แม้เวียดนามถือเป็นประเทศที่ส่งออกสินค้าไปสหรัฐอันดับต้นของโลก แต่เนื่องจากปี 2023 เศรษฐกิจสหรัฐอ่อนตัวลง ยอดส่งออกลดลง ปริมาณการส่งออกตกต่ำจากหน้ามือเป็นหลังมือ และที่ซ้ำร้ายกว่านั้นคือ สหรัฐตรวจพบว่า สินค้าที่นำเข้าจากเวียตนามส่วนใหญ่ผลิตจากจีน แต่ติดป้าย “เวียดนาม” สหรัฐจึงลงโทษด้วยการประกาศยกเลิกมาตรการปลอดภาษีการนำเข้าสินค้าจากเวียดนามตั้งแต่ต้นปี 2024 เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงน่าเชื่อว่าต่อไปนี้ สินค้าที่สหรัฐจะนำเข้าจากเวียตนามคงจะเหลือเพียง “เศษเนื้อข้างเขียง” และพอจะอนุมานได้ว่า ผลประโยชน์ส่งออกสินค้าไปสหรัฐนั้น น่าจะกลายเป็น “ลาภงอก” แก่ประเทศจีน ซึ่งเป็นเจ้าจำนำใหญ่อยู่แล้ว เพราะจีนนำเข้าสินค้าจากเวียดนามเป็นอันดับ 1 ของโลก

ก็เพราะเหตุผลทั้งภายในและภายนอก จึงเป็นเหตุให้เวียดนามต้องหาทางออก นอกจากจีนก็ไม่น่าจะมีประเทศอื่น แต่ความสัมพันธ์ทางการค้าของสองประเทศจะสามารถพัฒนาไปได้ดีหรือไม่ ย่อมขึ้นอยู่กับการขจัดอุปสรรคขัดขวางได้สำเร็จหรือไม่ เพราะจีนและเวียดนามยังดำรงอยู่ท่ามกลางกรณีพิพาทซึ่งอธิปไตยแห่งเกาะ หรือสันดอนรวม 29 แห่ง จนกลายเป็นการปะทะกันเกี่ยวกับผลประโยชน์อันหมายความรวมถึงน้ำมันดิบ ทรัพยากรธรรมชาติและการประมง อีกทั้งลุกลามถึงอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน จึงเกิดการปะทะกันถึงขั้นเรียกว่าสงครามทะเล แต่แถลงการณ์ร่วมที่ประกาศใหม่นั้น ได้ระบุให้ “สองประเทศต้องช่วยกันควบคุมอย่างจริงจังและเข้มงวด หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากัน เพื่อธำรงไว้ซึ่งเสถียรภาพแห่งทะเลใต้และภูมิภาค”

หากมองผ่านประวัติศาสตร์ จีนเคยช่วยเหลือเวียดนามพิชิตลัทธิอาณานิคมฝรั่งเศสและกองทัพสหรัฐ ครั้นเมื่อเวียดนามเป็นเอกราช ก็ได้เอนเอียงไปยังสหภาพโซเวียตโดยพลัน เมื่อโซเวียตล่มสลาย เวียดนามก็หวนกลับไปเป็นพันธมิตรกับสหรัฐ

ดังนั้น ผู้นำเวียดนามจึงกำหนดนโยบายทางการทูตของตนว่า “Bamboo Diplomacy” (การทูตแบบไผ่ลู่ลม)เพราะลำไม้ไผ่กิ่งใบไหวอ่อนโยน ลู่ไปตามลม ส่วนเวียดนามยังจะโอนอ่อนระเนน ทอดนอนไหวเอนต่อไปหรือไม่ คงยากแก่การคาดเดา แต่ถ้าจีน-เวียดนามสามารถบรรลุข้อตกลงใหม่ มุ่งหน้าสู่ประชาคมร่วมอนาคตเดียวกันอย่างแท้จริง น่าเชื่อว่าทั้งสองประเทศคงมีโอกาสร่วมพัฒนาบ่อน้ำมันดิบที่ทะเลใต้ และถ้ากรณีพิพาททางทะเลขจัดได้หมดสิ้น ผลประโยชน์ก็จะตามมา เมื่อนั้นจีนและเวียดนามก็จะเป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกัน อันเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกเป็นทั้งเพื่อนเป็นทั้งพี่น้อง

ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช