ข่าวลือ ข่าวปล่อย ปฏิบัติการ IO ยุค ‘ฮั่น’ ส่งผ่าน ‘บทเพลง’
ในความเป็นจริง จางเหลียงกับหานซิ่นเคยได้ประสบพบเจอกันมาแล้วหนหนึ่ง เพียงแต่เป็นการประสบพบเจอโดยที่มิได้รู้จักกัน
เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปยังเหตุการณ์ “งานเลี้ยง ณ หงเหมิน”
ยุทธนิยาย “ไซ่ฮั่น” ฉบับวังหลังบรรยายว่า ขณะนั้นมีชายผู้หนึ่งเป็นคนถือทวนของหลอกงนั่งอยู่หลังลับแล เคาะทวนร้องเพลงเป็นเนื้อความ
“หมีอยากผึ้ง เกาะแผ่นศิลาขึ้นหมายว่าผึ้ง
พอปะรังมด คล้ากลืนเข้าไปถึงคอ ไม่ระวัง กระทั่งไอ
กลับลงมาร้องว่า จักแหล่น จักแหล่น”
จางเหลียงได้ยินจึงแลเข้าไปยังหลังลับแล เห็นคนหน้าขาว เหลือง รูปร่างน้อยๆ ถือทวนยืนยิ้มอยู่
จึงถาม “ท่านยิ้มด้วยสิ่งใด”
ได้ยินคำถามแทนที่ชายผู้นั้นจะตอบกลับอย่างตรงไปตรงมา หากแต่กลับตอบกลับมาเป็นบทเพลง
“ฟานเจิงคิดอุบายเสียเปล่า จางเหลียงรู้ว่านายมีบุญ
วันนี้พ้นหงเหมินแล้ว ภายหน้าจะได้ครองสมบัติ”
จางเหลียงได้ฟังเพลงก็นึกชมว่า ชายผู้นี้มีปัญญายิ่งนักจำเราจะเกลี้ยกล่อมให้ไปอยู่กับ
เพ่ยกงจึงจะชอบ
ครั้นกำลังจะเอ่ยถามชื่อแซ่ พอดีหลอกงตื่นขึ้นมาถามหาเพ่ยกง
จางเหลียงต้องเดินไปยืนอยู่หน้าโต๊ะหลอกง และต้องมุ่นอยู่กับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพราะยามนั้นหลอกงเกรี้ยวกราดอย่างรุนแรง
เรื่องนี้จางเหลียงลืมไปแล้ว
ต่อเมื่อเซี่ยงป๋อฟื้นความหลังว่าฟานเจิงทูลพระเจ้าฌ้อปาอ๋องให้เลี้ยงเป็นขุนนางผู้ใหญ่ทั้งหลายก็ไม่ตั้งตามคำ
ให้เป็นแค่ “จิบเก๊กหนึง” คนถือทวนสำหรับแห่
จางเหลียงจึงนึกขึ้นได้ว่าเมื่อครั้งฌ้อปาอ๋องเลี้ยงโต๊ะ ณ หงเหมิน ชายผู้ซึ่งเคาะทวนทำเพลงเห็นจะเป็นคนนี้ดอกกระมัง
ถ้าจะให้เป็นแม่ทัพถึงซุนบู๊จู๋ครั้งแผ่นดินเลียดก๊กก็ไม่เกินคนนี้ได้
ครั้นอยู่มาหลายวัน จางเหลียงจึงคิดว่าเมื่อไรจะได้แก้แค้นฌ้อปาอ๋องแทนคุณเจ้าเมืองหาน
ทำไฉนฮั่นอ๋องจะได้ออกจากเมืองโปต๋ง
ทุกวันนี้ ฌ้อปาอ๋องก็ใจร้ายนัก อาณาประชาราษฎร์ได้ความเดือดร้อน ไม่เป็นสุข ตัวเราอยู่บ้านเซี่ยงป๋อเล่าก็ไม่รู้ที่จะคิดการกำจัดพระเจ้าฌ้อปาอ๋อง
คิดแล้วจางเหลียงก็ตัดสินใจ
เป็นการตัดสิน “เปลี่ยน” เป็นการตัดสินใจแล้วไปบอกต่อเซี่ยงป๋อในวันรุ่งเข้าของอีกวันอย่างชนิดปาต้องเป้า ไม่อ้อมค้อม
“ข้าพเจ้าขอลาท่านไปเที่ยวหาที่สบายบ้าง”
เมื่อเซี่ยงป๋อตั้งคำถามด้วยความเป็นห่วงว่า “ท่านมาอยู่กับเราไม่ถึงเดือนก็จะไปเสียอีกเล่า”
คำตอบของจางเหลียงคือ “บ้านท่านเป็นที่อื้ออึงอยู่
ข้าพเจ้าจะขอลาไปอยู่ป่าใหญ่ที่มีภูเขาลึกลับ ไม่มีผู้ใดไปมา คิดจะเปลี่ยนชื่อแซ่เสีย เที่ยวหาผู้วิเศษทำยาอายุวัฒนะ ทิ้งบ้านเรือนไปหาที่รโหฐาน”
“ท่านไม่ยอมเป็นขุนนางมียศถาบรรดาศักดิ์ จะหาที่สบายก็ตามใจ”
จางเหลียงได้ฟังก็มีความยินดี คำนับลาเดินทางออกจากเมืองเสียนหยาง จึงเปลี่ยนเสื้อกางเกง แต่งตัวเป็นนักพรต
นี่ย่อมเป็นกระบวนท่า “ซุ่มซ่อน” แต่เป็นอีก “รูปโฉม” หนึ่ง
นักพรตจางเหลียงมิได้มุ่งหน้า “ไปสู่ภูเขา” หรือป่าไพรลึกลับ ตรงกันข้าม กลับเป็นการหวนกลับไปยังเมืองเสียนหยาง
เป็นการหวนกลับไปอย่างมีแผน
นั่นก็คือ ทำกิริยาอาการเหมือน “คนบ้า” เที่ยวเดินตีกลอง เด็กๆ ก็ชวนกันมาล้อมวงนั่งฟัง
ฟังเสียงกลองเป็นที่เพลิดเพลิน
ขณะเดียวกัน นักพรต “บ้า” ก็หยิบเหรียญอีแปะออกมาซื้อขนมแจกให้เด็กกิน จากนั้นก็สอนให้เด็กทำเพลง
“เสียงก้องดังระฆัง คนได้ฟังไม่เห็นรูป
มีทรัพย์สมบัติก็มั่งคั่ง ไม่ตั้งบ้านของตัว นุ่งห่มดี ไม่ควรที่มาเดินกลางคืน”
สอนแล้วก็กำชับกับเด็กๆ ว่า “ถ้าผู้ใดไต่ถามว่าใครสั่งสอนขอให้บอกว่า กลางคืนนอนยังไม่ทันหลับสนิท ฝันว่ามีเทพยดามาสั่งสอนให้ร้องเพลง
ถ้าบอกได้ดังนั้นแล้ว ทั้งอายุจะยืน หาโรคภัยมิได้”
ฝูงเด็กได้ฟังคำของจางเหลียงจึงตอบกลับว่า “ท่านอาจารย์อย่าวิตกเลยข้าพเจ้าจะว่าตามคำท่าน”
จางเหลียงจึงหยิบเอาเงินอีแปะในย่ามออกแจกจ่ายให้เด็ก
แล้วก็กลับออกไปนอกเมือง ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า กางเกงเสียใหม่ แต่งตัวเป็นพ่อค้าชาวร้านคอยฟังข่าว
การออก “กระบวนท่า” นี้ของจางเหลียงมิได้เป็นไปอย่างเลื่อนลอย
ยุทธนิยายเรื่อง “ไซ่ฮั่น” ฉบับวังหลัง บรรยายขยายความว่า การครั้งนี้สบเหมาะกับพระเจ้าฌ้อปาอ๋องคิดว่า
“ทุกวันนี้ไพร่บ้านพลเมืองจะว่ากล่าวถึงเราประการใดบ้าง”
จึงใช้ให้คนสนิทไปเที่ยวสืบดูนอกเมืองแลในเมืองทุกตำบล คนใช้ไปสืบตามรับสั่ง
“ข้อความดีแลร้ายชาวเมืองมิได้ว่าประการใด”
ครั้นเที่ยวเสาะไปพอพบเด็กทำเพลง จึงจดจำและกลับเข้าไปทูลตามคำเด็กว่าเพลงทั้ง 3 บาทแด่พระเจ้าฌ้อปาอ๋อง
ด้านหนึ่ง จางเหลียงปล่อย “บทเพลง” ผ่าน “เด็ก”
ขณะเดียวกัน ด้านหนึ่ง พระเจ้าฌ้อปาอ๋องต้องการทราบทุกข์สุขและความรู้สึกของไพร่บ้านพลเมือง
เท่ากับฝ่ายหนึ่ง “เสนอ” เท่ากับอีกฝ่ายหนึ่ง “สนอง”
ทั้งหมดนี้ย่อมดำเนินไปตามแผนอันจาง
เหลียงกำหนด ตระเตรียมและจัดวางเอาไว้ครบถ้วนทุกประการ
เป็นแผนอันจางเหลียงเคยแจ้งแก่ฮั่นอ๋องก่อนอำลาจากมา
นั่นก็คือ “จะคิดเป็นปริศนาพอให้คนเลื่องลือ”
สัมผัสได้จากประโยคแรก “เสียงก้องดัง
ระฆัง คนได้ฟังไม่เห็นรูป” ก็เร้าเย้ายวนใจอย่างยิ่งอยู่แล้ว
เมื่อตามมาด้วย “รายละเอียด”
“มีทรัพย์สมบัติก็มั่งคั่ง ไม่ตั้งบ้านของตัว นุ่งห่มดี ไม่ควรที่มาเดินกลางคืน”” นี่ย่อมเป็น “ปริศนา”
เป้าหมายแท้จริงคือ ก่อให้เกิด “คำถาม” สร้าง “ความสงสัย”
เมื่อพระเจ้าฌ้อปาอ๋องได้ฟังคนสนิทรายงาน ก็ให้บังเกิดความสงสัย กลายเป็นคำถามที่ต้องการคำตอบ
จึงได้ตัดสินใจ “ทำการ”
ครั้นเวลาค่ำวันหนึ่ง จึงแต่งปลอมเหมือนไพร่ไปเที่ยวฟัง เด็กก็พากันร้องรำทำเพลงตามคำของจางเหลียง
จึงถามเด็ก “ความนี้ใครเป็นผู้สั่งสอนเอ็ง”
เด็กบอกว่า “ข้านอนไม่ทันหลับสนิท ฝันว่ามีเทพยดามาบอกให้ทำเพลง แล้วว่าถ้าจำถ้อยคำเพลงไว้ได้อายุจะยืน หาโรคภัยมิได้ ข้าจึงจำไว้บ่นตามภาษาเด็ก”
พระเจ้าฌ้อปาอ๋องดีพระทัยนัก กลับเข้าไปในราชวัง

