ข่าวหนุ่มจบนิติศาสตร์ผู้นิยมเบียร์ จนถึงขั้นผลิตเบียร์กินเองและเปิดจำหน่ายให้คนคอเดียวกันได้ลองลิ้มชิมรส แต่โชคร้ายถูกทาง “เจ้าหน้าที่บ้านเมือง” มาจับกุมไปดำเนินคดี จุดประกายเกิดประเด็นการต่อสู้เพื่อ “เปิดเสรี” เบียร์และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ขึ้นมาเป็นกระแสในช่วงเวลานี้
และโลกใบเล็กของผู้นิยมเครื่องดื่มหอมขมรสซ่าที่เรียกว่า “เบียร์คราฟต์” (Craft Beer) ก็ได้ถูกเปิดขึ้นจากใต้พรมมาสู่สายตาและความสนใจของสาธารณชน หลังจากที่เป็นกระแสนิยมอย่างแพร่หลายแต่ซ่อนเร้นมาตลอดช่วงสองสามปีที่ผ่านมานี้ในหมู่ผู้นิยมการดื่มเบียร์ที่ปฏิเสธรสนิยมกระแสหลักอันถูกกำกับด้วยทุนและระบบอุตสาหกรรม
“คราฟต์” ในที่นี้เป็นคำเดียวกับที่แปลว่าหัตถกรรม หรือบางคนอาจจะแปลว่า “เบียร์ทำมือ” เป็นเหมือนงานศิลป์ที่ดื่มได้ หมักต้มกันเองในผู้ผลิตอิสระรายย่อย ซึ่งแต่ละรายจะเลือกสรรส่วนผสมต่างๆ ทั้งที่เป็นส่วนผสมหลักของเบียร์อยู่แล้ว อย่างข้าวบาร์เลย์ ยีสต์ ฮอป และอาจจะมีส่วนผสมอื่นๆ ตามแต่จะพลิกแพลง (มีได้ตั้งแต่ผลไม้ กาแฟ น้ำผึ้ง ไปจนถึงของที่เหมือนจะไม่น่าเข้ากันได้อย่างขิงหรือซอสพริก) มาหมักต้มผสมกันให้มีรสชาติเฉพาะตัวตามแต่ที่จะสร้างสรรค์กัน แตกต่างจากเบียร์ในระบบอุตสาหกรรมที่มีรสชาติตายตัวคล้ายกันไปหมดด้วย “มาตรฐาน” การผลิต
หากว่ากันตามกฎหมายประกอบกับกฎระเบียบมากมาย ผู้ที่จะผลิตเบียร์ออกมาวางจำหน่ายแพร่หลายทั่วไปในประเทศไทยได้นั้นจะต้องเป็นนิติบุคคลมีทุนหนากว่าสิบล้านบาท มีโรงงานใหญ่กำลังการผลิตสูง หรืออย่างน้อยก็โรงเบียร์ขนาดเล็ก (ซึ่ง “ขนาดเล็ก” ตามกฎหมาย ก็ว่ากันที่ไม่ต่ำกว่าหนึ่งแสนลิตรถึงหนึ่งล้านลิตรต่อปี) และก็จะขายได้อย่างจำกัดในสถานที่ผลิตเท่านั้น นอกเหนือจากนั้นก็ไม่อนุญาตให้ใครผลิตเบียร์ขึ้นมาไม่ว่าจะกินเองในครัวเรือนหรือจำหน่ายจ่ายแจก
ในสายตาของกฎหมายและเจ้าหน้าที่บ้านเมือง เบียร์คราฟต์นั้นไม่ต่างจาก “เหล้าเถื่อน” ที่ต่อให้ผู้ผลิตยินดีจะจ่ายภาษีให้รัฐตามสมควร แต่กฎหมายก็ไม่เปิดช่องด้วยเพดานทุนและกำลังการผลิตอย่างที่ได้กล่าวไปแล้ว จนต้องมีผู้ใช้วิธีซิกแซกออกไปผลิตจากนอกราชอาณาจักรและส่งกลับมาในฐานะเบียร์นำเข้าเพื่อให้ได้สถานะ “สีขาว” ตามกฎหมาย
ข้อจำกัดทางกฎหมาย ประกอบเรื่องติฉินถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้ผลิตรายใหญ่กับ “อำนาจรัฐ” ที่ปรากฏให้เห็นกันอย่างไม่ค่อยเหนียม ก็ไม่น่าแปลกใจนักที่ผู้คนจะเข้าใจไปในทางว่ากลไกของรัฐและกฎหมายบ้านเมืองว่ามีเจตนารมณ์เอื้อต่อการผูกขาดให้มีแต่ผู้ผลิตรายใหญ่ไม่กี่ราย ส่งผลให้มีเบียร์ที่ขายอย่างแพร่หลายให้เลือกหามีอยู่ไม่กี่ตราในตลาด ไร้ทางเลือกของการดื่มเมรัยชนิดนี้
หากความจำเป็นที่รัฐต้องยื่นไม้ยื่นมือเข้ามาควบคุมการผลิตและจำหน่ายเบียร์หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อื่นๆ นั้นก็ไม่ใช่ว่าจะไร้เหตุผลหรือมีนัยเพียงการหารายได้จากภาษีบาปเสียทีเดียว แต่เพราะเครื่องดื่มเหล่านี้ในอีกแง่มุมหนึ่งก็เป็นเหมือน “ยาพิษ” ที่หอมหวาน อย่างที่ไม่จำเป็นต้องถกเถียงกันถึงโทษของแอลกอฮอล์ต่อร่างกายและสติสัมปชัญญะ เพียงแต่ “ของร้าย” นี้ยังก้ำกึ่งที่อำนาจรัฐและวัฒนธรรมส่วนใหญ่พอจะยอมให้ผู้คนดื่มเสพได้ตามสมควรภายใต้ข้อจำกัดของกฎหมาย
จริงอยู่ว่าเบียร์ไม่ใช่ยาเสพติดให้โทษร้ายแรง การผลิตไม่ควรเป็นอาชญากรรม คนทำก็ไม่ถือเป็นอาชญากร แต่เบียร์ก็ไม่เหมือนขนมปังขนมเค้ก ด้วยว่าในขั้นตอนการผลิตนั้นอาจจะมีความผิดพลาดหรือปนเปื้อนจนเกิดสารเป็นพิษอื่น หรือความจงใจผสมใส่ลงไปของผู้ผลิตที่อาจจะมาจากการพลิกแพลงเกินพอดีหรือด้วยเจตนาฉ้อฉล การที่ใครสักคนลุกขึ้นมาทำเบียร์หรือสุราเมรัยออกขายจึงไม่ใช่เรื่องอันปล่อยเสรีไร้การควบคุมได้
ดังนั้น ในการต่อสู้เรื่องการเปิดเสรีเบียร์หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็ต้องไม่ตัดทิ้งแง่มุมความจำเป็นที่รัฐจะต้องเข้ามามีบทบาทในการรักษากติกาเพื่อรักษาสุขภาพของผู้ดื่มและความปลอดภัยของสังคมด้วยเช่นกัน เพราะผู้ที่จะเข้ามาในสนามอันเสรีนั้นคงจะไม่ได้มีแต่ฮิปสเตอร์คอเบียร์ผู้หลงใหลในกลิ่นรส ที่มีอุดมการณ์จะผลิตเบียร์แท้รสดีให้คนรักเบียร์ผู้ร่วมอุดมการณ์เท่านั้น แต่ก็ยังเป็นไปได้ที่จะมีคนมักง่ายขี่กระแสผลิตเบียร์ชุ่ยๆ ออกมาให้ได้ปริมาณมากเข้าว่าหรือให้เร็วไว้ก่อน ซึ่งจะอาศัยกลไกตลาดกำจัดผู้ผลิตที่ไม่มีคุณภาพไปเองก็อาจจะไม่ได้ เพราะผลร้ายของมันอาจจะทำให้ผู้ดื่มพิกลพิการเจ็บป่วยหรือล้มหายตายไปจนหมดสิทธิจะได้ใช้เสรีภาพในการเลือกดื่มเบียร์ต่อไปก็ได้
อย่างไรก็ตาม มาตรการตามกฎหมายที่ให้ผู้ผลิตเบียร์ได้จะต้องมีทุนมหาศาลและกำลังการผลิตที่สูงก็ไม่ได้มีอะไรเป็นเครื่องพิสูจน์หรือเชื่อมโยงอย่างสมเหตุสมผลได้ว่า จะทำให้เบียร์ที่ได้มานั้น “ปลอดภัย” ต่อสุขภาพของผู้ดื่มเสมอไป ข้อนี้เชื่อว่าคอเบียร์หลายคนคงเคยมีประสบการณ์การดื่มแล้วเมาค้างปวดหัวเพราะเหล้าเบียร์จากระบบ “อุตสาหกรรม” ที่ถูกต้องตามกฎหมายกันมาบ้าง แตกต่างจากประสบการณ์ในการดื่มเครื่องดื่มประเภทเดียวกันที่มาจากการผลิตแบบประณีตจากผู้ผลิตรายย่อย นี่ก็คือสิ่งที่ทางภาครัฐต้องทบทวนว่าการเข้ามา “ควบคุม” โดยอาศัยปริมาณการผลิตและทุนของผู้ผลิตนั้นยังเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลหรือไม่
การถกเถียงเรื่องอำนาจรัฐต่อเบียร์และเครื่องดื่มมึนเมาอื่นๆ ในที่สุดจึงควรนำไปสู่การหาจุดสมดุลของเสรีภาพในผลิตและทางเลือกในการดื่มที่หลากหลาย ไปพร้อมๆ กับการวางกติกาเพื่อรักษาความปลอดภัยของผู้บริโภคและสังคม อย่างได้สัดส่วนไปพร้อมๆ กัน
กล้า สมุทวณิช

