วิธีการที่เหมาะสมในการลงโทษ
อาชญากรเด็กหรือเยาวชนในสังคมไทย
หากใช้ตัวบทกฎหมาย ตรรกะหรือมุมมองความคิดว่า “เด็ก” หมายความว่า บุคคลซึ่งมีอายุเกินกว่าอายุที่กำหนดไว้ตามมาตรา 73 แห่งประมวล กฎหมายอาญา แต่ยังไม่เกินสิบห้าปีบริบูรณ์ และ “เยาวชน” หมายความว่า บุคคลอายุเกินสิบห้าปีบริบูรณ์ แต่ยังไม่ถึงสิบแปดปีบริบูรณ์ ตามนิยามในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 เสมือนเป็นผ้าขาวที่บริสุทธิ์ และผ้าขาวสะอาดบริสุทธิ์ ยังมีโอกาสที่ยังได้ใช้งานหรือทำประโยชน์แก่สังคม อีกยาวนาน การทำลายผ้าขาว ที่ยังสะอาดบริสุทธิ์ เพียงเพราะมีรอยสกปรกเล็กน้อย หรือตำหนิสีดำ อาจดูเสมือนเรื่องที่ผู้ใหญ่จะใจดำ หรืออำมหิต หรือเปล่าไม่นั้น
การจะให้โอกาสแก่อาชญากรเด็กหรือเยาวชนบางคนในจำนวนที่นับครั้งไม่ถ้วน เพียงเพราะสถานภาพที่ยังเป็นเด็กหรือเยาวชน (ไม่เกิน 18 ปีบริบูรณ์) ตามกฎหมาย ในมุมมองของผู้บังคับใช้กฎหมายบางคน คือสิทธิที่อาชญากรเด็กหรือเยาวชน พึงควรได้รับตลอดระยะเวลาแห่งการลกระทำผิดใช่หรือไม่
วิธีการใดที่เหมาะสม ในการลงโทษเด็กหรือเยาวชนที่กระทำความผิด ประมวลกฎหมายอาญาปัจจุบัน และวิธีการสำหรับเด็กหรือเยาวชนพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและ พิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ใช้ได้จริงหรือไม่ คือ คำถามสำคัญ และสำหรับอาชญากรเด็กหรือเยาวชน ควรเป็นคำที่ใช้เรียกเด็กหรือเยาวชน ที่มีเจตนากระทำความผิดอาญาที่รุนแรง และกระทำผิดซ้ำๆ ซากๆ ได้หรือไม่
หากพิจารณาจากความหมายของคำว่า อาชญากร ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน คำนี้เป็นคำนาม อันหมายถึง ผู้ก่ออาชญากรรม,ผู้กระทำความผิดที่เป็นคดีอาญา โดยคดีอาญาเป็น คดีที่ผู้กระทำความผิด ที่มีกฎหมายกำหนดบทลงโทษทางอาญาไว้ โดยที่เด็กหรือเยาวชน ผู้กระทำความผิดตามที่มีกฎหมายอาญากำหนดโทษไว้ ก็ใช้บทกฎหมายสารบัญญัติเดียวกันในการลงโทษทางอาญา เพียงแต่ขั้นตอนในการบังคับคดี บังคับโทษจะแตกต่างกัน ฉะนั้น การใช้คำว่า อาชญากรเด็กหรืออาชญากรเยาวชน จึงไม่น่าจะผิด แต่อาจจะเป็นการใช้คำที่ดูรุนแรง ในความรู้สึกของผู้ฟังบางราย หากทว่าเด็กหรือเยาวชนที่เป็นผู้กระทำความผิด ทำผิดเพียงครั้งแรกหรือทำเพียงครั้งเดียวในชีวิต
จากปรากฏการณ์ การกระทำความผิดของ ผู้ต้องหาหรือจำเลย ที่เป็นเด็กหรือเยาวชน เพียงที่ปรากฏตามข่าว จะเห็นได้ถึงความรุนแรงของการ กระทำความผิดอาญา เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในห้างสรรพสินค้าชื่อดังแห่งหนึ่ง ที่เด็กอายุเพียง 14 ปี ใช้ปืนก่อเหตุกราดยิง จนมีผู้เสียชีวิต และต่อมาอีกหลายกรณี จนถึงกรณีการพบศพ ป้ากบ อายุ 47 ปี ซึ่งเป็นหญิงเร่ร่อนสติไม่ดี และติดสุราเรื้อรัง ลอยคว่ำหน้าอยู่ในสระน้ำ ข้างโรงเรียน…แห่งหนึ่งในเขตเทศบาลเมืองอรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว เมื่อวันที่ 12 มกราคมที่ผ่านมา สภาพมีแผลแตกที่ศีรษะและใบหน้า ภาพจากกล้องวงจรปิดในพื้นที่ พบกลุ่มวัยรุ่น 5 คน อายุระหว่าง 13-16 ปี ประกอบด้วย 1.นายบิ๊ก อายุ 16 ปี ด.ช.โก๊ะ อายุ 14 ปี ด.ช.เชน อายุ 14 ปี, ด.ช.กัส อายุ 13 ปี, ด.ช.แบงค์ อายุ 13 ปี ขี่มอเตอร์ไซค์ 2 คัน มาทำร้ายป้ากบ จึงไปนำตัวทั้งหมดมาสอบสวนพร้อมผู้ปกครอง (ch3plus.2567)
ฉะนั้นวิธีการที่เหมาะสมในการลงโทษอาชญากรเด็กหรือเยาวชนในสังคมไทย อาจไม่จำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายอาญา ในเรื่องอายุของเด็กหรือเยาวชน แต่การใช้วิธีการสำหรับเด็กหรือเยาวชน แทนการลงโทษทางอาญา ของสถานพินิจ ศูนย์ฝึกอบรม ในกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน อาจจะต้องเป็นผู้ตอบคำถามนี้ให้ได้ว่า วิธีการสำหรับเด็กหรือเยาวชน แทนการลงโทษทางอาญา ที่เราใช้กันตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเด็กหรือเยาวชน ได้ผลทุกคนจริงหรือไม่ ในขณะที่มีนักกฎหมายบางคนพูดออกสื่อว่า เอาเด็กหรือเยาวชนไปติดคุก ก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร เดี๋ยวมันออกมาก็กระทำความผิดอีก แถมยังพูดต่ออีกว่า คุกผู้ใหญ่ก็เหมือนกัน ออกมาก็ทำผิดอีก ทำให้เกิดคำถามที่น่าคิดคือ หากเราเชื่อเช่นนั้นว่า การเอาคนทำผิดไปติดคุก ไม่ได้ประโยชน์อะไร แล้วเราจะมีเรือนจำหรือคุก มีสถานพินิจ หรือศูนย์ฝึกอบรม ไว้เพื่ออะไรครับ หากเราไม่เชื่อมั่นในระบบการลงโทษของ
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ฉะนั้น แนวทางการทบทวน ปรับปรุง หรือแก้ไขวิธีการสำหรับเด็กหรือเยาวชน ที่ใช้แทนการลงโทษทางอาญา ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัว และพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 อาจเป็นวิธีการหนึ่งที่เหมาะสม ตัวเลขแม้เพียงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ของอาชญากรเด็กหรือเยาวชนในทุกปี ที่ผ่านระบบกลไกในการแก้ไขบำบัดฟื้นฟู แต่ไม่สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรือนิสัยใจคอ ให้เป็นคนดีได้ ก็จะเป็นตัวเลขอีกหนึ่งเปอร์เซ็นต์ หรืออาจเป็นเพียง 0.5 เปอร์เซ็นต์ที่เพิ่มขึ้นเพื่อไปก่อคดีอาชญากรรมที่รุนแรงยิ่งขึ้นเมื่อเขาเหล่านี้พ้นจากอายุ 24 ปีไปแล้ว และก็จะกลายเป็นตัวเลขอาชญากรที่เพิ่มขึ้นของเรือนจำ ที่อาจสามารถไปสร้างความเดือดร้อนให้กับสังคมและประเทศชาติต่อไปได้เรื่อยๆ ไม่จบไม่สิ้น ซึ่งสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจตรงกันก็คือ การลงโทษทางอาญาแก่อาชญากรเด็กหรือเยาวชน ยังคงมีอยู่ เด็ก เยาวชน ผู้ใหญ่ทำผิด ก็ต้องใช้บทกฎหมายเดียวกันในการลงโทษ เพียงแต่วิธีการลงโทษ จะแตกต่างกัน ทิ้งท้ายไว้ที่สำนวนไทยที่ว่า “ไม้อ่อนดัดง่ายไม้แก่ดัดยาก”วิธีการที่เหมาะสมในการลงโทษจึงน่าจะหมายถึงการทำให้วิธีการสำหรับเด็กหรือเยาวชนแทนการลงโทษทางอาญา คือการฝึกอบรมในสถานที่ ที่กำหนดตาม พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 อันเป็นวิธีการที่มีอยู่แล้วมีการบังคับใช้ได้จริงและเห็นผลในทางปฏิบัติได้ 100 %เต็ม ก็จะสามารถแก้ไขปัญหาการกระทำความผิดของเด็กหรือเยาวชนได้อย่างแท้จริง สร้างคนดีให้กับสังคม
โดยผู้ใหญ่เราต้องพยายามดัดไม้ที่ยังอ่อนอยู่ให้ได้ในตอนที่ยังมีโอกาส ก่อนที่จะดัดได้ยากนะครับ แม้อาจจะยากสำหรับเด็กหรือเยาวชนบางคนก็ตามที
ผศ.ดร.นพดล ปกรณ์นิมิตดี
อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

