AI กับการศึกษา
คะแนน PISA ของนักเรียนไทยที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกในทุกวิชาหลักสะท้อนถึงปัญหาของการศึกษาไทย ในขณะที่ชาติอื่นๆ ได้สอนให้เด็กคิดวิเคราะห์เป็น แต่การศึกษาเรายังย่ำอยู่กับที่โดยยังอาศัยการจดจำอยู่ แต่ในโลกปัจจุบันที่เป็นยุค AI ภิวัตน์ นักเรียนนานาชาติรวมทั้งนักเรียนนานาชาติในประเทศไทยก็ใช้ AI ในการเรียนการสอนแล้ว ยกตัวอย่างหลานของผู้เขียน เมื่อ 3 ปีที่แล้วอายุเพียง 5 ขวบ อยู่อนุบาล ครูให้การบ้านว่าให้ไปค้นหาอาหารที่ตัวเองชอบ ให้ทำเป็นสินค้าเพื่อเสนอขายในตลาดออนไลน์ โดยต้องคิดแบรนด์และโลโก้สินค้า รวมทั้งถ่ายวิดีโอเพื่อโฆษณาสินค้ามาส่ง ให้เวลา 1 สัปดาห์ หลานสาวใช้วิธีสั่ง AI ประจำตัวคือ Siri ให้ไปหารูปอาหารประเภท wrap ซึ่งไม่ต้องมีการใช้ความร้อนในการปรุงอาหาร มาให้เลือกเมนู ทั้งหมดนี้เนื่องจากเจ้าหล่อนยังไม่สามารถที่จะเขียนหนังสือได้ดีก็ต้องใช้คำสั่งเสียง (voice command) สั่ง AI ไปช่วยหาเมนู เมื่อได้สินค้าที่ต้องการแล้ว เธอก็ทำการผลิตตามเมนู ตั้งชื่อสินค้า วาดรูปโลโก้ด้วยมือ แล้วก็ถ่ายวิดีโอการผลิตสินค้าส่งให้ครู ที่เขียนมาก็เพื่อที่แสดงว่าแม้แต่เด็กอนุบาลก็เริ่มใช้ AI คือ Siri แล้วและยังใช้ AI แบบสร้างสรรค์คือไม่ได้คัดลอกเมนูมาส่ง แต่มีกระบวนการค้นหา คัดเลือก ใช้ความคิดสร้างสรรค์ของตนเองในการหาชื่อแบรนด์และทำโลโก้ กระบวนการทั้งหมดตั้งแต่การหาเมนูจนถึงการอัพโหลดดาต้าไปส่งครู เด็กทั้งชั้นทำเองทั้งหมด นอกจากการถ่ายทำวิดีโอที่ต้องอาศัยพ่อแม่
ยูเนสโกได้เสนอว่า AI เป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพการศึกษาใน 3 เรื่องคือ 1) การบริหารการศึกษา 2) การเรียนรู้และการประเมินผล และ 3) เสริมสร้างความสามารถของผู้สอน
ในด้านการบริหารการศึกษา AI ช่วยทำงานบริหารทั่วไป เช่น การลงทะเบียน การติดตาม การเข้าเรียน การจดจำใบหน้าที่สามารถใช้บันทึกการเข้าเรียนและการเข้าห้องสอบ AI สามารถวิเคราะห์ข้อมูลการศึกษาจำนวนมาก เพื่อให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความสัมฤทธิผลของนักเรียน เช่น การวิเคราะห์คะแนนสอบในวิชาต่างๆ เพื่อระบุประเด็นหรือหัวข้อที่ผู้เรียนมักจะมีปัญหาบ่อยๆ เพื่อการปรับปรุงการสอนหลักสูตรและศึกษาแนวโน้มการเลือกวิชาต่างๆ และความจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงการใช้ทรัพยากรให้เหมาะสมกับความต้องการ
ในด้านการเรียนรู้และการประเมินผล AI สามารถช่วยสร้างแพลตฟอร์มการเรียนรู้ส่วนบุคคลให้เหมาะกับความสามารถของคนแต่ละคน (customized learning) หรือสามารถสร้าง โปรแกรมที่สามารถตอบสนองผู้เรียนที่มีความต้องการแตกต่างกันเพื่อลดภาระของผู้สอน ในกรณีที่มีผู้เรียนจำนวนมากเป็นร้อยคนไม่สามารถที่จะคุยกับนักเรียนแต่ละคนได้ เช่น ในการให้นักศึกษาวางแผนการตลาดให้สินค้า ซึ่งนักศึกษาแต่ละคนจะเลือกสินค้าต่างกัน หรือให้นักศึกษาเขียนข้อเสนอโครงการวิจัยซึ่งแต่ละคนก็จะมีโครงการวิจัยต่างกัน ผู้สอนสามารถเขียนโปรแกรม การสอน AI เป็นติวเตอร์ส่วนบุคคลที่มีการตอบสนองโดยอัตโนมัติต่อข้อเสนอหรือข้อคิดเห็นของผู้เรียนได้
ในด้านของผู้สอนก็จะสามารถใช้ AI ช่วยหาเนื้อหาใหม่ในการสอน ประมวลความรู้ใหม่ๆ ในประเด็นที่จะใช้สอน ใช้ทบทวนหลักสูตรนานาชาติเพื่อปรับปรุงหลักสูตรใหม่ ใช้ตรวจข้อสอบ รวมคะแนน ตัดเกรดอัตโนมัติ และนำเสนอผลการศึกษาได้รวดเร็วและแม่นยำ
ในด้านการเสริมสร้างความสามารถของ ผู้สอน AI ช่วยให้ผู้สอนพัฒนารูปแบบการเรียนที่มีปฏิสัมพันธ์และน่าสนใจขึ้นสามารถสร้างคำถาม แบบทดสอบ การใช้เกมในการสอน รวมทั้งการให้คำแนะนำกับนักเรียนและนักศึกษาเป็นการเฉพาะตามพฤติกรรมและความถนัดได้ ในปัจจุบันมีแอพพลิเคชั่นที่ใช้ AI แพลตฟอร์มจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอน (วรลักษณ์ หิมะกลัส, 2566)
ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา AI พัฒนาขึ้นมากโดยเฉพาะอย่างยิ่ง Generative AI ซึ่งสามารถประมวลผลลัพธ์ใหม่ๆ ได้ตลอดเวลา ปัญญาประดิษฐ์ประเภทนี้สามารถที่จะเรียงความ ย่อความ ทบทวนวรรณกรรม สรุปการประชุม สรุปผลการเสวนา แปลอังกฤษเป็นไทย และไทยเป็นอังกฤษได้อย่างรวดเร็ว และเขียนสุนทรพจน์ ฯลฯ แอพพลิเคชั่นเหล่านี้ที่เป็นที่นิยม ได้แก่ ChatGPT, Google Bard, Bing และ Copilot เป็นต้น มีความสามารถหลากหลายดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นส่วน DALL-E3 สามารถสร้างภาพศิลปะจากคำอธิบายข้อความได้ Synthesia เป็นแพลตฟอร์ม สำหรับการสร้างวิดีโอที่สร้างภาพเคลื่อนไหวที่เหมือนจริง Descript เป็นแอพพลิเคชั่นที่ใช้ถอดเสียงการบันทึกเสียงและวิดีโอโดยอัตโนมัติ ฯลฯ
แอพพลิเคชั่นเหล่านี้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญของนักเรียนและนักศึกษาในการเรียน แม้จะเป็นปัญหาข้อเดียวกันหากถาม AI ในแต่ละครั้งคำตอบก็จะไม่เหมือนกันแม้จะคล้ายคลึงกันทำให้นักเรียนสามารถนำคำตอบจาก AI มาส่งครูได้โดยสะดวก อาจทำให้ผู้เรียนใช้ AI แบบเบ็ดเสร็จ ขาดความสนใจที่จะค้นคว้าในเชิงลึกและมาวิเคราะห์เอง แต่กลับลอกเลียนแบบโดยขาดความเข้าใจอย่างแท้จริง ผู้สอนจึงจะต้องเปลี่ยนวิธีการสอน แทนที่จะขอผลลัพธ์สุดท้ายจากผู้เรียนต้องเปลี่ยนมาเป็นการขอกระบวนการการคิดเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ อย่างเช่นกระบวนการของนักเรียนอนุบาลที่กล่าวมาแล้วข้างต้นหรือต้องให้ผู้เรียนนำเสนอปากเปล่า เพื่อให้แน่ใจว่ามีความเข้าใจอย่างแท้จริง ดังนั้น หากผู้สอนไม่เปลี่ยนการสอนแล้ว การใช้ AI แบบทื่อๆ หรือแบบคำถามขั้นเดียวจะทำให้ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ใช้ปัญญาสร้างสรรค์ถดถอยไปกว่าเดิมอีก ยิ่งไปกว่านั้นยังมีปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างนักเรียนที่มีฐานะไม่เท่ากัน ซึ่งรัฐบาลต้องหาวิธีลดช่องว่างประสบการณ์ที่ผ่านมาในการแจกแท็บเล็ต ทำให้เราเรียนรู้ว่าการแจกแท็บเล็ตไม่ใช่การแก้ปัญหา หากเรายังไม่มีคอนเทนต์ แต่คราวนี้ AI สามารถมาช่วยด้านคอนเทนต์ แต่จะมีปัญหาความถูกต้องของข้อมูล รัฐจึงต้องเข้ามาดูแลด้านข้อมูลเท็จและเฟคนิวส์ด้วย
ในปัจจุบันสถาบันศึกษาหลายแห่งได้ออกแนวทางปฏิบัติอย่างกว้างขวางให้ผู้เรียนและผู้สอนปฏิบัติตาม เช่น การใช้ข้อมูลอย่างมีจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อความเป็นส่วนตัวหรือข้อมูลส่วนบุคคล การใช้งานต้องถูกต้องตามหลักกฎหมายและไม่ละเมิดกฎหมายเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ และควรใช้ AI ในการพัฒนาความรู้และทักษะ อย่างไรก็ดี การกำกับ AI ให้เกิดการใช้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดจะต้องมีการทดลองใช้เพื่อหาจุดอ่อนจุดแข็งและปรับวิธีการสอน ซึ่งเป็นเรื่องที่มหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยควรให้ความสำคัญเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่เป็นบวกอย่างจริงจัง
มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด
มูลนิธิสถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ

