ภาษีหน้าต่าง…ในอังกฤษ
เรื่องจริงเมื่อราว 300 ปีที่แล้ว…ตึกไหน บ้านไหน มี “หน้าต่าง” ที่รับสายลม แสงแดด จะต้องโดนเก็บ “ภาษีหน้าต่าง” (Window Tax) ตามจำนวนช่องหน้าต่าง
แนวคิดนี้ช่างน่าขัน แต่จริงๆ แล้วมีพื้นฐานมาจากตรรกะที่ดี ตามประวัติศาสตร์อังกฤษ ภาษีหน้าต่าง เริ่มเมื่อปี พ.ศ.2239 (ตรงกับปลายสมัยอยุธยา ช่วงพระเพทราชา) โดยกษัตริย์วิลเลียมที่ 3 ที่ทรงต้องการเก็บภาษีที่ทำให้ “คนรวยจ่ายเงินมากขึ้น” เพื่อดูแลคนจน
“ภาษีหน้าต่าง” คือภาษีทรัพย์สินตามจำนวนหน้าต่างในบ้าน เป็นพลังทางสังคม วัฒนธรรม และสถาปัตยกรรมที่สำคัญในอังกฤษ ฝรั่งเศส และไอร์แลนด์ อาคารบ้านเรือนเปลี่ยนโฉมไปไม่น้อย
มนุษย์หน้าไหนจะยอมเสียเงิน… เมื่อเป็นกฎหมาย บ้านคนรวยจำนวนมากที่มีหน้าต่าง จึงไปหาอิฐมาก่อปิดช่องหน้าต่าง อาคารที่พัก บ้านจำนวนมากกลายเป็นกำแพงทึบ ความสวยงามมลายหายไป
แนวคิดดังกล่าว…แพร่กระจายไปถึงฝรั่งเศส
Window Tax ทำเงินเข้ารัฐบาลได้ไม่น้อย เพราะคนที่ร่ำรวยจะมีบ้านหลังใหญ่ โอ่อ่า มีหน้าต่างเพื่อ “แสงแดด” (ที่แสนจะหายากในอังกฤษ) “คนรวย” จึงต้องจ่ายภาษีมากขึ้น บางส่วนยอมจ่ายภาษี ในขณะที่ที่พักของ “คนจน” จะมีหน้าต่างน้อย
คนมีเงิน มีอำนาจ มักจะเสียงดัง จึงไม่ค่อยพอใจกับการจ่ายภาษีหน้าต่าง ผู้คนทั่วทั้งเกาะอังกฤษและเวลส์ต่อต้านมาตลอด
คนอังกฤษมีความคิดว่า รัฐบาลเข้ามาแทรกแซงชีวิตส่วนตัวของผู้คนและคุกคามเสรีภาพของพวกเขา
หนังสือพิมพ์ The Telegraph เคยรายงานว่า ภาษีหน้าต่างถูกนำมาใช้ด้วยอัตราคงที่ 2 ชิลลิง
ต่อบ้าน (โดย 2 ชิลลิงเทียบเท่ากับเงินปัจจุบันประมาณ 14 ปอนด์ หรือ 18 ดอลลาร์ บวกกับภาษีผันแปรขึ้นอยู่กับจำนวนหน้าต่างในบ้าน)
เกณฑ์การเก็บภาษี พอจะสรุปได้ว่า เฉพาะที่พักที่มีหน้าต่างตั้งแต่ 10 บานขึ้นไปเท่านั้นที่ต้องชำระค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม
บ้านที่มีหน้าต่าง 10 ถึง 20 หน้าต่างจะต้องจ่ายเงินเพิ่มอีก 4 ชิลลิง ในขณะที่ผู้ที่มีหน้าต่างมากกว่า 20 หน้าต่างจะถูกเรียกเก็บเงิน 8 ชิลลิง
นั่นหมายความว่า…ผู้ที่อาศัยอยู่ในบ้านที่ค่อนข้างเล็กหรือบ้านมาตรฐานจะถูกเรียกเก็บเงินเพียง 2 ชิลลิงแรกเท่านั้น
ในทางปฏิบัติ ระบบนี้ไม่เป็นผลดีนักสำหรับคนที่ยากจนที่สุดที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ เพราะที่พักที่ถูกที่สุดอยู่ในตึกแถวซึ่งนับเป็นที่อยู่อาศัยที่ต้องเสียภาษี ดังนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงการจ่ายเงิน เจ้าของบ้านจำนวนมากจึงต้องหาทางปิดหน้าต่างด้วยอิฐ
ปี พ.ศ.2394 (ตรงกับช่วงรัชสมัยในหลวง ร.4) ภาษีหน้าต่างถูก “ยกเลิก” หลังจากมีผลบังคับใช้มาราว 156 ปี หลังจากการรณรงค์ระดับชาติเพื่อต่อต้านภาษีดังกล่าว
หอจดหมายเหตุแห่งชาติของสหราชอาณาจักรบันทึกว่า ภาษีดังกล่าว บังคับให้ผู้คนต้องจ่ายค่าสิทธิในการใช้แสงแดดและอากาศในบ้านของตนเอง มีผลกระทบอย่างแท้จริงต่อสังคมและ
รูปแบบการก่อสร้างอาคารต่างๆ
บ้านที่ถูกสร้างขึ้นในช่วงเวลานั้น จึงได้รับการออกแบบโดยคำนึงถึงภาษีหน้าต่าง บ้านจะมี
หน้าต่างน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อให้เจ้าของจ่ายภาษีจำนวนน้อยที่สุด
เกาะอังกฤษ คือ ดินแดนที่ชุ่มฉ่ำด้วยฝน เปียก แฉะ หนาวเย็น เป็นเวลาหลายเดือนต่อปี แสงแดด คือ สิ่งที่คนอังกฤษโหยหา แสงแดด คือ ความสุขที่เปี่ยมล้น อะไรๆ จะดีไปหมดในวันที่มีแสงแดด
ชาวอังกฤษ คือ ชนชาติที่คิดสร้างสวนสาธารณะ เป็นชาติแรกๆ ในโลก การนั่ง นอน อ่านหนังสือ เล่นดนตรี เล่นกีฬาในแสงแดด คือ ความสุขล้นของชีวิต แสงแดดจะทำให้โลกน่าอยู่
ชาวอังกฤษ ที่เป็นมหาอำนาจของโลก เป็นนักล่าเมืองขึ้นที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เหตุผลประการหนึ่งคือ การออกไปแสวงหาดินแดนใหม่ๆ ที่มีสายลม แสงแดด ทรัพยากร ความร่ำรวย…
อังกฤษนี่แหละ คือ ชนชาติที่แล่นเรือเข้ามา “จัดตั้ง” ระบบภาษีในสยามประเทศ และประเทศ
อื่นๆ ในภูมิภาค หัวหน้าใหญ่ชาวอังกฤษที่เดินทางเข้ามา คือ เซอร์ จอห์น เบาว์ริ่ง (Sir John Bowring) นักเศรษฐศาสตร์ นักการเมือง นักเดินทางนักเขียน นักแปลวรรณกรรม พูดได้หลายภาษา และผู้สำเร็จราชการเกาะฮ่องกงคนที่ 4 เขาได้รับการแต่งตั้งจากสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียให้เป็นราชทูตมายังสยามเพื่อทำสัญญาทางการค้าในรัชสมัยในหลวง ร.4
ลองมาย้อนอดีตของสยาม ในเรื่องการเก็บภาษี
ผู้เขียนขออ้างอิงบทความของ คุณเขมภัทร ทฤษฎิคุณ เมื่อ 26 เมษายน 2566 ที่ท่านเรียบเรียง
ผลกระทบต่อ “สนธิสัญญาเบาว์ริ่ง” ที่มีต่อเศรษฐกิจและการจัดเก็บภาษีในอดีต…
สนธิสัญญาเบาว์ริ่ง เป็นสนธิสัญญาที่สยามในเวลานั้น ลงนามกับอังกฤษหรือสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์ในปี ค.ศ.1855 (พ.ศ.2398) โดยสาระสำคัญประการหนึ่งของความตกลงฉบับนี้ คือ ประเด็นเรื่องภาษีและการค้าพาณิชย์ ซึ่งกระทบต่อความมั่งคั่งของสยาม
ในความตกลงฉบับนี้กำหนดว่า… สยามจะต้องยกเลิกค่าธรรมเนียมปากเรือและกำหนดอัตราภาษีขาเข้าและขาออกชัดเจน
โดยตามสนธิสัญญา ให้อัตราภาษีขาเข้าของสินค้าทุกชนิดกำหนดไว้ที่ร้อยละ 3 ยกเว้นฝิ่นที่ไม่ต้องเสียภาษี แต่จะขายได้เฉพาะกับเจ้าภาษีนายอากรฝิ่นเท่านั้น และสินค้าส่งออกให้มีการเก็บภาษีชั้นเดียว โดยเลือกว่าจะเก็บภาษีชั้นใด (จังกอบ ภาษีป่า ภาษีปากเรือ) หรือภาษีส่งออก
กำหนดให้ พ่อค้าอังกฤษได้รับอนุญาตให้สามารถทำการค้าโดยตรงได้กับ “เอกชนสยาม” โดยไม่มีผู้ใดผู้หนึ่งขัดขวาง และรัฐบาลสยามจะต้องไม่เข้าแทรกแซงกิจกรรมการค้าดังกล่าว
ผลของสนธิสัญญาดังกล่าวจึงกลายมาเป็นการทลายการผูกขาดของ “พระคลังสินค้า” ที่ดำเนินมาอย่างยาวนานนับตั้งแต่สมัยอยุธยา สิ่งนี้กลายเป็นผลกระทบต่อรายได้ของรัฐบาลสยาม
ในแง่ “รายได้” จากภาษีของรัฐบาลสยาม สนธิสัญญาเบาว์ริ่งมีผลต่อข้อจำกัดในการขยายตัวของรายได้ของรัฐบาลสยามในเวลานั้น จนกระทั่งมีการแก้ไขสนธิสัญญาบางส่วนในปี ค.ศ.1926 (พ.ศ.2469) และทำให้รัฐบาลสยามไม่สามารถแสวงหารายได้เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษีจากการค้าพาณิชย์ที่ค่อนข้างจะจำกัด
(ที่สยามได้มีโอกาสแก้ไข/ยกเลิก สนธิสัญญาเบาว์ริ่ง เพราะในหลวง ร.6 ตัดสินพระทัยส่งกองทหารอาสาจากสยาม 1,256 นาย ไปสมรภูมิรบ ในยุโรปเป็นพันธมิตรกับอังกฤษ ฝรั่งเศส ในสงครามโลกครั้งที่ 1 อังกฤษจึงยินยอม : ผู้เขียน)
ในอดีต…แหล่งรายได้ของรัฐบาลในช่วงปี พ.ศ.2398-2468 สยามมีรายได้หลักมาจากภาษีสรรพสามิตและค่าธรรมเนียมการขนส่งคิดเป็นร้อยละ 25 การผูกขาดฝิ่นร้อยละ 18 การรถไฟร้อยละ 17 ภาษีที่ดินร้อยละ 12 ภาษีรายหัวร้อยละ 10 และภาษีป่าไม้และเหมืองแร่ร้อยละ 8 ของงบประมาณ
การจัดเก็บภาษีของสยามยังใช้ระบบ “เจ้าภาษีนายอากร” ซึ่งทำให้การจัดเก็บภาษียังไม่มีประสิทธิภาพและจัดเก็บได้ไม่ถึงเกณฑ์ที่มีประโยชน์
ต่อมา…ในหลวง ร.5 ทรงให้จัดตั้ง หอรัษฎากรพิพัฒน์
การจัดเก็บภาษีในเวลานั้นมีลักษณะซ้ำซ้อนและมีการเก็บภาษีหลายชนิดที่มีวัตถุประสงค์คล้ายคลึงกัน ซึ่งสร้างภาระแก่ประชาชนและเป็นต้นทุนแก่การประกอบอาชีพของประชาชน
ตัวอย่างของภาษีในช่วงนั้น เช่น ภาษีรัชชูปการหรือเงินรัชชูปการ ซึ่งเป็นเงินช่วยราชการที่เก็บจากราษฎรที่เป็นชายฉกรรจ์ที่มีอายุตั้งแต่ 18-60 ปี ที่ไม่ได้รับราชการเป็นทหารหรือไม่ได้รับการยกเว้นตามกฎหมาย
“เงินรัชชูปการ” มิได้อาศัยฐานการจัดเก็บจากรายได้ ทรัพย์สิน การบริโภค แต่เก็บจากสถานะของบุคคลในฐานะเป็นราษฎรของแผ่นดินสยาม โดยเป็นการเก็บเงินทดแทนจากการส่งส่วยในอดีตของระบบไพร่
รัฐจะเก็บเงินรัชชูปการจากราษฎรชายฉกรรจ์ปีละ 4 บาท โดยบางภูมิภาคและบางช่วงเวลาอาจจะเก็บมากถึง 6 บาท
ข้อเสีย คือ สร้างความไม่เป็นธรรม เพราะมีข้อ “ยกเว้น” สำหรับชนชั้นสูง อาทิ ราชนิกุล ข้าราชการพลเรือน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และสารวัตรกำนัน พระภิกษุสงฆ์ สามเณร นักบวช และชีปะขาว นักเรียนที่สอบได้ประโยค 1 และประโยค 2
เงินรัชชูปการ มีการยกเว้นให้กับคนพิการรวมถึง “ชาวจีน” ที่เสีย “เงินผูกปี้” และผู้ที่อพยพเข้ามาตั้งภูมิลำเนาเป็นปีแรก
จะเห็นได้ว่ากลุ่มผู้เสียภาษีน่าจะเป็น “ราษฎร” ทั่วไปที่ไม่ได้รับราชการและมีสัญชาติไทย ชาวนา และคนไม่ได้ร่ำรวยพอที่จะบริจาคเงินช่วยราชการที่จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องจ่ายเงินรัชชูปการ
หากราษฎรคนใดไม่มีเงินจะจ่ายให้กับราชการ จะต้องถูกนำไปบังคับใช้แรงงานแทนการเก็บเงิน
เงินรัชชูปการ สร้างรายได้ให้กับรัฐบาลสยามเป็นอย่างดี โดยในช่วงปี พ.ศ.2462-2468
คิดเป็นร้อยละ 7-10 ของรายได้ของรัฐบาลทั้งหมดในเวลานั้น
พลเอก นิพัทธ์ ทองเล็ก

