หน้าแรก คอลัมนิสต์ นักข่าวกับนัก...

นักข่าวกับนักเคลื่อนไหว

22.02.24 | 11:04 น.
นักข่าวกับนักเคลื่อนไหว กรณีตำรวจจับกุมนักข่าวอิสระ

กรณีตำรวจจับกุมนักข่าวอิสระตั้งข้อหาเป็นผู้สนับสนุน ศิลปินพ่นข้อความทำเป็นสัญลักษณ์บนกำแพงวัดพระแก้วทำให้โบราณสถานเสียหาย ทำให้เกิดคำถามถึงความแตกต่างระหว่างบทบาทของนักข่าวกับบทบาทนักเคลื่อนไหวต่างกันตรงไหน อย่างไร

เหตุจากความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีทำให้เกิดนักข่าวอิสระ นักข่าวพลเมือง สื่อสังคม social media มากมาย คนคนเดียวเป็นทั้งผู้รับสารและส่งสารไปพร้อมกัน คนทำข่าวกับแหล่งข่าวกลายเป็นคนคนเดียวกัน

เส้นแบ่งระหว่างความเป็นนักข่าวกับนักเคลื่อนไหว ควรมีจุดตัดแห่งความพอดีอยู่ตรงไหน

เป้าหมายและความรับผิดชอบของนักข่าวกับนักเคลื่อนไหว จึงแตกต่างกัน

นักข่าวมุ่งแสวงหาความจริงเพื่อนำมารายงานบอกกล่าวต่อสังคม ขณะที่นักเคลื่อนไหวมีจุดประสงค์เพื่อบรรลุภารกิจที่ตั้งหวังไว้

Advertisement

สิ่งตัดสินชี้ขาดคือความจริง

นักข่าวเพียงแต่รายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ครบถ้วน หรือเข้าไปมีส่วนร่วมกับผู้ก่อเหตุการณ์นั้นๆ ด้วย

การทำหน้าที่รายงานเหตุการณ์ถูกชี้นำด้วยความเชื่อทางการเมืองส่วนบุคคลหรือไม่

แน่นอนทุกคนไม่ว่าเป็นใคร ฐานะทางเศรษฐกิจสังคม การศึกษาระดับไหน ล้วนมีความเชื่อทางการเมืองเป็นของตนทั้งสิ้น

ไม่ว่าอุดมการณ์ ประชาธิปไตย อนุรักษนิยมก้าวหน้า ล้าหลัง เผด็จการ

ไม่ว่านักข่าวคนนั้นจะมีความเชื่อทางการเมืองอย่างไร ต่อเมื่อทำหน้าที่นักข่าว จึงต้องรายงานความจริงทั้งสองด้าน และรอบด้าน ให้ผู้บริโภคเป็นผู้ตัดสินจะเชื่อฝ่ายไหน

นักข่าวไม่มีสิทธิตัดสินแทนผู้บริโภค
ถึงมีคำพูดที่ว่า นักข่าวไม่ใช่ผู้พิพากษา
นักข่าวไม่ใช่ทนาย
นักข่าวไม่ใช่หมอ
นักข่าวไม่ใช่พระ

ในมุมของวิชาชีพนักข่าวคนดีก็เป็นแหล่งข่าว คนร้ายก็เป็นแหล่งข่าว

จึงต้องรายงานทั้งสองด้านและรอบด้าน ความเห็นทั้งของคนดีและคนไม่ดี ด้วยความพอดี

ตรงความพอดีนี่แหละเป็นปัญหา ตีความแตกต่างกัน

ที่สำคัญนักข่าวต้องปฏิบัติตน เปิดเผย โปร่งใส มีตัวตนจริง นักข่าวไม่ใช่สายลับหรือจารชน

บ่อยครั้งแหล่งข่าวพูดไม่จริงก็ยังต้องรายงาน เพื่อสังคมจะได้รับรู้ว่าแหล่งข่าวคนนั้นพูดจริงหรือโกหก

ตัวอย่างการรายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นัดอภิปรายไม่ไว้วางใจนี่แหละ บ่อยที่สุด

ฝ่ายหนึ่งกล่าวหาอีกฝ่ายหนึ่ง เอาเรื่องไม่จริงหรือเกินจริงขึ้นมาโจมตี นักข่าวต้องรายงานทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่จริงหรือจริงครึ่งเดียว

เพื่อให้สังคมได้รับรู้และตัดสินว่าคำพูดของผู้กล่าวหานั้นจริงหรือไม่จริง

การไม่รายงานสิ่งที่ควรรายงาน โดยเฉพาะเรื่องราวที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ จึงเข้าข่ายผิดจรรยาบรรณเช่นกัน

เพราะเท่ากับปกปิดความจริง ไม่ได้ทำหน้าที่ที่ควรทำ ไม่เป็นหมาเฝ้าบ้านหรือเป็นนายทวารประตูที่ดี

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าในการประชุมสภาหรือริมกำแพงวัดพระเแก้ว สะท้อนถึงบทบาทและความรับผิดชอบระหว่างนักข่าวกับแหล่งข่าวโดยตรง ซึ่งต้องแยกจากกันให้ชัดเจน

ถ้านักข่าวไม่ทำตัวเป็นแหล่งข่าว เป็นตัวละครเสียเอง ก็ไม่จำเป็นต้องรับเอาความรับผิดชอบของแหล่งข่าวมาเป็นความรับผิดชอบของตน

พูดเรื่องนี้ ระลึกถึง ครูกุหลาบ สายประดิษฐ์ หรือ ศรีบูรพา บูรพาจารย์แห่งวงการวิชาชีพ เขียนไว้น่าคิด น่าอ่าน

“เคยปรากฏอยู่บ่อยๆ ที่หนังสือพิมพ์วางตนเป็นรัฐบุรุษ หรือรัฐบาลเสียเลยทีเดียว คือรับเอาความรับผิดชอบเช่นเดียวกับรัฐบุรุษหรือรัฐบาลมาเป็นทางปฏิบัติ ในกรณีเสนอข่าวหรือแสดงความเห็น ซึ่งใช้ความพยายามอย่างยิ่งที่จะหลีกเลี่ยงการกระทบกระเทือน และด้วยความพยายามเช่นนั้นบางทีหนังสือพิมพ์ก็ไปไกล จนถึงกับไม่ยอมเสนอข่าวในกรณีที่สงสัยอาจเป็นการกระทบกระเทือนเสียทีเดียว”

“ที่กล่าวเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าหนังสือพิมพ์ไม่จำเป็นจะต้องรับผิดชอบตามนัยเช่นนี้เสียเลย หนังสือพิมพ์ย่อมจะต้องมีความรับผิดชอบอยู่เหมือนกัน คือรับผิดชอบตามขอบเขตแห่งหน้าที่ของตน แต่มิใช่ขอบเขตแห่งหน้าที่ของรัฐบุรุษ เพราะว่าหนังสือพิมพ์มิใช่รัฐบุรุษหรือรัฐบาล งานและหน้าที่ของหนังสือพิมพ์เป็นคนละอย่าง ต่างกันไกลกับงานและหน้าที่ของรัฐบุรุษหรือรัฐบาล”

อ่านคมความคิดของครูกุหลาบแล้ว นักข่าวมีสังกัดหรือไม่มีสังกัด น่าเก็บไปคิด จะแยกบทบาทระหว่างความเป็นนักข่าวกับนักเคลื่อนไหวอย่างไร