ยังเป็นที่ถกเถียงกันว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ อะไรเป็นเหตุให้นายสุภัฒ สงวนดีกุล ข้าราชการระดับซี 9 รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กลายเป็นผู้ต้องหา ถูกตำรวจญี่ปุ่นจับกุม ฐานขโมยภาพเขียนวิว 3 ภาพ ราคา 15,000 เยน หรือ 4,500 บาท จากทางเดินในโรงแรมที่เกียวโตขณะเข้าพักระหว่างบินไปร่วมประชุม จนกลายเป็นข่าวเกรียวกราวในสื่อต่างๆ ทั้งในญี่ปุ่น ในประเทศไทย และในต่างประเทศอื่นๆ
คำถามและข้อถกเถียงเกิดขึ้น เนื่องจากนายสุภัฒ เป็นข้าราชการระดับสูง เป็นนักเรียนทุน สำเร็จการศึกษาจากประเทศญี่ปุ่น มีความรู้ความสามารถเป็นที่ยอมรับ มีบทบาทและหน้าที่สำคัญในวงราชการ โดยปกติ บุคคลที่มีหน้าที่การงานระดับนี้จะต้องมีระดับความนึกคิด ความรู้ผิดชอบชั่วดี ระดับทางจริยธรรมอยู่ในมาตรฐานที่สอดคล้องกับระดับความรับผิดชอบของหน้าที่การงาน ไม่น่าเชื่อว่าจะยอมเสี่ยงเอาชื่อเสียงและเกียรติภูมิมาแลกกับภาพเขียนวิวทิวทัศน์ 3 ภาพ
ที่น่าสนใจก็คือ ท่าทีของบุคคลในวงราชการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ น่าจะต้องเปิดเผยเรื่องราวที่เกิดขึ้นต่อสังคมอย่างโปร่งใส ว่าเหตุใดข้าราชการระดับสูง จึงตกเป็นผู้ต้องหาในคดีที่ไม่เป็นผลดีต่อภาพลักษณ์ของประเทศชาติ ไม่ควรใช้ท่าทีปกปิดหรือปกป้องจนเกินเหตุ เชื่อว่าสังคมไทยมีวุฒิภาวะ เข้าใจดีว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล จะไปเหมารวมเป็นปัญหาของทั้งองค์กรหรือทั้งระบบ ย่อมไม่เป็นธรรม
อย่างไรก็ตาม ในขั้นนี้ คดียังไม่ได้ข้อสรุป แม้มีข่าวว่ารองอธิบดียอมรับว่านำภาพของโรงแรมไปจริง จึงเป็นเรื่องที่ถูกต้องที่ทางกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการต่างประเทศ ได้ประสานให้ความช่วยเหลือ ทั้งล่าม ทนายความ เพื่อพิสูจน์การกระทำตามกระบวนการกฎหมาย และเป็นเรื่องดีที่กระทรวงพาณิชย์ยืนยันว่ามีนโยบายที่จะควบคุมกำกับดูแลให้ข้าราชการในสังกัด ประพฤติตนอยู่ในกฎระเบียบของทางราชการและรักษาวินัยตามกฎหมายข้าราชการพลเรือน โดยจะต้องให้ความเป็นธรรม ให้ผู้ถูกกล่าวหาได้ชี้แจงตอบข้อกล่าวหา และยืนยันว่า หากปรากฏว่ามีมูลเข้าข่ายการกระทำความผิดก็จะได้ดำเนินการตามกฎระเบียบของทางราชการต่อไป โดยโทษสูงสุดคือไล่ออกจากตำแหน่งราชการ

