หน้าแรก คอลัมนิสต์ ดีเอ็นเอ บอกไ...

ดีเอ็นเอ บอกไม่ได้ คนไทยเป็นใคร? มาจากไหน? โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ

22.02.24 | 17:26 น.
โลงผีแมน (ภาพจากสำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่)

อัลไต-น่านเจ้า ถูกบงการจากชนชั้นนำสยามนานมาแล้ว ให้เชื่อหัวปักหัวปำนับศตวรรษ ว่าเป็นถิ่นกำเนิดของคนไทยแท้ “ชนชาติไทย เชื้อชาติไทย สายเลือดบริสุทธิ์”

ต่อมาถูกยกเลิกไปราว 40 ปีมาแล้ว เพราะไม่พบหลักฐานวิชาการสนับสนุน และถูกนักวิชาการของรัฐบาลจีนคัดค้านด้วยบทความวิชาการอย่างเป็นทางการ

นักประวัติศาสตร์โบราณคดีไทยและผู้รักความเป็นไทยแท้ “ไม่เหมือนใครในโลก” จำนวนไม่น้อย ไม่ละความพยายามหาแหล่งกำเนิดในจีน โดยลดพื้นที่จากอัลไต-น่านเจ้าลงไปเป็นตอนใต้ของจีน แถบสิบสองพันนา ในมณฑลยูนนานและพื้นที่ต่อเนื่อง ด้วยการใช้ดีเอ็นเอ ซึ่งเป็นวิธีการทางวิทยาศาสตร์ก้าวหน้าที่สุดในขณะนี้

ล่าสุด นักวิทยาศาสตร์บอกว่า ดีเอ็นเอ พิสูจน์ไม่ได้ ใครคือคนไทย? มีรายงานข่าวในมติชนทั้งออนไลน์และรายวัน (ออนไลน์ วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2567 รายวัน วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2567)

คำตอบของนักวิทยาศาสตร์ครั้งนี้ สนับสนุนคำอธิบายของนักวิชาการกลุ่มหนึ่งเมื่อหลายสิบปีมาแล้ว ว่าไทย, คนไทย เป็นชื่อทางวัฒนธรรมที่พิสูจน์ไม่ได้ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ แต่นักโบราณคดีไทยไม่ให้ความสำคัญและพากันด้อยค่าคำอธิบายนั้น

Advertisement

คนไทยมาจากชาวสยาม ซึ่งเป็นลูกผสมร้อยพ่อพันแม่จากหลายชาติพันธุ์ พบหลักฐานเก่าสุดในอโยธยา (เก่ากว่าสุโขทัย) เมืองต้นกำเนิดอยุธยา (พระนครศรีอยุธยา) ตรงนี้นักประวัติศาสตร์โบราณคดีต้องตั้งหลักทำความเข้าใจใหม่ แล้วร่วมกัน “ปลดล็อค” ประวัติศาสตร์คลั่งเชื้อชาติไทย ที่เป็นกระแสหลักของสังคมไทยขณะนี้ และเป็นประวัติศาสตร์บาดหมาง สร้างบาดแผลรักษาไม่หาย กระตุ้นความขัดแย้งทางสังคม-การเมืองกับเพื่อนบ้านไม่หยุดหย่อน บั่นทอนความก้าวหน้าเป็นอารยประเทศ

ดีเอ็นเอ ไม่บอกความเป็นคนไทย (จากซ้าย) ดร. ชิษณุพงศ์ ศิริโชตินิศากร ผู้ช่วยอธิการบดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, ศ. ดร.รัศมี ชูทรงเดช, รศ. ดร. วิภู กุตะนันท์ นักพันธุศาสตร์จากมหาวิทยาลัยนเรศวร ผู้ศึกษาดีเอ็นเอในกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย และ ศ. ดร. ธนะเศรษฐ์ ง้าวหิรัญพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร ในงานแถลงข่าว “โลงผีแมน ข้อมูลใหม่ สู่การถอดรหัส สืบรากมนุษย์ยุคโบราณ 1,700 ปี การบูรณาการศาสตร์ ด้านสังคมศาสตร์ มนุษย์ศาสตร์ กับวิทยาศาสตร์” ที่ท้องพระโรง หอศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567 (ภาพและคำบรรยายจาก มติชน ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 22 กุมภาพันธ์ 2567 หน้า 9)

คนไทยเป็นใคร? คำถามเมื่อ 60 ปีที่แล้ว

เมื่อ 60 ปีที่แล้ว อาจารย์กลุ่มหนึ่งของคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร จัดกิจกรรมวิชาการสะท้อนคำถามของสังคมไทยขณะนั้นที่มีต่อโครงกระดูกมนุษย์ขุดพบที่บ้านเก่า (กาญจนบุรี) ดังนี้

จัดสัมมนาทางประวัติศาสตร์โบราณคดีครั้งแรก ในหัวข้อ ‘บรรพบุรุษของไทยเป็นใคร’ เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2507 ได้รับความสนใจจากบุคคลภายนอกเป็นจำนวนมาก

โดยบุคคลสำคัญในการริเริ่มคือ อาจารย์ไฮแรม วูดวาร์ด (Hiram Woodward) อาจารย์สอนภาษาอังกฤษในคณะโบราณคดี อาจารย์นิสา เชนะกุล และอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม อาจารย์ประจำคณะโบราณคดี”

[จาก “หนังสือที่ระลึก 5 รอบ 60 ปี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร” พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2558 หน้า 26]

สัมมนา “บรรพบุรุษของไทยเป็นใคร” เมื่อ 60 ปีที่แล้วมีเหตุ ดังนี้

(1.) ประวัติศาสตร์ไทย (กระแสหลัก) ครอบงำชัดเจนว่า “คนไทยแท้ เชื้อชาติไทย สายเลือดบริสุทธิ์” มีถิ่นกำเนิดเทือกเขาอัลไต (สมัยนั้นบอกว่าอยู่ในดินแดนจีนตอนเหนือ)

(2.) ต่อมาก่อน พ.ศ. 2507 ขุดพบโครงกระดูกมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ อายุราว 3,000 ปีมาแล้ว ที่บ้านเก่า (กาญจนบุรี)

(3.) สังคมมีคำถามว่าโครงกระดูกมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่บ้านเก่าเมืองกาญจน์ เป็นคนไทยหรือเปล่า?

(4.) ถ้าเป็นคนไทย แล้วที่ว่าคนไทยมาจากอัลไตจะเอายังไง?

(5.) ถ้าไม่เป็นคนไทย แล้วเป็นใคร?

สัมมนาวิชาการครั้งนั้นเมื่อ 60 ปีที่แล้ว ไม่มีคำตอบ

คนไทยมาจากคน “ไม่ไทย” ร้อยพ่อพันแม่

ประวัติศาสตร์ไทย (กระแสหลัก) เป็นประวัติศาสตร์ชาตินิยม “คลั่งเชื้อชาติไทย” ที่บงการสังคมไทยให้เชื่อตามแนวอัลไต-น่านเจ้า แต่นักวิชาการอีกกลุ่มหนึ่งไม่เชื่ออย่างนั้น

อ. ศรีศักร วัลลิโภดม ย้ำว่าคนไทยมาจากชาวสยามลูกผสมหลายชาติพันธุ์ “ร้อยพ่อพันแม่” ในบทความและหนังสือวิชาการ ดังนี้

(1.) บทความเรื่อง ข้อขัดแย้งเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทย พิมพ์ในหนังสือนภศูล (ฉบับที่ 1) ของชุมชนศึกษาวัฒนธรรม-โบราณคดี สโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร (เมื่อ 53 ปีที่แล้ว) พ.ศ. 2514 หน้า 50-67 (2.) หนังสือ สยามประเทศ สำนักพิมพ์มติชน (เมื่อ 33 ปีที่แล้ว) พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2534 (3.) หนังสือ ไทยน้อย ไทยใหญ่ ไทยสยาม สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก (เมื่อ 33 ปีที่แล้ว) พ.ศ. 2534

อ. นิธิ เอียวศรีวงศ์ บอกว่าคนไทยมาจากคนไม่ไทยหลายชาติพันธุ์ ในหนังสือและบทความ ดังนี้ (1.) ความไม่ไทยของคนไทย สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก (เมื่อ 8 ปีที่แล้ว) พ.ศ. 2559 (2.) โซเมีย พื้นที่จีนตอนใต้ มีคนหลายชาติพันธุ์ที่จีนเรียกรวมๆว่า “เยว่” (เมื่อ 7 ปีที่แล้ว) พ.ศ. 2560

ดีเอ็นเอ

นักโบราณคดีไทย “ด้อยค่า” งานวิชาการเกี่ยวกับคนไทยมากจากคน “ไม่ไทย” ร้อยพ่อพันแม่ ของ อ. ศรีศักร วัลลิโภดม และ อ. นิธิ เอียวศรีวงศ์

แต่จากการแถลงข่าวของมหาวิทยาลัยศิลปากร เรื่องโลงผีแมน (เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567) พบว่ากลุ่มตัวอย่างจากโลงผีแมนมีการผสมผสานดีเอ็นเอของ 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มคนพื้นเมืองดั้งเดิมของภาคพื้นทวีป, กลุ่มคนจากลุ่มน้ำฮวงโห (ในจีน), และกลุ่มคนจากลุ่มน้ำแยงซี (ในจีน) เป็นหลักฐานวิทยาศาสตร์แสดงความรู้ก้าวหน้า ดังนี้

(1.) บริเวณลุ่มน้ำฮวงโห, ลุ่มน้ำแยงซี, ลุ่มน้ำสาละวิน, ลุ่มน้ำโขง ฯลฯ เป็นพื้นที่ต่อเนื่องผืนเดียวกัน โดยมีช่องทางธรรมชาติเป็นเส้นทางคมนาคมให้คนไปมาหาสู่กันหลายพันปีมาแล้ว

(2.) คนพื้นเมืองมีการเคลื่อนไหวโยกย้ายจากถิ่นเดิมไปหลายทิศทาง แต่มีเส้นทางหนึ่งจากลุ่มน้ำฮวงโห-แยงซี ลงไปทิศใต้ หรือตะวันตกเฉียงใต้

(3.) วัฒนธรรมลุ่มน้ำฮวงโห แผ่ลงไปพร้อมกับความเคลื่อนไหวของคน ได้แก่ ภาชนะดินเผาสามขา, ภาษา, ความเชื่อ, ปฏิทิน, ปีนักษัตร เป็นต้น

(4.) ดีเอ็นเอ บอกเชื้อชาติไม่ได้ จึงบอกไม่ได้ว่าคนที่เคลื่อนไหวไปมาเหล่านั้นเป็นใคร? เชื้อชาติอะไร?

(5.) ไทย (ที่เรียกคนไทย) เป็นชื่อทางวัฒนธรรมที่มาจากการผสมผสานหลากหลายชาติพันธุ์ ซึ่งพิสูจน์ไม่ได้ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์

ถูกทาง-ทำต่อไป

“บรรพบุรุษของไทยเป็นใคร” ถูกยกขึ้นเป็นคำถามสาธารณะเพื่อหาคำอธิบายความเป็นมาของคนไทยพร้อมหลักฐานโบราณคดี โดยอาจารย์กลุ่มหนึ่งของคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร เมื่อ 60 ปีที่แล้ว

ชาติพันธุ์เป็นข้อมูลหลักและสำคัญต่อการศึกษาประวัติศาสตร์ไทย “ในสยามประเทศ” แต่การศึกษาไทยตัดข้อมูลชาติพันธุ์ทิ้งไป เพราะหลงทางว่ามีคนไทยแท้ (เชื้อชาติไทย สายเลือดบริสุทธิ์) แต่เอาจริงเข้าแล้วไม่มี

ดังนั้นอย่าเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์เป็น “กระแสรอง” เพราะแท้จริงแล้วชาติพันธุ์เป็นเรื่องหลักตั้งแต่เริ่มแรกสมัยก่อนประวัติศาสตร์ เพราะไทยมาจากสยามหลายชาติพันธุ์ “ร้อยพ่อพันแม่”

“โลงผีแมน” จากข่าวแถลงของมหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นความก้าวหน้าของวิชาการทางโบราณคดีที่ใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ (ดีเอ็นเอ) เพื่ออธิบายในเบื้องต้นต่อคำถามเมื่อ 60 ปีที่แล้วได้ดีอย่างยิ่ง และต้องทำต่อเพื่อหาคำอธิบายให้กว้างขวางออกไปอีกจนกว่าจะ “ปลดล็อก” ประวัติศาสตร์ “สยามประเทศไทย”

ขณะเดียวกันต้องทบทวนการเรียนการสอนประวัติศาสตร์โบราณคดีให้ทันสมัยอย่างมีพัฒนาการ โดยเข้าถึงข้อมูลและแนวคิดสากลรู้เท่าทันโลกและชีวิตที่เอื้อต่อความเป็นพลเมืองโลก