สะพานแห่งกาลเวลา : ทำไมต้องแข่งกัน สำรวจดวงจันทร์
มีหลายคนตั้งคำถามไว้น่าสนใจว่า ทำไมตอนนี้หลายชาติถึงได้พยายามส่งมนุษย์อวกาศไปลงเพื่อ “พิชิตดวงจันทร์” กันมากมายนัก ทำไมต้องแข่งขันกันไป “ลงจอด” บนดวงจันทร์ และหาลู่ทางลงหลักปักฐานกันที่นั่นมากมายเสียเหลือเกิน ไม่เพียงแค่ภาครัฐเท่านั้น ตอนนี้ยังมีภาคเอกชนสมทบด้วยอีกต่างหาก
เหตุผลนั้นหาได้ไม่ยาก แต่มีความหลากหลายเหลือเกิน บางชาติต้องการองค์ความรู้ในเชิงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่ก้าวหน้าไปอีกขั้น อีกระดับ ในแง่นี้ ดวงจันทร์ เป็นเสมือนสนามทดลอง หรือเป็นเวทีปฏิบัติจริง เพื่อพิสูจน์และเพิ่มเติมความรู้ความเข้าใจเหล่านั้น
ในบางกรณี การไปลงจอดและส่งคนลงไปปักหลักบนดวงจันทร์ได้ อาจหมายถึงการได้เข้าถึงแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่ทรงคุณค่ามหาศาล ซึ่งไม่เพียงแก้ปัญหาให้กับชาติตนเองเท่านั้น ยังอาจเป็นการแก้ปัญหาในอนาคตให้กับมนุษยชาติอีกด้วย
นักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่า การส่งมนุษย์อวกาศกลับไปยังดวงจันทร์อีกครั้งหนึ่งนั้น ไม่ใช่เป้าหมายหลักสำหรับบางประเทศ แต่ถือเป็นขั้นบันไดที่จำเป็น
หากต้องการก้าวต่อไปเพื่อสำรวจอวกาศอันไพศาล ไกลออกไปในอนาคต
ด้วยเหตุนี้ การไปลงบนดวงจันทร์จึงมีคุณค่าทั้งในเชิงการเมืองและในเชิงเศรษฐศาสตร์ นอกเหนือจากแง่มุมในเชิงวิทยาศาสตร์ วิทยาการ เป็นปัจจัยยั่วยวนให้คำนึงถึงเป็นเหตุผลสำหรับการเสี่ยงแต่ละครั้งอยู่เสมอ
แต่จนกระทั่งถึงบัดนี้ มีความคืบหน้าและประสบผลสำเร็จอยู่ไม่มากนัก
ความเป็นจริงที่น่าสนใจก็คือ นับตั้งแต่ “ภารกิจอพอลโล” ประสบความสำเร็จสูงสุดในการส่งมนุษย์ลงไปเดินบนดวงจันทร์ได้เป็นครั้งสุดท้ายเมื่อกว่า 50 ปีที่ผ่านมา จำนวนมนุษย์ที่ลงไปเดินบนพื้นผิวดวงจันทร์ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ
ยังคงจำกัดอยู่ที่ 12 คน และเป็นคนอเมริกันทั้งหมดด้วยอีกต่างหาก
ถ้านับเฉพาะการส่งยานไปลงจอดบนดวงจันทร์ ไม่นับการส่งมนุษย์ไปลงบนพื้นผิวแล้วละก็ บรรดาที่ประสบผลสำเร็จก็ยังคงจำกัดอยู่มาก มีเพียง 5 ชาติเท่านั้นเองที่ทำได้
นอกเหนือจากสหรัฐอเมริกาแล้วก็มีสหภาพโซเวียตในอดีต ต่อด้วยจีน อินเดีย และญี่ปุ่น เท่านั้นเอง
ยานลำประวัติศาสตร์ที่ร่อนลงจอดแบบนิ่มนวลหรือ “ซอฟต์แลนดิ้ง” บนดวงจันทร์เป็นลำแรก ไม่ใช่ยานสำรวจของสหรัฐอเมริกานะครับ แต่เป็นยาน “ลูนาร์ ไนน์” ของสหภาพโซเวียตที่ประสบความสำเร็จเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปี 1966 โน่น
อีกราวหนึ่งเดือนต่อมา “เซอร์เวเยอร์ วัน” ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (นาซา) ถึงทำซอฟต์แลนดิ้ง ได้สำเร็จ
ในบรรดาชาติอวกาศรุ่นใหม่ จีนดูเหมือนประสบความสำเร็จสูงที่สุด โครงการอวกาศของจีนเริ่มเป็นชิ้นเป็นอันเมื่อปี 2007 เมื่อประสบความสำเร็จส่งยานไปโคจรรอบดวงจันทร์ได้ ก่อนประสบความสำเร็จเดียวกันซ้ำอีกครั้งในปี 2010
6 ปีต่อมา ยาน ฉางเอ๋อ 4 ก็กลายเป็นยานสำรวจพื้นผิวดวงจันทร์ลำแรกที่บรรลุถึง “ด้านไกล” ของดวงจันทร์ได้สำเร็จ ต่อด้วยความสำเร็จของ ฉางเอ๋อ 5 ที่นำตัวอย่างจากดวงจันทร์กลับโลกได้ในปี 2020
เดือนพฤษภาคมปีนี้ จีนเตรียมส่ง “ฉางเอ๋อ 6” ไปลงจอดบนดวงจันทร์ด้านไกลอีกครั้ง เพื่อนำตัวอย่างชิ้นแรกๆ จากพื้นที่นั้นกลับมายังโลก
จากนั้นก็มีแผนจะส่งมนุษย์อวกาศจีน 2 คนลงไปทอดน่องบนดวงจันทร์ให้ได้ก่อนปี 2030 นี้
ในขณะที่สหรัฐอเมริกา ก็มีโครงการ “อาร์เทมิส” เตรียมส่งมนุษย์อวกาศไปลงบนดวงจันทร์ให้ได้อีกครั้งในเดือนกันยายนปี 2026
สหรัฐกับจีนเลยกลายเป็น คู่แข่งใหม่ในการสำรวจอวกาศไปกลายๆ ในเวลานี้
อินเดีย ประสบความสำเร็จในการเป็นชาติที่ 4 ที่นำยานลงจอดบนดวงจันทร์ได้เป็นผลสำเร็จ ด้วยยานจันทรายาน-3 เมื่อเดือนสิงหาคม 2023 ที่ผ่านมา
หลังจากนั้น องค์การวิจัยอวกาศแห่งอินเดีย หรือ “อิศโร” ก็ประกาศเป้าหมายจะส่งมนุษย์อวกาศไปลงบนพื้นผิวดวงจันทร์ให้ได้ภายในปี 2040
ญี่ปุ่น เพิ่งประสบความสำเร็จในฐานะชาติที่ 5 ที่ไปลงจอดบนพื้นผิวดวงจันทร์ได้เป็นผลสำเร็จ ด้วยยาน มูน สไปเดอร์ แลนเดอร์ เมื่อไม่นานมานี้
ส่วนในเรื่องของมนุษย์อวกาศ องค์การอวกาศแห่งญี่ปุ่น หรือแจ๊กซา อยู่ระหว่างการเจรจารายละเอียดในขั้นตอนสุดท้ายกับนาซา เพื่อส่งนักบินอวกาศญี่ปุ่นไปลงบนพื้นผิวดวงจันทร์ ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของโครงการอาร์เทมิส ของสหรัฐอเมริกา
ทั้งหมดนี้เป็นภาพรวมของการแข่งขันกันไปลงบนพื้นผิวดวงจันทร์หรือ “มูนเรซ” ครั้งใหม่ เฉพาะในส่วนของภาครัฐ ไม่นับภาคเอกชนที่กำลังดำเนินความพยายามกันอยู่ในหลายประเทศ ตั้งแต่สหรัฐอเมริกา ยันสหภาพยุโรป จนถึงแอฟริกาและแปซิฟิก
แล้วจะหยิบรายละเอียดมาเล่าสู่กันฟังในวันหลังนะครับ
ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์

