หน้าแรก คอลัมนิสต์ พีธากอรัสกับว...

พีธากอรัสกับวิทยาศาสตร์เปลี่ยนโลก

25.02.24 | 12:00 น.

พีธากอรัสกับวิทยาศาสตร์เปลี่ยนโลก


ในขณะที่วิทยาศาสตร์ได้เจริญก้าวหน้ามาโดยตลอด แต่วิทยาศาสตร์ไม่ใช่ทั้งหมดที่คนเชื่อ เรายังเชื่อในเรื่องที่ไม่เป็นวิทยาศาสตร์อยู่อีกมาก เชื่อเรื่องผี ไสยศาสตร์ โชคลางต่าง ๆ รวมทั้งความเชื่อทางการเมืองที่มีความหลงใหล โดยมีทฤษฎีสมคบคิด ตลอดจนการประโคมข่าวต่างๆ เป็นอันมาก ด้วยเหตุนี้กระมังที่เรายังทำสงครามกัน เช่น ที่ฉนวนกาซา ที่ยูเครน

ล่าสุดมีข่าวว่าชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาเสียชีวิตแล้วประมาณ 29,000 คน (หรือประมาณ 25 เท่าของชาวอิสราเอลที่เสียชีวิตเพราะฮามาสเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 อิสราเอลได้ทำการเอาคืนอย่างแสนสาหัสเรื่องน่าเศร้าล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2567 ในการประชุมคณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติ ปรากฏว่าสหรัฐอเมริกาได้ใช้สิทธิยับยั้งหรือวีโต้ญัตติที่เสนอโดยประเทศอัลจีเรีย ที่เรียกร้องให้มีการหยุดยิงเพื่อมนุษยธรรมทันทีในฉนวนกาซา ขณะที่ประเทศอีก 13 ประเทศเห็นด้วยกับการหยุดยิง และอังกฤษงดออกเสียง นี่เป็นครั้งที่ 3 ที่สหรัฐฯใช้สิทธิยับยั้ง คราวนี้ให้เหตุผลว่าการหยุดยิงจะทำลายกระบวนการต่อรองและการช่วยเหลือตัวประกัน จึงไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมที่จะหยุดยิง ผมอดถามไม่ได้ว่า ฆ่ากันไม่เลือกหน้ามาประมาณ 137 วันแล้ว ยังไม่เหมาะสมที่จะเลิกฆ่าอีกหรือ?

ด้วยความอ่อนใจกับเหตุผลของ “นักการเมือง” สายเหยี่ยวทั้งหลาย ที่คงไม่ฟังใครเพราะเชื่อมั่นว่าตนเท่านั้นที่พูดถูกและสมเหตุผล จึงขอเปลี่ยนข้อเขียนจากแนวเดิมๆ มาเขียนยกย่องนักวิทยาศาสตร์บางคน ที่ได้ตั้งอกตั้งใจทำความเข้าใจโลกทางกายภาพ และมีผลงานที่เปลี่ยนแปลงโลกในทางสร้างสรรค์ สืบเนื่องกันมา แม้จะเป็นเรื่องที่เข้าใจยากสักหน่อยก็ตาม เรื่องที่จะนำมาเล่าต่อไปนี้ มาจากบทที่ 1, 6, และ 13 ของหนังสือชื่อ “17 สมการเปลี่ยนโลก” เขียนโดย Ian Steward แปลโดย สว่าง พงศ์ศิริพัฒน์ และยุทธนา ตันติรุ่งโรจน์ชัย โดยมีวุทธิพันธุ์ ปรัชยพฤทธิ์ เป็นบรรณาธิการ

Advertisement

สมการแรกของหนังสือเล่มนี้คือสมการของพีธากอรัส ที่เราเรียนกันในชั้นมัธยม พีธากอรัสเป็นนักปรัชญาและนักเรขาคณิตที่เกิดที่เกาะซามอส ในกรีกโบราณ ราว 570 ปีก่อนคริสตกาล เขาตั้งสำนักคิดที่เชื่อว่าจักรวาลมีพื้นฐานอยู่บนตัวเลข สมการของเขาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างความยาวของด้านสามด้านของสามเหลี่ยมมุมฉาก ให้ a กับ b เป็นด้านสองด้านที่ประกอบเป็นมุมฉาก ส่วน c เป็นด้านที่อยู่ตรงกันข้ามกับมุมฉาก สมการของพีธากอรัสเขียนได้ดังนี้

มีหลักฐานที่น่าเชื่อว่า สมการของพีธากอรัสเป็นที่รับรู้กันมานานก่อนพีธากอรัสเสียอีก มีการพบแผ่นดินเผายุคบาบิโลนแผ่นหนึ่ง ที่จารึกด้วยตัวอักษรลิ่ม แปลคร่าวๆ ได้ว่า

4 เป็นความยาว (เช่น ความยาว b ข้างต้น) และ 5 เป็นเส้นทแยงมุม (เช่น ความยาว c ข้างต้น)

4 คูณกับ 4 ได้ 16

5 คูณกับ 5 ได้ 25

ลบ 16 ออกจาก 25 ได้ 9

จะต้องเอาอะไรคูณกับอะไรเพื่อจะได้ 9 ?

3 คูณกับ 3 ได้ 9

ดังนั้น 3 ก็คือความกว้าง (เช่น ความยาว a ข้างต้น)

แสดงว่าชาวบาบิโลนต้องรู้เกี่ยวกับสามเหลี่ยมมุมฉาก 3-4-5 (มีความกว้าง 3, ความยาว 4, และมีเส้นทแยงมุมเท่ากับ 5) ทั้งนี้ ก่อนพีธากอรัสหนึ่งพันปี ในสมัยของบาบิโลนและสมัยของพีธากอรัส สมการจะมาในรูปของคำอธิบายเกี่ยวกับพื้นที่ เช่น “ผลรวมของพื้นที่ของสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่สร้างโดยใช้ด้านที่ยาวที่สุดของสามเหลี่ยมมุมฉาก เท่ากับผลรวมของพื้นที่ของสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่สร้างจากอีกสองด้าน” รัฐบาลกรีกได้เอาคำแถลงนี้มาแสดงเป็นรูปที่พิมพ์เป็นแสตมป์ ดังแสดง

ทฤษฎีบทของพีธากอรัสใช้ได้ดีในการรังวัดที่ดิน และในทางสถาปัตยกรรม กล่าวกันว่าชาวอียิปต์ใช้มันอย่างแพร่หลาย รวมทั้งในการก่อสร้างพิรามิด ต่อมาในราว 250 ปี ก่อนคริสตกาล นักคณิตศาสตร์คนสำคัญของกรีกคนหนึ่งชื่อ ยูคลิด ได้พัฒนาวิชาเรขาคณิตขึ้นโดยใช้ตรรกศาสตร์ เขาเขียนตำราชื่อ elements โดยมีทฤษฎีบทของพีธากอรัสเป็นประพจน์ที่ 47 ดังนี้ “ในสามเหลี่ยมมุมฉาก สี่เหลี่ยมจัตุรัสที่อยู่บนด้านซึ่งอยู่ตรงกันข้ามมุมฉากนั้น เท่ากับสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่อยู่บนด้านประกอบมุมฉากทั้งสอง”

เรขาคณิตเป็นการคำนวณที่จำเป็นสำหรับการทำแผนที่ การนำร่อง และการสำรวจ อีกทั้งเป็นกุญแจที่นำไปสู่ความสัมพันธ์ระหว่างเรขาคณิตกับพีชคณิต อันที่จริง สมการ (1) ข้างต้นเป็นสมการพีชคณิต และพัฒนาขึ้นมาใช้กันทีหลัง แทนการบรรยายในรูปของประพจน์ของยูคลิด

นอกจากจะมีส่วนในเรขาคณิตของยูคลิดแล้ว ทฤษฎีของพีธากอรัสยังช่วยให้เกิดวิชาตรีโกณมิติด้วย

สามเหลี่ยมทุกรูปสามารถถูกตัดแบ่งเป็นสามเหลี่ยมมุมฉากสองรูป ฟังก์ชันพื้นฐานของตรีโกณมิติคือฟังก์ชัน์ไซน์ (sine) โคไซน์ (cosine) และแทนเจนต์ (tangent) สำหรับสามเหลี่ยมมุมฉาก ฟังก์ชันทั้งสามมีนิยามเป็นอัตราส่วนระหว่างด้านสองด้านของสามเหลี่ยมมุมฉาก ให้ C เป็นมุมระหว่างด้าน a และด้าน b ของรูปสามเหลี่ยมข้างต้น จากการแบ่งรูปสามเหลี่ยมใด ๆ เป็นสามเหลี่ยมมุมฉากสองรูป เราสามารถพิสูจน์ได้ว่า

a2 + b2 – 2ab cosC = c2

หมายความว่าจากจุดจุดหนึ่ง ถ้าเราวัดความยาว 2 ความยาว คือ a กับ b และวัดมุมระหว่างความยาวทั้งสอง (วัดมุม C) เราก็สามารถคำนวณความยาวที่ปลายของสามเหลี่ยม หรือ c ได้ ด้วยการคำนวณเช่นนี้ เมื่อราว 500 ปีก่อนคริสตกาล ธาลีส นักปราชญ์ชาวกรีกได้ใช้เรขาคณิตของรูปสามเหลี่ยมประมาณความสูงของพิรามิดที่เมืองกีซา เมื่อราว 240 ปีก่อนคริสตกาล อีราทอสเธนีส นักคณิตศาสตร์ชาวกรีก ได้คำนวณขนาดของโลก โดยการสังเกตมุมของดวงอาทิตย์ตอนเที่ยงวัน ที่เมืองสองเมืองในอียิปต์

แต่ต้องรออีกเกือบสองพันปี คือปี ค.ศ. 1533 จึงมีการคำนวณขนาดของโลกที่แม่นยำขึ้น โดยนักคณิตศาสตร์ชาวดัตช์ชื่อ วิลลีโบรด สเนลเลียส แต่วิธีวัดยังคงเป็นการใช้รูปสามเหลี่ยมอยู่ดี และตั้งชื่อวิธีนี้ว่า triangulation เขาวัดระยะห่างระหว่างเมืองสองเมืองที่ตั้งอยู่บนเส้นแวงเดียวกัน และอยู่ห่างกันเท่ากับหนึ่งองศาของส่วนโค้งของโลก ในการวัด เขาใช้เครือข่ายของรูปสามเหลี่ยม 33 รูป จากระยะทางแรกที่วัดโดยละเอียดและการวัดมุม เขาค่อย ๆ วัดคืบหน้าไปจนถึงเมืองปลายทาง เมื่อรู้ระยะระหว่างสองเมือง เส้นรอบวงของโลก ซึ่งเท่ากับ 360 องศาของส่วนโค้ง ก็คือ 360 เท่าของระยะทางระหว่างเมืองทั้งสองนั่นเอง เมื่อถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 วิธี triangulation ถูกนำมาใช้เป็นปกติในการสำรวจทั่วไปและในการทำแผนที่

เรขาคณิตของยูคลิดใช้ได้ในกรณีของพื้นผิวที่เป็นระนาบ ในกรณีนี้ ผลบวกของมุมทั้งสามของสามเหลี่ยมมีค่าเท่ากับ 180 องศา ขอให้พิจารณาเส้นตรงเส้นหนึ่ง จากเส้นตรงนี้ ถ้าลากเส้นตรงอีกสองเส้นที่ทำมุมกับเส้นแรกรวมกันน้อยกว่า 180 เช่น 180 – C องศา เส้นตรงสองเส้นดังกล่าวจะไปตัดกัน และทำมุมเท่ากับ C องศา ณ จุดตัดนั้น โดยทั้ง 3 เส้นประกอบกันเป็นสามเหลี่ยมนั่นเอง แต่ถ้าเส้นตรงอีกสองเส้นต่างทำมุม 90 องศากับเส้นตรงแรก มันจะขนานกันไปโดยไม่ไปพบกันหรือตัดกันเลย ที่เป็นเช่นนี้ เพราะพื้นผิวระนาบมีความโค้งเป็นศูนย์ แต่เรขาคณิตของยูคลิดใช้ไม่ได้ในกรณีของพื้นผิวที่มีความโค้ง เช่น กรณีของทรงกลมเหมือนกรณีของลูกโลก ขอให้พิจารณาเส้นรุ้ง (เหมือนเป็นเส้นแรก) และเส้นแวงสองเส้นที่ตั้งฉากกับเส้นรุ้ง เส้นแวงสองเส้นนี้ไม่ขนานกัน หากไปตัดกันที่ขั้วโลกใต้และขั้วโลกเหนือ ในกรณีนี้ เรากล่าวว่าพื้นผิวของทรงกลมมีความโค้งเป็นบวก และก็มีพื้นผิวที่มีความโค้งเป็นลบ พื้นผิวเช่นนี้จะดูคล้ายอานม้า เป็นต้น

ในอดีต เราเคยคิดว่าโลกมีลักษณะแบนราบ ซึ่งอาจพอใช้ได้ในพื้นที่เล็ก ๆ และสามารถใช้เรขาคณิตของยูคลิดได้ แต่ตามความเป็นจริง โลกเป็นรูปทรงกลม ถ้าพิจารณาพื้นผิวขนาดใหญ่ของโลก การใช้สมการพีธากอรัสกับพื้นผิวที่มีความโค้งเช่นนี้ จะต้องศึกษาเพิ่มเติม ซึ่งก็เป็นผลงานของ เกออร์ก แบร์นฮาร์ด รีมันน์ ในขณะที่เขาเป็นนักศึกษาหลังปริญญาเอก เขาเริ่มจากการนิยาม “แมนิโฟลด์” (manifold) ที่แปลว่าการพับหลาย ๆ ทบ แล้วใช้เรขาคณิตเชิงอนุพันธ์ (differential geometry) สมการของพีธากอรัสที่เป็นพีชคณิตธรรมดา ได้พัฒนาเป็นสมการที่ใช้เมทริกซ์ซึ่งมีพารามิเตอร์ที่แทนความโค้ง รีมันน์ได้แนวคิดเหล่านี้จากการศึกษาแรงทางแม่เหล็กไฟฟ้า ขณะที่เขาเป็นผู้ช่วยของนักวิทยาศาสตร์อีกสองคน คือ เกาส์ และเวเบอร์ แต่เราต้องรออีก 50 ปี กว่าที่นักวิทยาศาสตร์อีกคนหนึ่งคือไอน์สไตน์ จะมาพลิกแนวคิดของรีมันน์แบบกลับหลังหัน โดยใช้เรขาคณิตมานิยามแรงโน้มถ่วง ในทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของเขา

แต่ก่อนที่จะกล่าวถึงทฤษฎีนี้ จะขอต่อในเรื่องเรขาคณิตของรูปทรงตัน และของเส้นเชือกที่มาผูกเป็นปม สมการของรูปทรงตันนั้นง่ายอย่างน่าพิศวง ดังนี้

F – E + V = 2 (2)

โดยที่ F คือจำนวนหน้า (faces)

E คือจำนวนขอบ (edges)

V คือจำนวนยอด (vertices)

ลองนึกถึงรูปทรงตันที่เราคุ้นเคยคือลูกบาศก์ ซึ่งมี 6 หน้า 12 ขอบ และ 8 ยอด ใส่ตัวเลขเหล่านี้ลงในสมการ (2) ก็เป็นการตรวจสอบความถูกต้องของสมการ แต่กว่าสมการนี้จะได้การพิสูจน์ก็ต้องรอนักคณิตศาสตร์ชื่อดังอีกคนหนึ่งคือ ออยเลอร์ เมื่อพิจารณารูปทรงตันรูปหนึ่ง เช่น แก้วผลึกที่ผ่านการเจียระไน เขาสังเกตว่าทุกครั้งที่ลบหน้าออกไป 1 หน้า ขอบจะลดลงไป 1 ขอบด้วย และทุกครั้งที่ลบยอดออกไป 1 ยอด ขอบจะลดลงไป 1 ขอบด้วย ทำให้สมการ (2) คงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

ออยเลอร์ให้เราจินตนาการรูปทรงกลม เช่นที่ทำด้วยดินน้ำมัน ทรงกลมนี้แทนรูปทรงตันใด ๆ ที่ถูกขยำเพื่อปรับรูปให้เป็นรูปทรงกลม โดยยอดเดิมหนึ่งยอดแทนได้ด้วยจุดหนึ่งจุดบนทรงกลม และขอบถูกแทนด้วยเส้นตรงที่เชื่อมจุดยอดสองจุด ขั้นตอนต่อไปคือรวมหน้า (faces) ที่อยู่ติดกัน เมื่อรวมทุกหน้าเข้าด้วยกันจะได้โครงสร้างเหมือนต้นไม้ คือมีแต่ยอดกับขอบ จากนั้นกำจัดขอบและยอดออกจากต้นไม้ทีละน้อย พอสิ้นสุดกระบวนการ จะเหลือ 1 ยอด, 0 ขอบ, และ 1 หน้า (หน้าคือพื้นผิวของทรงกลมนั่นเอง) สมการ (2) ใช้ได้โดยตลอดกระบวนการนี้ สรุปว่าเมื่อสิ้นสุดกระบวนการ สมการ (2) จะเขียนได้ดังนี้ F – E + V = 1 – 0 + 1 = 2 คราวนี้ หากทำกระบวนการย้อนกลับ โดยเริ่มจาก 1 ยอด, 0 ขอบ, และ 1 หน้า แล้วเพิ่มยอด และขอบไปจนกระทั่งได้รูปทรงกลมตันใด ๆ แสดงว่าสมการ (2) ใช้ได้ตลอด ซ.ต.พ.

อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณากรอบรูปสี่เหลี่ยมที่มีรูตรงกลาง 1 รู (เปรียบเหมือนรูปตันที่เป็นรูปทอรัสหรือรูปโดนัท) จากนั้นนับค่า F, E, และ V และแทนค่าลงในสมการ (2) ปรากฏว่า F – E + V = 0 เราจึงต้องดัดแปลงสมการ (2) โดยเพิ่มตัวแปรที่เป็นจำนวนรู ให้ g เป็นจำนวนรู สมการ (2) จะเปลี่ยนไปดังนี้

F – E + V = 2 – 2g

นี่คือจุดเริ่มต้นของศาสตร์ใหม่ที่เรียกว่า โทโปโลยี ต่อมานักโทโปโลยีหันมาสนใจโจทย์ที่ยากมาก นั่นคือการทำความเข้าใจกับเงื่อนหรือปม (knots) พวกเขาศึกษาว่า เมื่อเอาเชือกเส้นหนึ่งมาพันและร้อยกันไปร้อยกันมา แล้วผูกปลายเข้าด้วยกันเป็นวงปิด จะได้เงื่อนหลายแบบ เช่น เงื่อนสามแยก เงื่อนพีรอด เงื่อนยายแก่ เงื่อนเลขแปด ฯลฯ แม้ยังขาดทฤษฎีที่สมบูรณ์เกี่ยวกับเงื่อนปม แต่นักโทโปโลยีสามารถนำการวิเคราะห์เงื่อนปมไปประยุกต์กับการศึกษาเรื่องต่าง ๆ เช่น ใช้กับทฤษฎีสนามควอนตัมที่พัฒนาขึ้นเป็นทฤษฎีซูเปอร์สตริง ใช้ศึกษาเอนไซม์พิเศษที่ทำหน้าที่ตัดต่อดีเอ็นเอ พบว่าเมื่อดีเอนเอแยกเป็นสองส่วน เอนไซม์พิเศษนี้จะช่วยให้ส่วนหนึ่งของดีเอ็นเอที่แยกออกมานั้น จัดตัวเป็นเงื่อนสามแฉกดังแสดง ผลเหล่านี้ช่วยสร้างความมั่นใจว่าการคำนวณทางโทโพโลยีนั้นมีความถูกต้อง

บัดนี้ก็มาถึงสมการเปลี่ยนโลกสมการที่สามของบทความนี้ คือสมการที่มีชื่อเสียงของไอน์สไตน์ ดังนี้

E = mc2 (3)

โดยที่ E คือพลังงานนิ่งของสสาร

m คือมวล

c อัตราเร็วแสง

คนทั่วไปเข้าใจว่าสมการนี้ เป็นที่มาของการสร้างระเบิดปรมาณู แต่อันที่จริงสมการนี้มีผลเล็กน้อยเท่านั้นต่อการสร้างระเบิดดังกล่าว มีเรื่องเล่าอยู่ว่า นักวิทยาศาสตร์สองคน ชื่อ ลิเซอ ไมท์เนอร์ และออตโต ฟริซ พวกเขาเดินคุยกันในระหว่างพักผ่อน ซึ่งฟริซบรรยายเหตุการณ์ไว้ดังนี้

“เรานั่งลงที่โคนต้นไม้ แล้วลองคำนวณในเศษกระดาษ เมื่อหยดของของเหลวสองหยดแยกจากกัน จะถูกผลักให้ห่างกันด้วยแรงผลักทางไฟฟ้าประมาณ 200 MeV โชคดีที่ลิเซอจำวิธีคำนวณมวลของนิวคลิไอได้ พบว่านิวคลิไอสองอนุภาคที่เกิดขึ้น … น่าจะเบาลงไปประมาณ 1/5 ของมวลโปรตอน … หากอาศัยสูตรของไอน์สไตน์ E = mc2 … มวลที่หายไปก็เทียบเท่าได้กับพลังงาน 200 MeV พอดี!”

นี่คือจุดเริ่มต้นของการสร้างระเบิดปรมาณู

ไอน์สไตน์ได้พัฒนาทฤษฎีสำคัญสองทฤษฎีคือสัมพัทธภาพพิเศษ และสัมพัทธภาพทั่วไป สัมพัทธภาพในทางวิทยาศาสตร์ไม่เกี่ยวกับสัมพัทธภาพนิยมในทางสังคมศาสตร์ (social relativism) ในทางวิทยาศาสตร์หมายถึงสัมพัทธภาพระหว่างกรอบอ้างอิงของสิ่งที่เคลื่อนไหว กรณีพิเศษคือกรณีการเคลื่อนไหวด้วยอัตราเร็วคงตัว ทฤษฎีนี้มักใช้กับเทหวัตถุในอวกาศที่เคลื่อนไหวด้วยอัตราเร็วสูงเกือบเท่าความเร็วแสง c

ลองนึกถึงการทดลองในสองกรอบอ้างอิงคือยานอวกาศกับโลก ในรูปบนซ้าย ลูกเรือส่งพัลส์แสงจากพื้นของยานไปยังหลังคา และวัดเวลาที่แสงเคลื่อนที่ได้เป็น T วินาที ขณะเดียวกัน สมมุติว่าผู้สังเกตที่พื้นโลกมองเห็นเหตุการณ์นี้ได้โดยอาศัยกล้องโทรทรรศน์ ให้ v เป็นอัตราเร็วของยานอวกาศ และ t เป็นเวลาที่ลูกเรือทำการทดลองเมื่อมองจากโลก จะเห็นว่ายานอวกาศขยับไปเป็นระยะทาง vt เมื่อลำแสงขึ้นไปถึงหลังคา คราวนี้เราก็ใช้สมการพีธากอรัสกับสามเหลี่ยมมุมฉากที่ด้านหนึ่งเท่ากับ vt และอีกด้านหนึ่งเท่ากับ ct (ดูรูปข้างบน) ผลการคำนวณคือ

T2 = t2[1 – v2/c2]

นั่นคือ T มีขนาดน้อยกว่า t หรือเวลาเดินช้าลงในยานอวกาศเมื่อเทียบกับเวลาบนพื้นโลก

ในทำนองคล้ายคลึงกัน ความยาวในกรอบเคลื่อนที่ (ยานอวกาศ) จะหดตัวตามทิศทางการเคลื่อนที่ ส่วนมวลนั้น จะเพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกัน

ไอน์สไตน์จินตนาการการทดลองอีกลักษณะหนึ่ง คือมีวัตถุชิ้นหนึ่งที่ปล่อยโฟตอน (อนุภาคแสง) สองโฟตอนออกไปในทิศทางตรงกันข้าม ไอน์สไตน์ค้นพบสูตรเชื่อมโยงระหว่างการเปลี่ยนแปลงพลังงานของวัตถุ ซึ่งเกิดจากการปล่อยโฟตอน กับการเปลี่ยนแปลงในมวล (ผลของสัมพัทธภาพ) ซึ่งสรุปได้ว่า

การเปลี่ยนแปลงพลังงาน = การเปลี่ยนแปลงมวล คูณด้วย c2

นั่นคือ พลังงาน = มวล x c2

หรือ E = mc2 นั่นเอง

ไอน์สไตน์ได้ใช้เวลาอีกประมาณ 10 ปี เพื่อศึกษาปรากฏการณ์ของแรงโน้มถ่วง โดยอาศัยเรขาคณิตของรีมันน์เป็นสำคัญ ข้อค้นพบที่เปลี่ยนโลกโดยอาศัยทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษคืออัตราเร็วแสงมีค่าคงตัว เท่ากับ c ไม่ว่าจะวัดในกรอบอ้างอิงใด ส่วนข้อค้นพบที่เปลี่ยนโลกโดยอาศัยทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปคือ แรงโน้มถ่วงไม่ใช่แรง แต่เกิดจากผลของมวล (แรก) ที่เปลี่ยนความโค้งของ ปริภูมิ – เวลา (space – time) ทำให้มวล (ที่สอง) ที่เคลื่อนมาใกล้ เปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ไปตามเส้นความโค้ง ทำให้เห็นเหมือนกับว่ามวลแรกมีแรงดึงดูดมวลที่สองนั่นเอง

ทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์สามารถอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในเอกภพ ได้ถูกต้องแม่นยำกว่าทฤษฎีของนิวตัน ที่ยังคงใช้ได้อยู่ในกรณีการเคลื่อนที่ที่มีอัตราเร็วต่ำกว่าความเร็วแสงมาก อีกทั้งยังใช้อธิบายปรากฏการณ์ในดาราจักรหรือในเอกภพได้หลายปรากฏการณ์ เช่น big bang หรือต้นกำเนิดเอกภพ การพองตัว (inflation) ของเอกภพเมื่อแรกเกิด หลุมดำ สสารมืด พลังงานมืด การขยายตัวของเอกภพ เป็นต้น แต่กระนั้น ยังมีความลึกลับอีกมาก ที่รอการค้นพบและทฤษฎีใหม่ ๆ ที่จะมาช่วยอธิบายให้เราเข้าใจโลกและจักรวาล

ตัวอย่างหนึ่งของการประยุกต์ทฤษฎีสัมพัทธภาพในชีวิตประจำวัน คือการคำนวณตำแหน่งของรถยนต์ของเราในระบบ GPS ซึ่งอาศัยดาวเทียมหลายดวงที่อยู่รอบโลก ถ้าไม่คำนึงถึงความแตกต่างแม้เพียงเล็กน้อยมากของเวลาวัดที่ดาวเทียมกับวัดบนโลก GPS จะนำทางเราออกนอกที่นอกทาง คือใช้การไม่ได้

ตัวอย่างสมการที่ยกมากล่าวในบทความนี้ เริ่มจากสมการของพีธากอรัสเกี่ยวกับสามเหลี่ยมเล็กๆ โดยที่สมการนี้ค่อย ๆ ขยายขอบเขตของการประยุกต์ออกไปถึงดวงดาวและจักรวาล ยังมีสมการอีกหลายสมการที่มีคำอธิบายอยู่ในหนังสือที่อ้างถึง ซึ่งล้วนแต่เป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญยิ่งในอารยธรรมมนุษย์มาหลายพันปี อารยธรรมนี้ได้ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาตลอด จึงขอเชิญชวนให้ทุกคนเห็นคุณค่าของพลังสร้างสรรค์ของนักวิทยาศาสตร์รุ่นแล้วรุ่นเล่า ซึ่งเราควรรักษามรดกของพวกเขาให้ตกทอดสู่ลูกหลานรุ่นต่อๆ ไปด้วยดี

โคทม อารียา