หน้าแรก คอลัมนิสต์ วิสัยทัศน์ไทย...

วิสัยทัศน์ไทย ต้องเป็นหนึ่ง?

29.02.24 | 11:16 น.
วิสัยทัศน์ไทย ต้องเป็นหนึ่ง? รัฐบาลเศรษฐาแถลงนโยบายต่อรัฐสภา

รัฐบาลเศรษฐาแถลงนโยบายต่อรัฐสภาวันจันทร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ.2566 นโยบายเร่งด่วนที่จะดำเนินการก่อน 4 นโยบาย ได้แก่ 1.การแก้ปัญหาหนี้สินทั้งในภาคเกษตร ภาคธุรกิจและภาคประชาชน
2.การลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้แก่ประชาชน ปรับเปลี่ยนโครงสร้างการใช้พลังงานของประเทศ 3.จะผลักดันการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว 4.การแก้ปัญหาความเห็นที่แตกต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560

คำแถลงก่อนนโยบายเร่งด่วนข้างต้นเขียนไว้ชัด นโยบายเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัล วอลเล็ต จะทำหน้าที่เป็นตัวจุดชนวนที่จะกระตุกเศรษฐกิจประเทศให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เราจะใส่เงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจอย่างทั่วถึงและกระจายไปยังทุกพื้นที่ให้หมุนเวียนอยู่ในะระบบเศรษฐกิจให้ถึงฐานราก

วันเวลาผ่านไป ถึงวันนี้ ครบ 6 เดือนแล้ว

วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล คุณเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงวิสัยทัศน์ IGNITE THAILAND : จุดพลัง รวมใจ ไทยต้องเป็นหนึ่ง ยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางเมืองแห่งอุตสาหกรรมระดับโลก โดยมีคณะรัฐมนตรีและหัวหน้าส่วนราชการร่วมงานจำนวนมาก

“ความขัดแย้งปัญหาการเมืองในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บดบังศักยภาพและแสงสว่างของประเทศไทย ตั้งแต่ 6 เดือนที่รัฐบาลนี้เข้ามาบริหารประเทศ ความสงบ ความสมัครสมานสามัคคี ความร่วมใจกันของพวกเรา เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ที่จะทำให้ชาวโลกรู้ว่า แสงสว่างในประเทศไทยเกิดขึ้นแล้ว”

Advertisement

จากนั้นประกาศวิสัยทัศน์ 8 ข้อได้แก่ 1.การเป็นศูนย์กลางเมืองท่องเที่ยว 2.ศูนย์กลางด้านการแพทย์และสุขภาพ 3.ศูนย์กลางการเกษตรและอาหาร 4.ศูนย์กลางการบิน 5.ศูนย์กลางการขนส่งของภูมิภาค 6.ศูนย์กลางการผลิตยานยนตร์แห่งอนาคต 7.ศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัล 8.ศูนย์กลางทางการเงิน

แต่ละ Hub มีคำอธิบายวิธีดำเนินงานและเป้าหมายที่จะเดินไปให้ถึงอย่างสวยสดงดงาม

ยกตัวอย่างเช่นว่า “รัฐบาลเองก็จะทำ Roadshow เพื่อดึงดูดชาวต่างชาติเข้ามารักษา นอกจากการแพทย์ประเทศไทยมีชื่อเสียงด้านการดูแลสุขภาพ สปาไทย นวดแผนไทย แพทย์แผนไทย ขึ้นชื่อในระดับ World Class ใน Los Angeles & San Francisco มีสมาคมนวดไทยมีรายได้สูงมาก เราจะผลักดันสปาไทย แพทย์แผนไทย นวดแผนไทย สมุนไพร ให้เป็นสินค้าส่งออกไปทั่วโลก ด้วยมาตรการต่างๆ”

“นอกจากสร้างรายได้แล้ว คนไทยก็ต้องมีระบบรักษาพยาบาลที่ดี ประชาชนทุกคนจะต้องเข้าถึงการรักษาพยาบาลอย่างเท่าเทียม ทั่วถึงและสมศักดิ์ศรี ด้วย 30 บาทรักษาทุกที่ จาก 30 บาทรักษาทุกโรคที่ทั่วโลกรู้จักและหลายประเทศใช้เป็นต้นแบบ จะครบทุกจังหวัดในสิ้นปี เราจะใช้ระบบ AI เชื่อมฐานข้อมูล อัพเกรดระบบการแพทย์ ให้คนไทยที่ไปหาหมอ ต่อจากนี้คนไข้อาจจะไม่รู้จักหมอ แต่หมอจะรู้จักคนไข้ จากข้อมูลการใช้บริการทางการแพทย์ตลอดชีวิต จากนี้พี่น้องจะไม่ต้องบอกประวัติใหม่ทุกๆ ครั้งที่เจอ

“เราจะเพิ่มบุคลากรทางการแพทย์และพยาบาลให้เพียงพอกับความต้องการของประชาชน พร้อมดูแลความเป็นอยู่ของแพทย์ พยาบาล ให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แบ่งเบาภาระ ที่สำคัญป้องกันปัญหาสมองไหล

ด้วยมาตรการทั้งหมด จะทำให้ไทย เป็น Medical Hub ของ Southeast Asia มีระบบพยาบาลชั้นเลิศสำหรับคนไทย ไม่ให้คนไทยมีปัญหาเรื่องการเข้าถึงการรักษาพยาบาล และกลายเป็นจุดขายที่นำเงินเข้าประเทศไปพร้อมกัน”

“ประเทศไทยจะต้องเป็นศูนย์กลางอาหารของภูมิภาค เป็นครัวของโลก จำนวนร้านอาหารที่ได้รับดาวมิชลิน ต้องเพิ่ม ทั้งร้านอาหาร Fine Dining และ Street Food เป็นจุดหมายปลายทางของนักกิน เกษตรกรไทยจะต้องมีรายได้มากขึ้น 3 เท่า ใน 4 ปีของรัฐบาลนี้ ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว และคนไทยต้องมีตังค์ในกระเป๋า”

“รัฐบาลจะพัฒนาด้านชลประทานแก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง พัฒนาเรื่องเกษตรแม่นยำ เพื่อเพิ่ม productivity ยกระดับภาคเกษตรกรรม ในขณะเดียวกันจะช่วยเกษตรกรทั้งประเทศวางแผนการเพาะปลูกส่งเสริมการผลิตสินค้าที่เป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ อย่าง ถั่วเหลือง มันฝรั่ง วัว รวมไปถึงพืชแห่งอนาคต เช่น เห็ดแครง”

ครับ ที่ผมนำเอาคำแถลงนโยบายเร่งด่วนกับคำประกาศวิสัยทัศน์ประเทศไทยล่าสุดของคุณเศรษฐามาลำดับให้เห็นอีกครั้ง ก็เพื่อให้ได้ช่วยกันติดตามการปฏิบัติ และผลที่จะเกิดขึ้นในความเป็นจริงเป็นเช่นไร

การประกาศวิสัยทัศน์ใหม่ๆ ของคนเป็นผู้นำเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ ต้องการให้พี่น้องประชาชนมองเห็นทิศทางของประเทศไปในทางเดียวกันว่ารัฐบาลจะนำพาประเทศไปทางไหน ควรให้ความร่วมมือสนับสนุนสานฝัน หรือคัดค้าน เพิ่มเติมเสริมแต่งอย่างไรให้เกิดความเป็นไปได้จริงและไม่เกิดความเสียหาย

ที่สำคัญคือ การปฏิบัติจริงและผลที่เกิดขึ้นจริง ภายในวันเวลาที่ควรจะเป็นตามลำดับ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องไม่ลืมนโยบายเร่งด่วนที่ประกาศไว้
มิฉะนั้นการประกาศวิสัยทัศน์แต่ละครั้งก็จะกลายเป็นการขายความคิด ขายความหวัง มากกว่าขายการกระทำที่เห็นผลจริง
ขณะที่ต้นทุนเวลาลดลงไปทุกเมื่อเชื่อวัน ภายใต้ความไม่แน่นอนทางการเมืองที่กำลังดำเนินควบคู่กันไปอย่างน่าจับตา

อย่างไรก็ตาม ผมยังหวังว่ารัฐบาลภายใต้การนำของคุณเศรษฐา จะอยู่รอดปลอดภัยได้ครบ 4 ปี