เมื่อผู้คนพากันย้ายถิ่นฐานจากหน้ากระดาษ หน้าจอโทรทัศน์ ไปสู่หน้าจอคอมพิวเตอร์และมือถือ เป็นเรื่องปกติที่สื่อต่างๆ จะต้องขยับขยายย้ายถิ่น หรืออย่างน้อย, ก็เพิ่มฐานที่มั่นใหม่, ตามสถานที่ที่คนอยู่ด้วย เพราะที่ที่คนอยู่มากก็หมายความว่าเป็นที่ที่มีความสนใจมาก จะจุดประเด็นอะไรก็สามารถสร้างกระแสความสนใจได้ง่ายกว่า ซึ่งในบางสื่อ กระแสความสนใจที่มากนี้ก็ยังผลให้เกิดจำนวนเงินรายได้ที่มากตามไปด้วย
ในประเทศไทยเอง เราได้เห็นความพยายามของการขยับขยายถิ่นฐานของสื่อในช่วงไม่กี่ปีให้หลัง เราเห็นว่าสื่อหนังสือพิมพ์ต่างๆ ย้ายฐานทัพมาที่ออนไลน์กันมากขึ้น บางส่วนกระทั่งใช้เว็บเป็นเพียง “ฐานรอง” ด้วยซ้ำ แต่ใช้เฟซบุ๊กหรือทวิตเตอร์เป็นสื่อหลักแทน เราเห็นว่ามีการนำเสนอข่าวด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ ผู้สื่อข่าวบางคนเองก็ไม่จำเป็นที่จะต้องพึ่งพาโทรทัศน์เพื่อนำเสนอประเด็น ตัวตน และความคิดอีกต่อไป แต่สามารถสื่อสารกับผู้ชมได้สดๆ ผ่านทางช่องเฟซบุ๊กของตนเองเลย
สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดความท้าทายใหม่ๆ ในการบังคับใช้อำนาจจากรัฐ ในการควบคุม เกิดคำถามว่าสื่อที่เกิดขึ้นใหม่นี้ต้องเข้ากรอบไหนในตัวบทกฎหมาย ที่ผ่านมามีความพยายามที่จะนิยามแบบ “ตีขลุม” ให้กินความว่าสื่อออนไลน์ก็ต้องถูกควบคุมด้วย แต่ก็เป็นคำนิยามที่ต้องระมัดระวัง เมื่อพิจารณาว่าประชาชนทั้งหมดก็มีโอกาสที่จะถูกนิยามนี้กินความไปได้ด้วยเช่นกัน เมื่อในโลกใหม่ ทุกคนต่างเป็นสื่อ
นอกจากเรื่องการบังคับใช้ตัวกฎหมาย และการควบคุมดูแลจากทางรัฐแล้ว คำถามที่สำคัญในยุคนี้คือ แล้วเมื่อสื่อย้าย (หรือขยาย) มาออนไลน์แล้ว “ทำอย่างไรให้ดี”
ไม่นานมานี้ The New York Times ได้ออกรายงานน่าสนใจฉบับหนึ่ง ชื่อรายงานว่า Journalism that Stands Apart หรือวิธีทำข่าวที่โดดเด่น นี่เป็นผลการวิจัยจากกลุ่มศึกษา 2020 ที่ประกอบด้วย
นักข่าวภาคต่างๆ 7 คน เพื่อพยายามหา “คำตอบ” ว่านิวยอร์กไทม์สเอง ควรก้าวเดินไปทางไหนในอนาคต เพื่อที่จะสามารถตอบรับความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มใหม่ๆ ได้อย่างงดงาม
ผมอ่านรายงานฉบับนี้ด้วยความตื่นเต้น ตื่นเต้นที่ผู้ศึกษาของนิวยอร์กไทม์สนั้นเห็นทั้งจุดอ่อนและจุดแข็งของตนอย่างเฉียบขาด คมคาย ไม่เข้าข้างหรือดูถูกองค์กรตนเองมากจนเกินไป และมองอนาคตทั้งด้วยความหวังและความพอดี
สิ่งหนึ่งที่ The New York Times จะพิสูจน์ว่าตนเองแตกต่างจากสื่ออื่นๆ ทั้งกระแสหลักกระแสรองที่ปรับตัวมาสู่โลกออนไลน์คือ เป้าหมายของพวกเขา ไม่ใช่การทำให้เกิดเพจวิว (ยอดชมหน้าเว็บ) มากที่สุด เพื่อเก็บค่าโฆษณาให้ได้มากที่สุด โมเดลธุรกิจของพวกเขา ถึงแม้จะเน้นโฆษณาอยู่บ้าง แต่ว่าก็ไม่ใช่เป้าหมายหลัก
เป้าหมายหลักของพวกเขาคือการพยายามเพิ่มยอดสมัคร (แบบเสียเงิน) ให้มากที่สุดต่างหาก
การตั้งเป้าหมายหลักแบบนี้ ทำให้วิธีการดำเนินงานของ The New York Times ต่างจากสำนักข่าวอื่นๆ ที่เน้นเพจวิวอย่างสิ้นเชิง หนึ่งคือพวกเขาไม่จำเป็นต้องเขียนข่าวที่เป็นคลิกเบท (เรียกไลค์ เรียกแชร์) จำนวนมากๆ เพื่อขับเคลื่อนให้คนเข้าสู่เว็บ พวกเขาไม่จำเป็นต้องทำข่าวที่ไม่สำคัญหรือเห็นว่าไม่ตรงกับจริตของตนเอง กลับกัน พวกเขากลับสามารถเลือกที่จะพัฒนาคุณภาพของข่าวแต่ละข่าวให้ดีที่สุดได้ เพราะนั่นจะทำให้ผู้อ่านรู้สึกว่า The New York Times เป็นที่ที่ “คุ้มค่า” กับเงินค่าสมัครสมาชิกที่พวกเขาเสียไป
The New York Times คิดว่าตนเองต้องเปลี่ยนนิยามความสำเร็จของทีมภายในให้สอดคล้องกับเป้าหมายนี้ด้วย นั่นคือการวัดความสำเร็จต้องไม่วัดจากยอดวิว ยอดแชร์ ยอดไลค์อีกแล้ว แต่จะต้องทำให้ผู้อ่านรู้สึกว่า “ได้อะไร” เขาถึงกับพูดว่า “เรื่องที่ได้ยอดวิวไม่มาก แต่ผู้อ่านได้ประโยชน์ มีค่ากว่าเรื่องไวรัลที่ไม่ดึงสมาชิกใหม่ๆ”
โมเดลธุรกิจแบบเน้นผู้สมัครนี้มีสื่อหลายเจ้าเลือกใช้เช่นกัน บางเว็บไซต์อาจเปิดให้คุณอ่านข่าวจำนวนจำกัดต่อเดือน (เช่น 10 บทความ) หากจะอ่านมากกว่านั้นต้องเสียเงินเพื่อข้าม ‘paywall’ ที่ขวางกั้นอยู่ ตัวอย่างสื่อที่ใช้โมเดลนี้เช่น The Financial Times หรือ The Economist
นอกจากเรื่องโมเดลธุรกิจที่แตกต่างออกไป (ซึ่งทำให้ The New York Times มีเป้าหมายและวิธีการพัฒนาที่แตกต่างจากสื่ออื่นๆ) แล้ว ในรายงานฉบับดังกล่าวยังพูดอีกหลายประเด็นที่สำคัญ
ประเด็นหนึ่งคือในรายงานฉบับนี้ยกว่า The New York Times มีนักข่าวที่เขียนโปรแกรมได้มากที่สุดในโลก นี่เป็นการปรับตัวที่สำคัญมาก เพราะในปัจจุบัน นักข่าวต้องทำงานกับข้อมูลจำนวนมาก และการเขียนโปรแกรมก็เริ่มเข้ามามีบทบาทในการทำข่าวทุกขั้นตอน ตั้งแต่การกรองข้อมูล การเลือกข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ไปจนถึงการแสดงข้อมูลเป็นภาพ หรือ
อินเตอร์แรคทีฟ นี่เป็นการพัฒนาที่อาจยังไม่เห็นมากนักในบ้านเรา แต่ผมคิดว่าจะเป็นแนวโน้มที่เราได้เห็นมากขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต
นอกจากนั้นการสื่อสารด้วยภาพ และการผสมผสานสื่อดิจิทัลก็เป็นประเด็นสำคัญที่รายงานฉบับนี้ยกขึ้นมา พวกเขาพบว่าการสื่อสารด้วยตัวหนังสืออย่างเดียวไม่เพียงพอเสียแล้วสำหรับการรายงานข่าวบางประเภท แต่จะต้องมีการใช้ภาพเข้ามาร่วมด้วย โดยทั้งนักข่าวภาพ (visual journalist) ช่างภาพ คนถ่ายทำวิดีโอและฝ่ายกราฟิกก็จะมีบทบาทมากในส่วนนี้ นอกจากนั้นยังอาจรวมไปถึงฝ่ายโปรแกรมที่จะต้องจัดทำชุดอินโฟกราฟิก ที่สามารถโต้ตอบ มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อ่านได้ รวมไปถึงการนำเสนอข่าวที่มีลักษณะเป็น “บทสนทนา” (conversational) ที่พวกเขาคิดว่าเป็นภาษาที่เหมาะสมกับอินเตอร์เน็ตมากขึ้นด้วย
นี่เป็นเพียงบางส่วนของรายงานฉบับเต็มเท่านั้น รายงานฉบับเต็มยังมีรายละเอียดอื่นๆ ที่เน้นในส่วนของการดำเนินงาน เช่น ต้องมีความหลากหลายของสมาชิกในทีมรายงานข่าวมากขึ้น มีการจ้างผู้หญิง คนผิวสี คนกลุ่มน้อยมากขึ้น เพื่อให้รายงานได้ด้วยมุมมองที่คำนึงทุกฝ่าย หรือฝ่ายข่าวกับฝ่ายผลิตภัณฑ์ต้องทำงานใกล้ชิดกันมากขึ้นเพื่อให้ก้าวไปด้วยกัน ทั้งหมดเป็นเรื่องที่สื่อไทยอาจต้องศึกษา เลือกนำมาปรับใช้ เพื่อพยุงตนเองให้อยู่รอดปลอดภัยในคลื่นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้
อ้างอิงจาก https://www.nytimes.com/projects/2020-report/
ทีปกร วุฒิพิทยามงคล

