หน้าแรก คอลัมนิสต์ ปรองดอง โดย น...

ปรองดอง โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

30.01.17 | 13:05 น.

มีคำในภาษาไทยอยู่คำหนึ่งที่ใครๆ ก็ชอบใช้ เพราะมันมีความหมายดีเสมอในทุกกรณี นั่นคือคำว่าปรองดอง แต่น่าเสียดายที่ไม่มีใครรู้ความหมายที่ชัดเจนของคำนี้ พอจะนำไปใช้ในเชิงปฏิบัติได้

หากจะปรองดองกับคู่ขัดแย้งทางความคิดเห็น จะรักษาหลักการที่ยึดถืออย่างมั่นคงตลอดมาไว้ได้หรือไม่? หากได้ เช่นคุณจตุพร พรหมพันธุ์ กับคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ อาจกอดคอกันให้ถ่ายรูปก็ได้ แต่ทั้งสองฝ่ายยังยึดมั่นหลักการทางการเมืองที่ตนเคยประกาศต่อสาธารณะมาเหมือนเดิม

ถ้าอย่างนี้ไม่ถือเป็นการการปรองดอง คุณจตุพรต้องไปขึ้นเวที กปปส. และคุณสุเทพต้องไปขึ้นเวที นปช. หรือทั้งสองฝ่ายต้องไม่ใส่ใจกับหลักการที่ตนเคยยึดถือมาอีกเลย จึงจะถือเป็นการปรองดองที่แท้จริง ถ้ากระนั้นแล้ว ยังจะมีอะไรที่เราเรียกว่าเกียรติยศเหลืออยู่ในการกระทำที่เรียกว่าปรองดองอีกหรือไม่?

หากปรองดองมีความหมายเพียงกอดคอกันถ่ายรูป ถกเถียงกันเรื่องการเมืองในวงเหล้าก็ได้ แต่อย่าได้ตั้งเวทีปราศรัย รวบรวมผู้คนเพื่อผลักดันประเด็นทางการเมืองเป็นสาธารณะในเรื่องใดทั้งสิ้น หากเป็นเช่นนี้ ปรองดองมีนัยยะแต่ในความสัมพันธ์ส่วนบุคคลเท่านั้น ไม่ใช่การกระทำในการเมืองสาธารณะแต่อย่างไร

ที่ปรองดองไร้ความหมายในเชิงปฏิบัติ ก็เพราะปรองดองเป็นเป้าหมายไม่ใช่วิธีการ จะระงับความขัดแย้งของลูกที่แย่งขนมกันได้อย่างไร? ถ้าเอาเป้าหมายคือปรองดองมาเป็นวิธีการ บางฝ่ายในคู่ขัดแย้งย่อมไม่ได้รับความเป็นธรรม เช่นน้องยังเล็ก ก็ให้ๆ น้องไปเถิด หรือพี่เขาอยากได้ ก็ให้ๆ พี่ไปเถิด แต่หากเข้าไปแทรกแซงโดยการจัดการแบ่งขนม ที่ทั้งสองฝ่ายพอใจหรืออย่างน้อยก็พอรับได้ ความปรองดองระหว่างพี่น้องก็จะกลับคืนมาไม่นาน

Advertisement

การระงับความขัดแย้งสาธารณะหรือแม้แต่ความขัดแย้งส่วนบุคคลคือการจัดการ ไม่ใช่การปรองดอง

ความขัดแย้งทางการเมืองในไทยถูก “จัดการ” อย่างผิดๆ มาเกิน 1 ทศวรรษ และนี่คือเหตุผลสำคัญเหนืออื่นใดในการที่ความขัดแย้งยังดำรงคงอยู่สืบมาจนบัดนี้ “ผู้ใหญ่” เข้าไปเป็นฝักเป็นฝ่ายกับคู่ขัดแย้ง ซ้ำยังใช้ไม้เรียวกำราบให้หยุดทะเลาะกัน (สังเกต: หยุดทะเลาะไม่เหมือนกับหยุดขัดแย้ง) ยกเลิกหรือบิดผันกติกาที่กำกับความขัดแย้งสาธารณะลงโดยสิ้นเชิง ทั้งๆ ที่การ “จัดการ” ความขัดแย้งสาธารณะที่มีประสิทธิภาพที่สุดก็คือ การรักษากติกาไว้ให้เที่ยงธรรมและเข้มแข็งยิ่งขึ้น เพราะอย่างน้อยถึงไม่นำไปสู่ความปรองดองในทันที ก็ไม่นำไปสู่ความขัดแย้งที่ใช้ความรุนแรงเข้าใส่กัน ซึ่งจะยิ่งทำให้บรรลุความปรองดองได้ยากขึ้น

แต่ที่ทำมา กลับเป็นการ “จัดการ” ความขัดแย้ง ที่ยิ่งกระพือความขัดแย้งให้ทั้งกว้างและลึกขึ้น กระบวนการปรองดองใดๆ ที่จะบังเกิดผลจริง จึงต้องเริ่มที่พลิกกลับการ “จัดการ” ที่ผิดๆ มาสู่ครรลองที่ถูก เร่งฟื้นฟูกติกาที่กำกับความขัดแย้งในสังคมประชาธิปไตยให้คืนชีวิตกลับมาโดยเร็ว อย่างน้อยก็ต้องส่งสัญญาณให้องค์กรในกระบวนการยุติธรรมทั้งหลายสำนึกว่า ประเทศที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งนี้ยืนยันจะก้าวต่อไปบนหนทางของนิติรัฐอย่างเคร่งครัด

นิรโทษกรรมหรืออภัยโทษก็มีส่วนอยู่บ้างในวิธีการเพื่อนำไปสู่ความปรองดอง แต่นั่นไม่สำคัญเลย เมื่อเทียบกับการบิดเบือนและฉ้อฉลหลักนิติรัฐที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางในสิบกว่าปีที่ผ่านมา ตราบเท่าที่ยังไม่เริ่มต้นกระบวนการด้วยความเชื่อมั่นของทุกฝ่ายว่า กฎหมายไทยมีความศักดิ์สิทธิ์เหนือใยแมงมุมอย่างแน่นอน ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะบรรลุเป้าหมายคือความปรองดองได้

การบิดเบือนฉ้อฉลหลักนิติรัฐในสิบกว่าปีที่ผ่านมา คือการสร้างเงื่อนไขให้แก่สังคมว่า ใครชนะได้หมด ใครแพ้เสียหมด จะมีฝ่ายใดกล้าขยับออกไปจากจุดแห่งความขัดแย้งได้หรือ?

เวลานี้บางคนกำลังพูดถึงตัวแบบ 66/23 ในสมัยนายกฯ เปรม ติณสูลานนท์ คำสั่งนายกรัฐมนตรีฉบับนี้ มีส่วนในการยุติสงครามกลางเมืองในไทยอย่างปฏิเสธไม่ได้ แต่สัมฤทธิผลอันนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ หากเกิดท่ามกลางเงื่อนไขความเปลี่ยนแปลงอย่างมโหฬารในการเมืองระหว่างประเทศ เช่น จีนค่อยๆ ถอนการสนับสนุนด้านอาวุธและการสื่อสารจาก พคท.แล้ว จีนเปลี่ยนนโยบายเศรษฐกิจมาสู่การพัฒนาแบบทุนนิยม เกิดความบาดหมางกับเวียดนาม และจะบีบให้เวียดนามถอนทหารจากกัมพูชาได้ก็ต้องได้รับความร่วมมือจากประเทศอาเซียน พคท.เองต้องเผชิญกับความแตกร้าวด้านแนวทางปฏิวัติ จนพลพรรคจำนวนมากถอนตัวออก คำสั่งนายกฯ ฉบับนี้จึงช่วยเปิดทางให้ พคท.ล่มสลายลงรวดเร็วยิ่งขึ้น จนแม้แต่แกนนำก็ยังเข้ามอบตัว

เป็นสถานการณ์ที่แตกต่างโดยสิ้นเชิงกับความขัดแย้งที่ดำรงอยู่ในเมืองไทยเวลานี้ แม้กระนั้นการหันกลับไปดูคำสั่ง 66/23 ก็ใช่ว่าจะไร้บทเรียนเสียเลย เพียงแต่ต้องจับประเด็นให้ถูกว่าบทเรียนคืออะไร

บางคนในหมู่ผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ทำการปรองดองกล่าวว่า คำสั่ง 66/23 ให้แบบอย่างว่า รัฐต้องเป็นแกนนำในการสร้างความปรองดอง นับเป็นบทเรียนที่ไม่ผิด ไม่ใช่ประเด็นที่มีประโยชน์ในการสร้างความปรองดองครั้งนี้

รัฐต้องเป็นแกนนำแน่ เพราะมีส่วนของการแก้กฎหมาย หรืออย่างน้อยก็แก้แนวทางการปฏิบัติของหน่วยงานของรัฐเอง แต่หากรัฐทำได้ด้วยการสนับสนุนของสังคม โอกาสที่จะประสบความสำเร็จก็มีมากขึ้น ปฏิเสธไม่ได้ว่า ในสมัยนั้นไม่มีใครคัดค้านต่อต้านนโยบาย 66/23 เพียงแต่มีบางส่วนที่ไม่เชื่อมือรัฐว่าจะทำได้จริงเท่านั้น ฉะนั้นหากคำสั่ง 66/23 จะให้บทเรียน มาตรการที่จะใช้เพื่อนำไปสู่ความปรองดอง จึงควรคำนึงถึงความร่วมมือและพร้อมใจของสังคม

แต่นั่นก็ยังไม่ใช่บทเรียนสำคัญที่สุดในการนำมาใช้ในครั้งนี้

คำสั่ง 66/23 ตั้งอยู่บนสำนึกที่สำคัญที่สุดซึ่งขาดหายไปในเมืองไทยมากว่า 10 ปีแล้ว นั่นคือสำนึกภราดรภาพ นายทหารที่ถืออำนาจทางการเมืองขณะนั้น ไม่ว่าจะเป็น พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ หรือ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ย้ำแนวคิดเรื่อง “คนไทยด้วยกัน” อยู่เสมอ

บุคคลที่ถูกถือว่าทำผิด ไม่ว่าภายใต้ข้อกล่าวหาใดๆ ล้วนยังได้รับการพิจารณาทั้งจากผู้มีอำนาจและสังคมโดยรวมว่าเป็น “คนไทยด้วยกัน” เสมอ ไม่มีใครพูดว่าพลพรรคของ พคท.คือพวกเผาบ้านเผาเมือง ทั้งๆ ที่พวกเขาได้เผาโรงพักไปหลายแห่ง ไม่มีใครถูกไล่ออกไปจากประเทศเพราะมีความเห็นทางการเมืองที่แตกต่างจากคนอื่น หากผู้มีอำนาจจะจับศัตรูทางการเมืองของตนไปคุมขัง, อุ้มหาย, หรือฆ่าทิ้งกลางเมือง ก็ต้องทำอย่างปิดลับ ไม่ใช่ทำอย่างเปิดเผยแก่สาธารณชน เพื่อพิสูจน์ว่าตนขึ้นมามีอำนาจอย่างไม่ “เสียของ”

หากประชาธิปไตยคือการให้เสรีภาพ รวมทั้งเสรีภาพที่จะขัดแย้งกันได้ ประชาธิปไตยก็ต้องมาพร้อมกับภราดรภาพ คือสำนึกความผูกพันกับคนอื่นอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าเขาจะมีความเห็นทางการเมืองอย่างไร หรือถูกกล่าวหาว่าทำอะไรมา จะตอบโต้เขาอย่างไรก็ตาม ต้องประกอบด้วยสำนึกว่าเราเป็นเพื่อน, เป็นพี่, เป็นน้อง, เป็นคนร่วมสังคมเดียวกันเสมอ

การกระทำใดๆ ต่อไผ่ จตุภัทร์ แม้ในฐานะของผู้ต้องหาที่น่ารังเกียจขยะแขยงสักเพียงไร ก็ต้องไม่ต่างจากที่อาจทำกับเพื่อนเรา, พี่เรา, น้องเรา, พ่อเรา, ลุงเรา ฯลฯ ถ้าแค่นี้ยังสำนึกไม่ได้ ความปรองดองที่จะได้มาก็เป็นแค่ “หยุดยิง” เท่านั้น กระบวนการปรองดองจะสร้างความกระตือรือร้นในสังคมเพื่อสนับสนุนได้จริง สิ่งแรกที่ต้องทำทันทีคือคืนสิทธิตามกฎหมายให้แก่ไผ่, สมยศ และคนอย่างไผ่และสมยศ ซึ่งมีจำนวนไม่น้อย

บางคนที่ริเริ่มกระบวนการปรองดองในครั้งนี้ เสนอให้เอานักการเมืองต่างค่ายมาคุยกัน หลังจากนั้นก็ให้ลงนามในบันทึกความเข้าใจร่วมกันไว้

นี่สะท้อนความเข้าใจผิดที่ทั้งใหญ่หลวง และเป็นเงื่อนไขสำคัญอย่างยิ่ง นั่นก็คือการเมืองไทยได้ก้าวผ่านพ้นการเมืองของชนชั้นนำไปนานแล้ว จะอยากหรือไม่ก็ตาม การเมืองไทยได้ก้าวเข้าสู่การเมืองมวลชนอย่างไม่มีทางถอยหลังกลับได้เสียแล้ว

ความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ความขัดแย้งของชนชั้นนำ ซึ่งหากได้โอกาส “จับเข่าคุยกัน” ก็คงสามารถแบ่งปันผลประโยชน์ให้ลงตัวได้ไม่ยาก ตรงกันข้ามด้วยซ้ำ ชนชั้นนำไทยในปัจจุบันขัดแย้งกันน้อยกว่าแต่ก่อนเสียอีก สฤษดิ์กับเผ่าหมายเชือดคอหอยกัน เพราะต่างเป็นตัวแทนของชนชั้นนำต่างกลุ่มกัน ทางออกจึงเหลืออยู่ทางเดียว ได้แก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งรวบอำนาจไว้คนเดียว หากทำได้สำเร็จเด็ดขาดจริง ก็ไม่จำเป็นต้องสังหารฝ่ายแพ้ด้วยซ้ำ จัดให้อยู่ในสถานะที่ไม่มีทางกลับมาแข่งขันอำนาจได้อีกเลยก็พอแล้ว

นักการเมืองในปัจจุบัน (รวมทหารที่ยึดอำนาจเป็นครั้งคราวด้วย) ปกป้องผลประโยชน์ของตน โดยจับเอาผลประโยชน์นั้นให้ลอยไปตามยอดคลื่นของมวลชน และด้วยเหตุดังนั้นจึงมีทางเลือกในการแข่งขันอำนาจไม่มากนัก ต้องอยู่ในกำกับหรืออย่างน้อยก็ต้องสมยอมกับคลื่นมวลชนที่ซัดสาดอยู่ทั่วท้องน้ำ

การรัฐประหารของกองทัพในสองครั้งสุดท้าย ทำประสานไปกับการเคลื่อนไหวมวลชนขนานใหญ่ ไม่ใช่ปฏิบัติการทางทหารล้วนๆ

คุณจตุพร พรหมพันธุ์ มีทางเลือกที่จะปล่อยคุณทักษิณ ชินวัตร ไปตามเวรตามกรรมละหรือ ในเมื่อเสียงที่แข็งแกร่งที่สุดของมวลชนซึ่งสนับสนุน นปช. คือคนที่รักและเลื่อมใสคุณทักษิณ ในขณะเดียวกันก็อย่านึกว่าคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีทางเลือกมากกว่า หากมวลชนคนภาคใต้ซึ่งเป็นแกนหลักของคะแนนเสียงพรรคประชาธิปัตย์ เห็นดีด้วยกับการเคลื่อนไหวของ กปปส. คุณอภิสิทธิ์หรือหัวหน้าพรรคคนใดก็ตาม ย่อมต้องอมนกหวีดของคุณสุเทพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถึงอยากบ้วนปากทิ้ง ก็ต้องแอบทำลับหลังมวลชน ส.ส.ภาคใต้ของพรรคเกือบทั้งหมดก็ไม่มีทางเลือก (หรือไม่กล้าเลือกทางอื่น) เหมือนกัน จึงต้องใช้พลังของตนขนเครือข่ายมวลชนของตนจากภาคใต้ขึ้นมาร่วมเป่านกหวีดในกรุงเทพฯ

กระบวนการที่จะนำไปสู่ความปรองดองได้จริง ต้องกระทำด้วยความเข้าใจอย่างถูกต้องด้วยว่า กำลังดำเนินการอยู่ท่ามกลางการเมืองมวลชน ซึ่ง (ค่อนข้างน่าเศร้า) ที่ไม่มี “ตัวแทน” ที่แท้จริงของตนในเวทีสาธารณะมากนัก มีแต่คนบนยอดคลื่นที่พร้อมจะเกาะกระแสของคลื่นไปอย่างไม่มีจุดหมายนัก

ตราบเท่าที่ยังเห็นการเมืองไทยเป็นการเมืองของชนชั้นนำแบบเดิม อย่างมากที่กระบวนการแบบนี้จะทำได้ก็คือ นักการเมืองสยบยอมอยู่ภายใต้ข้อกำหนดของรัฐธรรมนูญ คสช.โดยดุษณี ในขณะที่ปล่อยให้มวลชนเคว้งคว้างอยู่ในการเมืองที่ไม่เปิดพื้นที่ให้แก่ตน

อย่าคิดเป็นอันขาดว่าความสงบจะกลับคืนมาได้เมื่อเด็ดหัวของขบวนการมวลชนออกหมดแล้ว เราอยู่ในยุคสมัยที่ขบวนการเหล่านั้นมีชีวิตของตนเอง เคลื่อนไหวได้เองแม้อย่างสะเปะสะปะ ซึ่งก็ยิ่งทำให้เกิดความปั่นป่วนวุ่นวายหนักขึ้นไปอีก