แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่อง คู่ขัดแย้ง แต่ดูเหมือนรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ยัง ดำรงเป้าหมาย ปรองดองตามแบบฉบับเดิม
ทั้งนี้เพราะ คสช. เชื่อว่าตัวเองคือ คนกลาง ที่ไม่มีความขัดแย้งกับฝ่ายไหน
เชื่อว่าการปฏิวัติเกิดขึ้นเพราะจำเป็น ไม่ใช่การสร้างสถานการณ์ขึ้นมาเพื่อยึดอำนาจ
เชื่อว่าการยึดอำนาจที่ผ่านมา ได้รับการสนับสนุนจากประชาชน
ดังนั้น แม้จะมีเสียงทัดทาน แต่ ป.ย.ป.ก็ยังเดินหน้าเป็นเจ้าภาพปรองดองต่อไป
เพียงแต่…มีการรับฟังเสียง
และเปิดทางบางประการให้ คู่ขัดแย้ง มีพื้นที่แอ๊กชั่น
พรรคประชาธิปัตย์ที่ร้องขอให้ คสช.คลายกฎเหล็ก เพื่อประชุมพรรคแสดงความคิดเห็นและมีมติเกี่ยวกับการปรองดอง
แต่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทราวงกลาโหม มองว่าไม่จำเป็น
คสช.ต้องการเปิดเวทีเพื่อพูดคุยหาทางปรองดอง ไม่ต้องการมติพรรค
จึงไม่ต้องประชุมพรรค
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 26 มกราคมที่ผ่านมา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็ได้คุยกับแกนนำพรรค
เป็นการพูดคุยเรื่องการเมือง ที่มีจำนวนมากกว่า 5 คน มีการนัดหมายล่วงหน้า
เพื่อสนับสนุนการปรองดอง
ผลการหารือคือยังไม่รู้ใครเป็นเจ้าภาพปรองดอง พร้อมทั้งผลักดันให้ ป.ย.ป. นั่นแหละเป็นเจ้าภาพ
เดินหน้าเรื่องปรองดอง
ท่าทียอมผ่อนคลายกฎเหล็กของ คสช. เพื่อปรองดองนี้ ยังออกมาในคำสั่งปรับปรุงคณะกรรมการปรองดอง 90 คน
ทั้งนี้เพราะเดิม พล.อ.ประวิตรดึงเอาแม่ทัพนายกองเข้าร่วมคณะกรรมการปรองดองกันล้นหลาม
แต่เมื่อสังคมทักท้วง พล.อ.ประวิตรจึงสั่งให้รื้อ โดยดึงเอานักวิชาการเข้ามาร่วม
นักวิชาการที่ร่วมไม่จำกัดความเชี่ยวชาญ จะเป็นใครก็ได้ที่มีความสามารถ
ขณะเดียวกัน ชุดปรองดองยังขานรับข้อเสนอของ นายโคทม อารียา ที่เสนอให้ตั้งเวทีปรองดองระดับชาติ พล.อ. ประวิตรสั่งให้รับฟังความคิดเห็นประชาชนเป็นเวลา 3 เดือน เพื่อรวบรวมข้อมูล และเดินหน้ากระบวนการปรองดองกันต่อไป
หลังจากนั้นข้อเสนอต่างๆ จากฝ่ายต่างๆ เริ่มทยอยเผยแพร่ออกทางสื่อมวลชน
จากข้อเสนอและท่าทีของ พล.อ.ประวิตร พอจะมองเห็นแนวทางปรองดองสูตร คสช. ได้เลาๆ
ก่อนหน้านี้ สนช.เคยเสนอแนวทางปรองดองให้เริ่มต้นที่การนิรโทษกรรม แต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ปฏิเสธแนวทางนี้
ถ้านิรโทษกรรมแล้วยังทะเลาะกันอยู่ก็ไม่มีประโยชน์
ต่อมา สปท.เสนอให้นำสูตร 66/23 ที่เคยประสบความสำเร็จมาแล้วเมื่อปี 2523 มาใช้กับการปรองดอง แต่ พล.อ. ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร ต่างปฏิเสธ
พิเคราะห์ดูสูตร 66/23 ที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ใช้ตอนที่เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นสูตรการเมืองนำการทหาร เพื่อเอาชนะพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย
สูตร 66/23 มีข้อเสนอเปิดรับผู้จับอาวุธสู้กับรัฐบาล มีการนิรโทษกรรม และดึงคนออกจากป่า
การที่ พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร ปฏิเสธแนว
ทางนี้ เป็นเครื่องยืนยันอีกครั้ง …
ยังไม่มีนิรโทษกรรม
ทางด้าน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. มองว่าเท่าที่ติดตามท่าทีของกลุ่มผู้มีอำนาจตัวจริงดูเหมือนจะมีสูตรปรองดองกึ่งสำเร็จรูปไว้ในใจแล้ว
รอเพียงกระบวนการแต่งตั้งคณะกรรมการและรับฟังความคิดเห็นแต่ละฝ่ายจบ
สูตรที่เตรียมไว้ก็จะนำมาประกาศใช้
ทั้งนี้แนวทางของ คสช.ที่เปิดเผยออกมาเบื้องต้นคือ
การทำเอ็มโอยูปรองดอง
วิธีการคือเจรจาให้ทุกฝ่ายที่เป็นคู่ขัดแย้ง ลงนามร่วมกัน
ให้ทุกฝ่ายสัญญาว่าจะปรองดอง
เป็นการปรองดองโดยสัจจะวาจา
เป็นการปรองดองที่ พล.อ.ประยุทธ์ เคยบอกให้ฟังไว้ก่อนหน้านี้
การปรองดองครั้งนี้ดูเหมือนจะไร้สิ่งเร้าใจ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะประเทศไทยมีความพยายามเข้าสู่การปรองดองมาหลายครั้งแต่ล้มเหลวมาตลอด
ขณะที่การปรองดองภายใต้การนำของ คสช. ซึ่งเป็นคู่ขัดแย้ง มีความท้าทายต่อผลสำเร็จสูง
แม้ทุกฝ่ายจะสนับสนุนให้ประเทศไทยเกิดความปรองดอง แต่วิธีนำไปสู่ความปรองดองมักเป็นอุปสรรคสำคัญทุกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ผลจากการปรองดองที่แม้จะแลดูไม่เร้าใจ แต่กลับมีความสำคัญต่อรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ไม่น้อย
ทั้งนี้เพราะรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์กำลังเข้าสู่มุมอับ ผลงานที่เคยได้รับคำชื่นชมกำลังหมดมนต์ขลัง
2 ปีที่ผ่านมา การปฏิรูปไม่คืบหน้า การเลือกตั้งต้องเลื่อนแล้วเลื่อนอีก
ปัญหาเศรษฐกิจยังคาราคาซัง แก้ไม่ได้จนถึงบัดนี้
ล่าสุด เมื่อองค์การความโปร่งใสระหว่างประเทศ (ทีไอ)เผยแพร่ดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชั่นประจำปี 2016 ออกมา
ประเทศไทยตกวูบจากอันดับที่ 76 ลงมาอยู่ที่อันดับ 101
ทีไอตั้งข้อสังเกตที่ไทยโดนลดอันดับ เพราะเหตุการกดขี่ของรัฐบาล การขาดการถ่วงดุลที่เป็นอิสระ สิทธิด้านต่างๆ เสื่อมทรุดลง
รัฐธรรมนูญใหม่แม้จะให้ความสำคัญต่อการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่น แต่เอื้อให้ทหารและรัฐบาลยังคงอยู่ในอำนาจ
ลดทอนโอกาสการกลับคืนสู่ระบอบประชาธิปไตยของพลเรือน
ฝ่ายค้านถูกห้ามเคลื่อนไหวและถูกควบคุมตัวอยู่หลายสิบคน
นอกจากนั้นรัฐบาลยังห้ามไม่ให้ติดตามตรวจสอบการลงประชามติ
เช่นเดียวกับการตรวจสอบหรือถกเถียงเรื่องการทำงานของภาครัฐที่ได้ขาดหายไปอย่างชัดเจน
ผลงานรัฐบาลเรื่องปราบโกงเริ่มมีรอยด่าง
เท่ากับว่า รัฐบาลเริ่มมีปัญหาเรื่องผลงาน ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม
ดังนั้น ผลสำเร็จของ ป.ย.ป. จึงมีความหมาย
อย่างไรก็ตาม เรื่องการฟื้นปรองดองกลับมาปัดฝุ่น ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีของประเทศไทย ที่รัฐบาลผู้มีอำนาจคิดจะขับเคลื่อน
ผู้ลงมือขับเคลื่อนเป็นแกนนำรัฐบาลที่มีอำนาจ
การเริ่มต้นในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ โดยมีนายกรัฐมนตรีนำเวิร์กช็อป ส่งสัญญาณว่ารัฐบาลตั้งใจ
จึงเหลือแต่เพียงวิธีการ ความคืบหน้า และความสำเร็จหรือล้มเหลวที่รออยู่ข้างหน้า
ถ้า ป.ย.ป.นำประเทศสู่ความปรองดองได้ ย่อมหมายถึงผลงานชิ้นโบแดงที่ทุกฝ่ายจะรำลึกถึงเสมอ
แต่ถ้า ป.ย.ป.ทำไม่สำเร็จ รัฐบาลอาจเสียสุขภาพจิตลงไปอีก
เพราะข้อกล่าวหาว่า ทำอะไรก็ไม่สำเร็จเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ แล้ว

