จากกรณี นายสุภัฒ สงวนดีกุล รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ถูกทางการญี่ปุ่นควบคุมตัวด้วยข้อกล่าวหาขโมยภาพวาดของโรงแรมในจังหวัดเกียวโต
ล่าสุด สถานกงสุลใหญ่ไทย ณ นครโอซากา ได้ดำเนินการเจรจากับทางโรงแรมว่านายสุภัฒ “ขอรับผิด” และ “ยินดีชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมด”
โรงแรมจึงไม่ติดใจเอาความ ขณะที่ตำรวจญี่ปุ่นก็ได้แจ้งอัยการเพื่อให้มีคำสั่งปล่อยตัวนายสุภัฒ เพราะคดีนี้ศาลยังมิได้ประทับรับฟ้อง เพียงแต่มีคำสั่งกักตัวเป็นเวลา 10 วัน ตามข้อเสนอของอัยการ
การที่อัยการญี่ปุ่นมีคำสั่งปล่อยตัวนายสุภัฒทันที เนื่องจากเห็นว่าคดีนี้มิใช่คดีร้ายแรง และไม่ได้สร้างความเสียหายแก่ผู้อื่น
ส่งผลให้นายสุภัฒสามารถเดินทางกลับมายังประเทศไทยอย่างเงียบๆ
การพยายามช่วยเหลือนายสุภัฒ ในฐานะ “คนไทย” คนหนึ่ง ซึ่งถูกดำเนินคดีในต่างประเทศ
ตลอดจนคำสั่งปล่อยตัวนายสุภัฒตามดุลพินิจของทางการญี่ปุ่นนั้น
มิใช่เรื่องผิดแปลกอะไร และมีขั้นตอน-เหตุผลรองรับอยู่
เพราะนายสุภัฒในฐานะ “คนไทย” ที่เดินทางไป “กระทำผิด” ในต่างแดน ได้ “ขอยอมรับผิด” และ “ชดใช้ค่าเสียหาย” ต่อกระบวนการยุติธรรมและเอกชนของญี่ปุ่นเรียบร้อยแล้ว
ประเด็นที่ต้องมาว่ากันต่อ คือ สถานะ “ข้าราชการไทย” ของนายสุภัฒ
ด้านหนึ่ง นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ก็ได้รับข้อความจากรองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่ง “ยอมรับ” และแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งขอโทษผู้บังคับบัญชาและเพื่อนข้าราชการ ตลอดจนคนไทยทุกคน
โดยกระทรวงได้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงขึ้นมาสอบสวนเรื่องนี้ และมีคำสั่งให้นายสุภัฒไปช่วยงานที่สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ จนกว่าผลการตรวจสอบจะได้ข้อยุติ
อีกด้าน ก็มีเสียงกดดันจาก “ภายนอก” อาทิ นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ซึ่งเรียกร้องให้กระทรวงพาณิชย์ปลดรองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาโดยทันที เพื่อสร้างมาตรฐานทางวินัยและจริยธรรมของข้าราชการไทย
ด้วยเหตุผลสำคัญคือ แม้การกระทำดังกล่าวจะได้มีการเจรจาประนีประนอมยอมความ ยอมรับผิด และชดใช้ค่าเสียหายและจ่ายค่าปรับตามกบิลเมืองของประเทศญี่ปุ่นไปแล้ว
แต่ความดังกล่าวได้ก่อให้เกิดผลในทางภาพลักษณ์ต่อคนไทยหรือข้าราชการไทยทั้งประเทศ ทางการไทยจึงไม่ควรยุติเรื่อง
ไม่ใช่เรื่องผิดแปลกเช่นกัน ที่จะมีเสียงเรียกร้องจากสังคมให้สอบสวน-ลงโทษนายสุภัฒ ในฐานะ “ข้าราชการ”
เพราะสังคมไทยยังคงอยู่ใน “ภาวะพิเศษ” ซึ่งถูกปกครองโดยผู้นำที่มาจากกองทัพ และมี “สถาบันข้าราชการ” เป็นกลไกสำคัญในการทำงาน
การเร่งสอบสวน-ดำเนินการกับรองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาอย่างรวดเร็วและชัดเจน จึงถือเป็น “ความจำเป็น” หากยังคาดหวังให้ “สถาบันข้าราชการ” ได้รับความเชื่อมั่นไว้วางใจจากประชาชน
ทั้งยังสอดคล้องกับการพยายามออกมาลดทอน “ความคลางแคลงใจ” ที่อาจมีต่อ “สถาบันข้าราชการ” ของคนใน ครม.
เช่น นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่บอกว่า กรณีของนายสุภัฒ เป็น “เรื่องตัวบุคคล” อย่าเหมารวมทั้งหมด
หรือ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมช.ศึกษาธิการ ผู้เติบโตมาจากการทำงานสายข้าราชการประจำ ที่แสดงความเห็นว่า “ใครจะพูดจะตำหนิอะไรกัน เรื่องรูปภาพที่ ‘นครเกียวโต’ ขออย่าตำหนิหรือทับถมสถาบันข้าราชการ”
เช่นเดียวกับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี มือกฎหมายของรัฐบาล ซึ่งชี้ช่องว่าแม้การลักทรัพย์จะไม่ใช่ความผิดวินัยร้ายแรงตามเกณฑ์มาตรฐานของ ก.พ.
แต่หากการลักทรัพย์ใดทำให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงประเทศชาติและกระทบต่อส่วนรวม อาจถือเป็นความผิดวินัยร้ายแรงได้
กรณีของนายสุภัฒนี้ ถ้าผลการสอบสวน-ดำเนินการของหน่วยงานต้นสังกัดไม่ช่วยคลี่คลาย “ความสงสัย” ให้สังคม
ก็อาจสร้าง “รอยด่างพร้อย” แก่ “สถาบันข้าราชการไทย” ที่ดำรงตนอยู่อย่างแข็งแกร่งตลอดช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ได้เหมือนกัน

