ทฤษฎี Zero-Sum Game คุกคามความมั่นคง

12.03.24 | 12:30 น.

ทฤษฎี Zero-Sum Game คุกคามความมั่นคง

การประชุมความมั่นคงประจำปี 2024 ที่มิวนิก เยอรมนี มีแถลงการณ์ออกมาตอกย้ำถึงสถานการณ์โลกในทางลบ อันเกี่ยวกับเสถียรภาพความมั่นคงและการพัฒนาเศรษฐกิจหลังสมัยสงครามเย็นได้หมดไปแล้ว บัดนี้ โลกกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ตกต่ำ สังคมดำรงอยู่ภายใต้ความท้าทาย สื่อสารถึงอารมณ์มองโลกในทาง “ทุทรรศนนิยม” โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลเกี่ยวกับปัญหาที่มาแผ้วพาน เป็นต้นว่า สงครามรัสเซีย-ยูเครน การปะทะกันของอิสราเอล-ปาเลสไตน์ วิกฤตเศรษฐกิจ ปัญหาผู้อพยพ และการเมืองสุดขั้ว

ปัจจุบันยุโรปประสบปัญหา Hard Power คืออำนาจทหาร และเศรษฐกิจ และละอ่อนในความสามารถ ดูเหมือนว่าประเทศตะวันตกบกพร่องในความสามารถแห่งการตรึกตรอง จึงหันกลับมาใช้ตรรกะ Zero-Sum Game ซ้ำรำพึงรำพันถึงการไม่ได้รับชัยชนะ กังวลและระแวงกับพลังเศรษฐกิจใหม่ที่ไล่ตามขึ้นมา

กรณีนอกจากไม่เพียงไม่สามารถสร้างสันติภาพแก่สังคม หากยังกลายเป็นการคุกคามใหม่ต่อเสถียรภาพของโลก จึงเป็นที่มาของหัวข้อแห่งการประชุมครั้งนี้คือ “Lose-Lose”

การประชุมความมั่นคงมิวนิก ได้เริ่มขึ้นครั้งแรกเมื่อ 1963 ต้นกำเนิดคือสหรัฐและบรรดาสมาชิก NATO ถือเป็นเวทีการสนทนา หลายปีที่ผ่านมาจึงได้กลายเป็นเวทีเปิดสำหรับยุทธศาสตร์และความมั่นคงระหว่างประเทศ การประชุมปีนี้มีประมุขและผู้นำของ 50 ประเทศ รวมทั้งหมดกว่า 900 คน เข้าร่วมการประชุม

Advertisement

เหตุที่ได้ตั้งชื่อหัวข้อการประชุมแบบมองโลกในแง่ร้ายก็เพราะ สถานการณ์แห่งความพ่ายแพ้ได้ปรากฏชัดเจนขึ้นในหลายภูมิภาคด้วยกัน และมีแนวโน้มทำให้ประเทศส่วนหนึ่งเกิดปรากฏการณ์ Lose-Lose ซึ่งไม่เป็นประโยชน์ต่อความร่วมมือระหว่างประเทศและทำลายระเบียบวินัยสากล กลายเป็นวงจรอุบาทว์สมบูรณ์ กรณีหากนำมาเปรียบเทียบกับเหตุการณ์หลังสงครามเย็นยุติที่เรียกว่า “การยุติแห่งประวัติศาสตร์” (The End of History) และ “ชัยชนะที่ปราศจากสงคราม” (Victory Without War) นั้น ย่อมมีความแตกต่างกันมาก
แม้การประชุมความมั่นคงมิวนิก ถือเป็นเวทีสำคัญในการประกาศจุดยืนของตะวันตก แต่ข้อเสนอเกี่ยวกับการท้าทายของความเสี่ยงตลอดจนวิธีแก้ไขยังมากด้วยความเห็นต่างและขัดแย้ง

ท่ามกลางสงครามรัสเซีย-ยูเครน และความขัดแย้งอิสราเอล-ปาเลสไตน์ ประเทศเจ้าภาพการประชุมมิวนิก ปฏิเสธเชิญรัสเซียและอิหร่านเข้าร่วมประชุม จึงเป็นการสมควรที่สังคมวิพากษ์ว่า การประชุมความมั่นคงมิวนิกเป็นเพียง “ห้องเสียงสะท้อน” (Echo Chamber) เท่านั้น

รายงานการประชุมครั้งนี้ได้อ้างอิงถึง “กลุ่มโลกใต้” (Global South) หลายครั้ง โดยชี้ว่าเป็นคุณต่อเศรษฐกิจโลกที่กำลังซบเซา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสามารถลดภาระของประเทศที่มีรายได้ต่ำ เป็นการชัดเจนยิ่งว่าต้องการเปลี่ยนแปลงระเบียบวินัยใหม่ของโลก เพราะสหรัฐกำลังเต้นจังหวะสโลว์ และไม่ทิ้งพฤติการณ์ระราน

หากสรุปเหตุการณ์ Lose-Lose น่าจะเกิดจากสาเหตุต่างฝ่ายต่างไม่ยอมแพ้ ยืนหยัดในทฤษฎี Zero-Sum Game นอกจากไม่ขยายวงกว้างเกี่ยวกับการประชุมความมั่นคง ยังพยายามจำกัดขอบเขตให้แคบ เป็นโทษต่อผู้อื่นและไม่เป็นคุณต่อตน อีกทั้งขาดจากห่วงโซ่และขาดการติดต่อซึ่งกัน โดยอ้างการ “ลดความเสี่ยง” (De-Risking) กรณีไม่ต่างไปจากสร้างบ้านหลังเล็ก แต่สร้างกำแพงสูงใหญ่ ขาดความพอดี ไม่คำนึงถึงการวิ่งเร็วเพื่อความก้าวหน้า จึงเป็นเหตุถ่วงความเจริญ และที่สำคัญคือ ทำตัวเป็นศัตรูต่อกัน ย้อนแย้งกับวลี “ลงเรือลำเดียวกัน” ซึ่งหมายถึงความสามัคคีกลมเกลียวและร่วมแรงร่วมใจเอาชนะอุปสรรค

สำหรับวัฒนธรรมตะวันตก เป็นการยากที่จะได้พบ “Gene” ซึ่งเป็นรหัสแห่งพันธุกรรม “วิน-วิน” จึงไม่แปลกที่ “แอนโทนี บลิงเกน” รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐทำงามหน้าด้วยการอุปมาโวหารในที่ประชุมตอนหนึ่งว่า “ในระบบระหว่างประเทศ ถ้าท่านไม่นั่งโต๊ะอาหาร ท่านก็จะต้องเป็นรายการอาหาร” (If youre not at the table in the international system, youre going to be on the menu)

“โต๊ะอาหาร” นัยว่าสหรัฐผู้นำระหว่างประเทศ แต่ไม่มีพื้นที่ของจีน รัสเซีย และอิหร่าน จึงถูกอ่านว่าบังคับให้แต่ละประเทศต้องเลือกข้าง ส่วน “รายการอาหาร” น่าจะเริ่มตั้งแต่ยูเครน อิรัก อัฟกานิสถาน โวหารของ “บลิงเกน” เป็นการสร้างความแตกแยก แบ่งค่ายแยกขั้ว เป็นเหตุให้บรรยากาศที่ขุ่นมัวอยู่แล้ว ขมุกขมัวมากขึ้น

หากวิเคราะห์ในเชิงลึก อุปมาโวหารของบลิงเกน ละม้ายกับขี้แพ้ชวนตี เพราะว่าสหรัฐไม่สามารถช่วยให้ยูเครนชนะสงคราม และหมดบารมีที่จะกดดันให้อิสราเอลรังสรรค์เสถียรภาพในตะวันออกกลาง ตลอดจนประเด็นกำจัดกองกำลัง “ฮูตี” ที่ทำการคุกคามทางทะเลได้เกิดความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง

ต้องยอมรับว่า บัดนี้พื้นที่ในเวทีสากลของสหรัฐแคบลงทุกขณะ เพราะเวลาเปลี่ยนไป เหตุการณ์เปลี่ยนไป สถานการณ์เปลี่ยนไป สถานะก็ต้องเปลี่ยนไปด้วย ไม่มีทางหลีกเลี่ยง

ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช