หน้าแรก คอลัมนิสต์ สภาพ สุดโต่ง ...

สภาพ สุดโต่ง จาก กรณี ‘รองอธิบดี’ สุดโต่ง ความคิด

31.01.17 | 12:01 น.

ลักษณะอย่างที่เรียกว่า “สุดโต่ง” ในทางความคิดปรากฏขึ้นอย่างเด่นชัด ยิ่งจากกรณี “รองอธิบดี” ซึ่งถูกจับกุมที่ประเทศญี่ปุ่น

ดำเนินไปอย่างที่โบราณเรียกว่า “ขนมผสมกับน้ำยา”

นั่นก็คือ บางส่วนมองเห็นว่า พฤติกรรมของ “รองอธิบดี” มิได้เป็นเรื่องร้ายแรง หากแต่เกิดจากความพลั้งเผลอ

น่าเห็นใจอย่างยิ่ง

ส่วนนี้ไม่เพียงแต่มาจากบุคคลระดับ “รองนายกรัฐมนตรี” หากแต่ยังมาจากบุคคลซึ่งเป็น “ข้าราชการ” ระดับสูง

Advertisement

มองแล้วประเมินได้ว่าน่าจะเป็นพวกเดียวกัน

ขณะเดียวกัน บางส่วนมองเห็นเป็นตรงกันข้าม ถือว่าเป็นเรื่องเสื่อมเสีย นำความอับอายมาให้แก่ประเทศชาติโดยองค์รวม

ผิดทั้งในด้าน “อาญา” ผิดทั้งในด้าน “วินัย”

เป็นไปได้ว่า ส่วนหลังเป็น “ปฏิกิริยา” มาจากเห็นส่วนแรก ขณะเดียวกัน ส่วนแรกก็มีโอกาสส่งผลสะเทือนให้กับส่วนหลังเหมือนกัน

ตรงนี้แหละจึงนำไปสู่บทสรุปที่ว่า “ขนมผสมกับน้ำยา”

ลักษณะ “สุดโต่ง” ในความคิดทำนองนี้เหมือนกับเป็นเรื่องใหม่ หากกล่าวสำหรับสังคมไทยที่มีจุดเด่นเป็นเอกลักษณ์ตรงการประนอมและประสานประโยชน์

ในห้วงกว่า 1 ทศวรรษที่ผ่านมา ปรากฏการณ์เช่นนี้เป็นเรื่องธรรมดา

ใครที่ผ่านร้อนหนาวจากสถานการณ์ก่อนรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 ย่อมตระหนักได้เป็นอย่างดี

อารมณ์ “สุดโต่ง” อย่างนี้เคยเกิดมาแล้ว

ยิ่งใครที่ผ่านร้อนหนาวจากสถานการณ์ก่อนรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 ยิ่งตระหนักได้อย่างเป็นรูปธรรม

เพราะรุนแรงถึงกับ “ชัตดาวน์” และเข้าสู่โหมด “แช่แข็ง” มาแล้ว

อาจกล่าวได้ว่า สังคมไทยในห้วงนับแต่ก่อนรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 กระทั่งห้วงหลังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 ล้วนอยู่ในบรรยากาศอย่างนี้

บรรยากาศ “สุดโต่ง” บรรยากาศแห่งการ “คิดบัญชี”

เหมือนกับ “รองอธิบดี” จะกลายเป็น “เหยื่อ” แต่หากคิดนึกตรึกตรองดี ไม่ใช่เพียง “รองอธิบดี” เท่านั้น

หากทุกคนล้วนตกเป็น “เหยื่อ” ทั้งสิ้น

ในเบื้องต้น เป้าหมายอาจเป็น “นักการเมือง” โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่สังกัด “พรรค” หรือ “กลุ่ม” ทางการเมืองอันเป็นปรปักษ์

คู่ความขัดแย้ง คือ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์

จากนั้นก็เป็นมวลชนอย่าง “นปช.” จากนั้นก็เป็นมวลชนอย่าง “พธม.” และก็เป็นมวลชนอย่าง “กปปส.”

จากปมนี้เองที่นำไปสู่การตัดสินใจ “รัฐประหาร”

ไม่ว่าจะเป็นรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 ไม่ว่าจะเป็นรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 ล้วนมีมูลเชื้อมาอย่างเดียวกัน

ประกาศตนเข้ามาแก้ไข “วิกฤต” และ “ความขัดแย้ง”

หากถามว่าจากรัฐประหารเดือนกันยายน 2549 กระทั่งมาถึงรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557 สามารถแก้ไขได้หรือไม่

กรณีของ “รองอธิบดี” คือ “คำตอบ”

ไม่ว่ากรณี “รองอธิบดี” ไม่ว่ากรณีสินบน “โรลส์-รอยซ์” ไม่ว่ากรณีคะแนนที่เสื่อมทรุดตกต่ำลงของ “ความโปร่งใส”

ล้วนนำไปสู่การมอง “ต่างมุม”

เป็นการมองต่างมุมอย่างชนิด “สุดโต่ง” หากเห็นด้วยก็เห็นด้วยอย่างเต็มที่ หากไม่เห็นด้วยก็ไม่เห็นด้วยอย่างเต็มที่ ต่างฝ่ายต่างยืนอยู่กันคนละด้าน คนละมุม และมีความพร้อมที่จะตอบโต้และขัดแย้งกันอย่างเต็มเปี่ยม

หารู้ไม่ว่าทั้งหมดนี้คือ เงื่อนไขอันจำเป็นต้อง “ปรองดอง”