เรื่องของสื่อมวลชน ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ หรือวิทยุ ที่มีการกระจายกว้างขวางกว่าสื่อสังคม หรือ “Social Media” (เพราะโซเชียล มีเดีย มักกระจายเฉพาะกลุ่ม) ทุกวันนี้แม้จะมีการกล่าวกันว่า สื่อมวลชนประเภทสื่อกระดาษได้รับความสนใจน้อยกว่า แต่ยังมีผู้วิพากษ์วิจารณ์การนำเสนอข่าวมากกว่าโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์และข่าวในจอโทรทัศน์ ที่ส่วนใหญ่เป็นการนำเสนอข่าวจากหนังสือพิมพ์ พร้อมวิพากษ์วิจารณ์ไปตามข่าวนั้น
เมื่อวันก่อน (พุธ 25 มกราคม) หนังสือพิมพ์มติชน ในหน้า 13 “ประชาชื่น” นำเสนอเรื่อง “ยอมรับความหลากหลาย ยุติ Hate Crime อาชญากรรมจากความเกลียดชัง” กฤตยา เชื่อมวรศาสตร์ เป็นผู้รายงาน กฤตยา นำเรื่องจากข่าวการอุ้มฆ่า “น.ส.สุภัคสรณ์ พลไธสง” เป็นกรณีที่นักกิจกรรมนำมาวิพากษ์ วิจารณ์ถึงความเหมาะสมในการนำเสนอข่าวนี้จากเรื่องความแตกต่างทางเพศและพฤติกรรมทางเพศที่นำมายกเป็น “การอุ้มทอม” ทั้งที่เป็นการ “อุ้มฆ่า”
ประเด็นการนำเสนอข่าวที่เกี่ยวกับการเบี่ยงเบนทางเพศ แล้วนำมาเป็นประเด็นในการเสนอข่าวจากการใช้คำว่า “ทอม ดี้ กะเทย” เช่นกรณีนี้ใช้คำว่า “อุ้มทอม” เหมาะสมหรือไม่
ผู้สื่อข่าวและพิธีกรของช่องวอยซ์ทีวี พรรณิการ์ วานิช บอกว่า เป็นที่น่าเสียใจว่าสื่อไทยไม่ละเอียดอ่อนต่อความหลากหลายทางเพศ พาดหัวข่าวไทยมีปัญหามาก ไม่เฉพาะเรื่องของคนหลากหลายทางเพศอย่างเดียว คนรู้จักข่าวนี้ในชื่อข่าว “อุ้มทอม” ซึ่งห้องข่าววอยซ์ทีวีได้ถกเถียงกันว่า กรณีแบบไหนจึงสามารถใช้คำว่า “ทอม ดี้ กะเทย” ในข่าวได้ ถ้าเหยื่อถูกอุ้มเพราะเขาเป็นทอม เราจำเป็นต้องพาดหัวว่า “อุ้มทอม” เพราะมันเป็นนัยสำคัญของคดีว่าเพราะเขาเป็นทอม เขาจึงโดนอุ้ม เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงไปใช้คำว่า “อุ้มสุภัคสรณ์หาย” ซึ่งถามว่าเหยื่อของคดีนี้คือใคร แทบทุกคนไม่รู้ว่าเขาชื่อ สุภัคสรณ์ พลไธสง เพราะรู้กันในชื่อข่าวอุ้มทอม แม้แต่นักข่าวเองคนที่ไม่ได้ทำข่าวนี้โดยตรงก็ไม่รู้ว่าชื่ออะไร
เรื่องนี้ “คนที่ต้องตัดสินใจอย่างจริงจังคือ ‘สื่อ’ เพราะแนวทางการเสนอข่าวจะเป็นคนละแบบ ระหว่างเป็นกับไม่เป็นอาชญากรรมที่เกิดขึ้นจากความเกลียดชัง (Hate Crime) และสิ่งที่ใช้เป็นบรรรทัดฐานหรือมาตรฐานตอนนี้ คืออาชญากรรมที่เขาไม่ได้เลือกและอยู่ในลักษณะของการเหมารวม เช่น ศาสนา เป็นเรื่องที่คนคนนั้นไม่ได้ทำ มันเป็นการเหมารวมว่าคนเชื้อชาตินี้ ศาสนานี้ เป็นคนกลุ่มหลากหลายเพศ”
หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาด้วยเห็นว่า การนำเสนอเรื่องนี้เป็นการชี้ให้เห็นว่าทุกวันนี้ ผู้ประกอบอาชีพสื่อมวลชนคือผู้ที่ศึกษาเล่าเรียนมาจากหลากหลายวิชา ไม่ว่าจะเป็นสื่อสารมวลชนโดยตรง เรียนด้านรัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ นิติศาสตร์ ประการสำคัญ ที่จะต้องเกิดขึ้นในสังคมไทยคือ กฎหมาย ถือว่าเป็นเรื่องปลายทาง แต่การศึกษาและสื่อมวลชนเป็นเรื่องต้นทางและกลางทาง แท้ที่จริงคือเนื้อเดียวกัน
พรรณิการ์บอกว่า สื่อต้องมีความรับผิดชอบที่ทำให้คนตระหนักและเข้าใจว่าอะไรคือ Hate Speech อะไรคือ Hate Crime อะไรคือสิ่งที่ทำลงไปโดยไม้รู้ตัวว่าเป็นอคติต่อคนหลากหลายทางเพศ รวมถึงความหลากหลายความคิดทางการเมือง เชื้อชาติ ศาสนา แรงงานต่างด้าว
พรรณิการ์อยากฝากความหวังไว้กับสื่อ เพราะการปฏิรูปการศึกษาอาจจะนานและทำให้คนต้องรับเคราะห์อย่างที่เราได้ยินกับหลายกรณีที่เกิดขึ้น
การนำเสนอเรื่องสิทธิเสรีภาพชองสื่อมวลชนเป็นผลกระทบโดยตรงกับประชาชน แม้สื่อมวลชนจะอ้างถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่นำมาเป็นการประกอบอาชีพ หากการนำเสนอนั้นต้องคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชนแม้การนำเสนอข่าวนั้นต้องไม่กระทบถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชนไม่ว่าด้านใด
โดยเฉพาะสิทธิเสรีภาพอันจะก่อให้เกิดความเข้าใจไม่ต้องตรงกับความเป็นจริง ดังเช่นกรณีเรื่องความหลากหลายเพื่อยุติทั้งกรณีอาชญากรรมจากความเกลียดชัง และวาทกรรมอันก่อให้เกิดความเกลียดชัง
มิฉะนั้น สื่อมวลชนจะใช้สิทธิเสรีภาพของตัวเองละเมิดสิทธิเสรีภาพผู้อื่นเสียเอง
เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์

