หน้าแรก คอลัมนิสต์ หากจะปรองดองจ...

หากจะปรองดองจงมองไปที่ความขัดแย้ง : โดย นิมิตร จินาวัลย์

3.02.17 | 13:15 น.

กรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เตรียมการที่จะจัดตั้งคณะกรรมการปรองดองและสำนักงานบริหารยุทธศาสตร์เพื่อการปฏิรูปและปรองดองเพื่อทำหน้าที่ประสานงาน ติดตาม ตรวจสอบ ความก้าวหน้าในการดำเนินงาน ซึ่งความคืบหน้าในเรื่องดังกล่าวจะเป็นอย่างไรจะเริ่มมีความชัดเจนในต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2560 ในฐานะประชาชนเห็นว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญ เป็นปัญหาที่บั่นทอนทั้งทางเศรษฐกิจและความมั่นคงที่จะต้องให้กำลังใจ และทุกๆ ฝ่ายควรให้การสนับสนุนให้บรรลุผลสำเร็จโดยเร็ว อย่างน้อยก็ควรจะได้ข้อยุติในระดับหนึ่งก่อนที่จะมีการเลือกตั้งทั่วไป เพื่อให้การเลือกตั้งดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย สุจริต และเที่ยงธรรม

การสร้างความปรองดองถือเป็นวาระปกติ เป็นความรับผิดชอบในทุกรัฐบาลในฐานะที่เป็นรัฏฐาธิปัตย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งก่อนหน้านี้รัฐบาลชุดที่ผ่านมาก็ได้จัดตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) และชุดอื่นๆ ที่มีทั้งผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศทำการศึกษาจนได้ข้อสรุปที่สมบูรณ์ รวมทั้งปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะ แต่ไม่ได้นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ เสียทั้งงบประมาณและโอกาสที่จะทำให้ปัญหาให้ถูกแก้ไขลุล่วงไปอย่างน่าเสียดาย จึงเป็นภาระหน้าที่ของรัฐบาลชุดปัจจุบันในการบริหารราชการแผ่นดินให้เกิดความเรียบร้อย เพราะประเทศไทยไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่ง ทุกคนคือหุ้นส่วนประเทศ (Stakeholder) ล้วนแต่เป็นผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย

ความล้มเหลวหรือความสำเร็จย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อสังคมโดยรวม

ย้อนกลับไปในรอบกว่า 1 ทศวรรษเพื่อให้เห็นวิกฤตศรัทธาที่คณะผู้ก่อความขัดแย้งใช้วิธีการนอกรูปแบบ ตามครรลองประชาธิปไตยที่ควรจะเป็นโดยการปลุกระดมมวลชน เพื่อสร้างความเกลียดชัง (Hate Speech) ในสังคม ใช้วาทกรรมเพื่อโน้มน้าวใจประชาชนให้เห็นคล้อยตามจนนำไปสู่การประทุษร้ายต่อกัน รวมถึงพฤติการณ์ในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่เป็นสถานที่ที่แสดงถึงความเป็นอารยะของประเทศ ที่สมาชิกรัฐสภานิยมเรียกขานกันว่าเป็นสภาอันทรงเกียรติที่ไม่ต่างจากเวทีการแสดงละครที่ต่อสู้กันเพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะอย่างเอาเป็นเอาตายด้วยเล่ห์เพทุบาย

ในที่ประชุมมักจะมีตัวละครที่ชอบอวดวาทะหรือไม่ก็เดินเตร่ไปมาแล้วแอบไปนั่งข้างๆ ผู้ที่กำลังอภิปรายเพื่อให้ภาพปรากฏทางสื่อมวลชน การกล่าวคำผรุสวาทและปกป้องพวกเดียวกันราวกับมดงานปกป้องนางพญา รวมถึงการนำสิ่งของที่ไม่สมควรขึ้นมาวางบนโต๊ะ การยื้อยุดฉุดกระชากขว้างปาสิ่งของเพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ตนปรารถนา จนลืมสติและขาดเหตุผลซึ่งวิญญูชนไม่พึ่งควรกระทำอย่างยิ่ง

Advertisement

พฤติการณ์ดังกล่าวคือความจริงที่เปิดเผยตัวมันเองโดยไม่ต้องการคำอธิบายใดๆ

จะจัดการความขัดแย้งอย่างไร เป็นคำถามที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้องหันหน้ามาคุยกันเพื่อให้ได้ข้อสรุปอย่างตรงไปตรงมา ถ้าไม่ยอมรับความจริงเท่ากับเป็นการโยนบาปให้ประเทศชาติและประชาชน จากการศึกษาและติดตามการนำเสนอความคิดเห็นจากหลายๆ ฝ่าย อาจมีความเป็นไปได้ที่จะประสบผลสำเร็จหากยังมองปัญหาความขัดแย้งและขอบเขตของความขัดแย้ง

เช่น มองว่าคณะกรรมการส่วนมากเป็นนายทหาร ทหารก็เป็นคู่ขัดแย้ง การหยิบยกเรื่องความปรองดองขึ้นมาก็เพื่อจุดประสงค์ที่จะยืดเวลาการเลือกตั้งออกไป หรือการยอมเข้ามาปรองดองโดยมีนัยทางการเมืองแอบแฝง หรือมองไปที่รัฐธรรมนูญ ทั้งๆ ที่โดยตัวของมันเองเป็นเพียงกติกากลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านการออกเสียงประชามติไปแล้ว ซึ่งยังไม่ผ่านการประกาศใช้ ยังเป็นเรื่องของอนาคตที่ยังไม่เกิดพอที่จะนำเอาไปอ้างได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล

อย่าลืมว่าความขัดแย้งที่ยังลอยตัวอยู่ในขณะนี้ล้วนเกิดจากเหตุปัจจัยสัมพันธ์สืบทอดกันมา หาได้ดำรงอยู่ด้วยตัวของมันเอง ความขัดแย้งจะยุติลงได้ก็โดยสืบสาวไปที่ต้นตอของความขัดแย้งว่าใคร ทำอะไร ที่ไหน และอย่างไร แล้วดับที่เหตุปัจจัยนั้นเสีย

มีทางเลือกเดียวเท่านั้นที่จะยุติปัญหาความขัดแย้ง นั่นคือ ควรสำนึกผิดแล้วยอมรับความเป็นจริงในสิ่งที่ได้กระทำลงไปบนพื้นฐานของหลักการ การร่วมคิด ร่วมกระทำ และร่วมรับผลของการกระทำ ส่วนการที่จะได้รับการลดหย่อนผ่อนโทษ การเยียวยา หรือการนิรโทษกรรม เป็นเรื่องของอนาคต ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของกระบวนการยุติธรรมดำเนินการไปโดยอิสระและปราศจากการแทรกแซงอย่างเท่าเทียมกัน เมื่อสารภาพผิดและเกิดความสำนึกผิดที่ได้กระทำลงไปย่อมได้รับการอภัยจากสังคมตามควรแก่กรณี

และเพื่อเป็นการป้องปรามไม่ให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงในอนาคต รัฐเองจะต้องศึกษาปัญหา สรุป และสร้างกลไกขึ้นมารองรับเพื่อให้ทุกฝ่ายได้ตระหนักมองเห็นความสำคัญผลเสียหายที่เกิดจากความขัดแย้ง ควบคู่ไปกับการให้การศึกษากับประชาชนทั้งในระบบและนอกระบบ เพื่อสร้างความเป็นพลเมืองในความหมายใหม่ที่เป็นทั้งความเป็นพลเมืองที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม และความเป็นพลเมืองของโลกที่นำมาซึ่งสันติภาพอย่างถาวร ปรับเปลี่ยนทัศนคติทางการเมืองในความหมายใหม่ให้สถาบันทางการเมือง พรรคการเมือง ให้เป็นศูนย์รวมทางอุดมการณ์ร่วมกันตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข บนหลักการของอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน ยึดหลักนิติธรรม การเคารพสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน ทั้งความเป็นพลเมืองที่มีส่วนร่วมทางการเมือง และการเมืองที่เป็นศูนย์รวมแห่งอุดมการณ์อย่างแท้จริง จะนำไปสู่นโยบายสาธารณะที่สามารถลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่เป็นเผด็จการตัวจริง

เมื่อนั้นแหละ เกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา ผู้ใช้แรงงานที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ จึงจะยืนอยู่ได้อย่างมั่นคง

ครับ ความขัดแย้งจะลงเอยได้อย่างไร โทมัส คิลมาน (Thomas-Kilmann 1974) สรุปไว้อย่างน่าสนใจ คือ

1.การหลีกเลี่ยง การละเลย หรือถอนตัวออกจากความขัดแย้ง แสดงว่าเราไม่ได้กำลังพยายามที่จะบรรลุเป้าหมายที่จับต้องได้ และไม่ได้ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์กับคนอื่นด้วย

2.การแข่งขัน เราเชื่อว่าจะต้องมีคนหนึ่งได้ คนหนึ่งเสียและก็แน่นอนว่าการชนะจะต้องดีกว่า พวกนี้ไม่ค่อยนึกถึงความเสียหายที่ตัวเองอาจจะกำลังก่อขึ้นต่อความสัมพันธ์ระยะยาวกับฝ่ายอื่นๆ และอาจจะบรรลุความต้องการของพวกเขาในอนาคตได้ยากขึ้นด้วย

3.การโอนอ่อนผ่อนตาม เท่ากับการวางผลประโยชน์ของคนอื่นไว้เหนือผลประโยชน์ของตัวเอง เป็นความฉลาดที่จะได้จากผลประโยชน์ในระยะยาว

4.การประนีประนอม เท่ากับการแลกเปลี่ยนสิ่งที่มีคุณค่าอย่างหนึ่งเพื่อให้ได้สิ่งที่มีคุณค่าอีกอย่างหนึ่ง

นิมิตร จินาวัลย์