ความหวังอันสูงสุดของมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทยก็คือ การได้ติดอันดับโลก สามารถเรียกตัวเองได้ว่าเป็น World Class University หรืออย่างน้อยก็ติดอันดับท็อปของเอเชีย ในการจัดลำดับ
สุดยอดของมหาวิทยาลัยในภูมิภาคเอเชียของ QS University Ranking พบว่า ในปี 2559 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ติดอันดับที่ 45 มหาวิทยาลัยมหิดล อันดับที่ 61 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อันดับที่ 101 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อันดับที่ 104 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อันดับที่ 129 ส่วนการจัดลำดับของ Times Higher Education ในปีเดียวกัน มหาวิทยาลัยมหิดลได้มาเป็นอันดับที่ 90 สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ลำดับที่ 98 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีลำดับอยู่ระหว่าง 141-150 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีลำดับอยู่ระหว่าง 151-160 แต่การจัดลำดับของ 2 สถาบันนี้ได้รวมกิจกรรมทุกด้าน โดยเฉพาะด้านการสอน
สำหรับนวัตกรรม 4.0 เพื่ออนาคตของประเทศไทย สิ่งที่มหาวิทยาลัยไทยต้องเป็นเสาหลักให้ประเทศก็คือ สร้างนวัตกรรมจากผลงานวิจัย สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาจึงได้มีการจัดลำดับด้านผลงานวิจัยทางด้านวิชาการของมหาวิทยาลัยชั้นนำ 20 แห่ง โดยได้รับความอนุเคราะห์มหาวิทยาลัยมหิดลวิเคราะห์ข้อมูลผลงานการวิจัย ผ่านโปรแกรม SciVal เป็นข้อมูลตั้งแต่ปี พ.ศ.2554 ถึง พ.ศ.2559 เป็นข้อมูล ณ วันที่ 16 กันยายน 2559 จากฐานข้อมูล Scopus โดยสามารถสรุปสมรรถนะด้านการวิจัยของ 20 มหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ ได้ดังตารางที่ 1
ตารางที่ 1 แสดงผลผลิตของมหาวิทยาลัยไทยเรียงตามลำดับจำนวนผลงานที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารต่างประเทศที่จะเป็นที่ยอมรับกัน (สดมภ์ที่ 1) จำนวนผลที่ได้รับการอ้างอิง (สดมภ์ที่ 2) ซึ่งผลปรากฏว่ามหาวิทยาลัยมหิดล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็น 3 อันดับแรก แต่หากมาดูตัวชี้วัดประสิทธิภาพได้แก่ จำนวนผลผลิตต่อบุคลากรวิชาการ 1 คน และจำนวนผลผลิตต่อผู้เขียน เป็นที่น่าสนใจว่าลำดับจะต่างออกไปทันที มหาวิทยาลัยขนาดเล็กและสถาบันเทคโนโลยีต่างๆ เริ่มมีผลงานที่โดดเด่นมากขึ้น เช่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีขึ้นมาเป็นที่ 1 ส่วนมหาวิทยาลัยเฉพาะทางอื่นๆ เช่น สถาบันเทคโนโลยีทั้งหลายก็จะมีประสิทธิภาพสูงเช่นกัน สำหรับมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงติดลำดับ 18 ในด้านผลผลิตรวม เนื่องจากเป็นมหาวิทยาลัยขนาดเล็กกลับเป็นลำดับ 8 เมื่อเทียบตามประสิทธิภาพต่อบุคลากร
ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่า ถ้ามหาวิทยาลัยเล็กมีบุคลากรที่เก่งมากๆ แม้จะมี
น้อยท่าน ก็สามารถโดดเด่นได้ เมื่อพิจารณาข้อมูลคุณภาพผลงานวิจัยที่อยู่ในอันดับต้น (Outputs in Top Percentiles) ระหว่างปี 2011-2016 พบว่า มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงมีคุณภาพผลงานวิจัยดีที่สุด อยู่ที่ร้อยละิ 17.8 รองลงมาได้แก่ มหาวิทยาลัยมหิดลอยู่ที่ร้อยละ 13.9 และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อยู่ที่ร้อยละ 12.0 ตามลำดับ

คำถามต่อไปก็คือ หากมีผลงานวิจัยมากจะทำให้มีนวัตกรรมมากใช่หรือไม่ คำตอบก็คือ ไม่แน่เสมอไป นักวิชาการสายวิทยาศาสตร์จำนวนมากที่ผลิตผลงานทั้งที่เป็นผลงานวิชาการระดับ World class และเป็นนวัตกรรมที่ใช้ประโยชน์ได้ทั้งเชิงพาณิชย์และสังคม เช่น กลุ่มงานศึกษาคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าของคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมี ศ.ดร.ผดุงศักดิ์ รัตนเดโช เป็นผู้นำ ซึ่งได้ผลิตผลงานวิชาการระดับโลกและนวัตกรรมจากงานวิจัยประเภทเครื่องจักรและอุปกรณ์ เช่น เครื่องไมโครเวฟลดความชื้นในผลิตภัณฑ์เกษตร อุปกรณ์วัดการไหลรั่วของเครื่องอบไมโครเวฟ ซึ่งจะช่วยคุ้มครองสุขภาพของคนไทยจำนวนมาก เพราะครอบครัวคนไทยมีเครื่องไมโครเวฟในบ้านถึง 30-40 ล้านเครื่องแล้ว
การต่อยอดผลงานวิจัยวิชาการไปสู่นวัตกรรมเชิงพาณิชย์และเพื่อสังคมนี้จะไม่เกิดขึ้นอย่างอัตโนมัติ แต่ต้องมีการสนับสนุนและกระตุ้นให้เกิดนวัตกรรม ในปัจจุบันมหาวิทยาลัยมีตัวชี้วัดผลงาน (Key performance index) แต่ทางด้านวิชาการ แต่ไม่มีตัวชี้วัดด้านนวัตกรรม มหาวิทยาลัยใหญ่ๆ สนับสนุนบุคลากรให้ไปเสนอผลงานวิชาการในการประชุมนานาชาติ แต่ไม่มีการสนับสนุนการไปเสนอผลงานด้านนวัตกรรม!
นอกจากจะปรับแรงจูงใจในมหาวิทยาลัยแล้ว ยังต้องปรับชีพจรองค์กรของรัฐที่เป็นผู้รับรองมาตรฐานและทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งการขอสิทธิบัตรในประเทศไทยใช้เวลาถึง 7 ปี กว่าจะได้ ก็อาจมีเทคโนโลยีใหม่มาทดแทนไปแล้ว!!
เมื่อฝันไกลไปถึงนวัตกรรม 4.0 ก็ต้องปฏิวัติองคาพยพต่างๆ ที่เป็นห่วงโซ่ของการผลิตนวัตกรรมด้วย
มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด
สถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ

