การศึกษาเพื่อสันติภาพ
ระหว่างวันที่ 6-7 กุมภาพันธ์ 2567 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย มีการพูดคุยสันติภาพ/สันติสุขชายแดนใต้เต็มคณะ มีการแถลงข่าวผลการประชุม ที่รายงานความคืบหน้าของการจัดทำแผนที่เดินทาง ที่มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า แผนปฏิบัติการร่วมเพื่อสันติภาพ/สันติสุขแบบองค์รวม (Joint Comprehensive Plan Towards Peace – JCPP) คณะพูดคุยทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายผู้เห็นต่าง (บีอาร์เอ็น) เห็นชอบในหลักการของแผนปฏิบัติการร่วมฯ ดังกล่าว ซึ่งครอบคลุมสารัตถะสามประการ คือ
1. การลดความรุนแรง
2. การปรึกษาหารือกับสาธารณะ
3. การแสวงหาทางออกทางการเมือง
มีการวางแผนสำหรับไตรมาสที่หนึ่งระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม – 31 กรกฎาคม 2567 ดังนี้ ทางการไทยจะให้การคุ้มครองและหลักประกันตวามปลอดภัยแก่ตัวแทนของบีอาร์เอ็น ให้สามารถเดินทางเข้าประเทศไทยเพื่อปรึกษาหารือสาธารณะเกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขปัญหาทางการเมือง ตามหลักการของศักดิ์ศรี ความปลอดภัย เสรีภาพในการพูด และเจตจำนงของชุมชนปาตานี ภายใต้รัฐธรรมนูญไทย โดยการปรึกษาหารือสาธารณะ จะต้องไม่กลายเป็นพื้นที่สำหรับสร้างการโฆษณาชวนเชื่อ ยุยงให้เกิดความรุนแรง หรือดูหมิ่นกันและกัน
สำหรับไตรมาสที่สอง ระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม – 31 ตุลาคม จะมีการจัดตั้งคณะกรรมการสามชุด คือ คณะกรรมการด้านการฟื้นฟู คณะกรรมการเพื่อการปกครองแบบกระจายอำนาจและประชาธิปไตย และคณะกรรมการเพื่อเอกลักษณ์ ภาษา วัฒนธรรม และการศึกษาของชุมชนปาตานี
สำหรับประเด็นการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (จชต.) นั้น ประเด็นหนึ่งที่สำคัญคือภาษาที่ใช้เป็นสื่อการเรียนการสอน ซึ่งน่าจะมีทางให้เลือกใช้ เช่น สำหรับชั้นอนุบาล ควรใช้ภาษามลายูถิ่น (อักษรไทย) ในกรณีที่เป็นภาษาแม่ของผู้เรียน เพื่อเตรียมให้เด็กปฐมวัยปรับตัวสำหรับการใช้ ภาษาไทย และภาษามลายูมาตรฐาน ในชั้นประถมและมัธยมต่อไป อีกเรื่องหนึ่งคือการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ นักเรียนควรเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ก่อนจะเรียนประวัติศาสตร์ชาติ และประวัติศาสตร์สากลตามลำดับ อีกทั้งไม่ควรใช้วิชาประวัติศาสตร์เพื่อสนองต่อความเป็นชาตินิยมหรือแม้แต่ความเป็นชาติพันธุ์นิยม หากควรเสนอหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เช่น ทางโบราณคดี ประกอบด้วย ทั้งนี้ ภายใต้มีมุมมองที่หลากหลาย
ผมสนใจเรื่องการศึกษาใน จชต. ตั้งแต่เริ่มเข้าไปทำงานกับศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี และสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยหิดล เมื่อประมาณ 20 ปีมาแล้ว สถาบันวิจัยภาษาฯ ส่งเสริมการใช้ภาษาแม่เป็นสื่อการเรียนการสอนปฐมวัย แม้การจัดทำโครงการนำร่องจะประสบผลสำเร็จ ในด้านประสิทธิผลการเรียนของนักเรียนอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็มีแรงต้าน ทั้งจากบุคลากรของกระทรวงบางคน และจากกลุ่มผู้เห็นต่างจำนวนหนึ่ง ทั้งนี้ด้วยเหตุผลต่างกัน เรื่องผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาใน จชต. จึงยังเป็นปัญหาสำคัญปัญหาหนึ่งจนทุกวันนี้
ในปี 2550 สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่สนใจเรื่องการศึกษาได้เข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาเพื่อเสนอให้กระทรวงมีมาตรการที่ให้นักเรียนพุทธและมุสลิม ตั้งแต่ระดับปฐมวัยถึงชั้นมัธยมปลาย ได้มีโอกาสเรียนร่วมกันมากขึ้น เพราะแนวโน้มคือนักเรียนพุทธเรียนโรงเรียนของรัฐ และนักเรียนมุสลิมเรียนโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม จึงไม่ค่อยมีเพื่อนต่างศาสนาเหมือนแต่ก่อน เรื่องนี้ไม่ใช่ความกังวลในด้านลบ ว่าโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาฯ จะเป็นแหล่งบ่มเพาะความเห็นต่างจากรัฐ ซึ่งเป็นความกังวลในด้านความมั่นคงของรัฐ แต่การเสนอให้มีการเรียนคละกันมากขึ้น เพราะความกังวลในด้านความมั่นคงของสังคมมากกว่า
ในบทความลงหนังสือพิมพ์เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2562 ชื่อ “สถานศึกษาของรัฐ” แม้จะเก่าหน่อย แต่ก็สะท้อนปัญหาการไม่มีประสิทธิภาพของโรงเรียนของรัฐใน จชต. ได้ดังนี้ “ผู้ปกครองของเด็กและเยาวชนในพื้นที่มีความไว้วางใจที่จะส่งบุตรหลานมาเรียนในสถานศึกษาเอกชนสอนศาสนาอิสลามมากกว่าสถานศึกษาในระดับเดียวกันของรัฐ ส่งผลให้จำนวนนักเรียนที่เรียนในสถานศึกษาของรัฐ ตั้งแต่ระดับอนุบาล ชั้นประถม ชั้นมัธยมต้นจนถึงมัธยมปลาย มีจำนวนลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด … ผู้บริหารสถานศึกษาเอกชนสอนศาสนาอิสลามมีการดำเนินการอย่างเป็นระบบ มีกลยุทธ์ เป้าหมายชัดเจนในการดำเนินการ เพื่อการแข่งขันให้อยู่รอดในธุรกิจการศึกษาในพื้นที่ อาทิเช่น การส่งนักเรียนชั้นตาดีกาในเครือข่ายของตน เข้าไปขายตรงต่อพ่อแม่ผู้ปกครองให้ส่งบุตรหลานของตนเข้ามาเรียนในสถานศึกษานั้น ๆ หรือการบริการรถรับ-ส่งนักเรียนถึงหน้าบ้าน ซึ่งสถานศึกษาของรัฐในพื้นที่ไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากติดขัดด้านงบประมาณในการจ้างรถรับ-ส่งนักเรียนในพื้นที่ เป็นต้น ทำให้เด็กในพื้นที่ถูกดึงออกไปจากสถานศึกษาของรัฐในระดับเดียวกัน ไปสู่สถานศึกษาเอกชนมากขึ้น”
อันที่จริงการแข่งขันน่าจะเป็นในด้านคุณภาพและผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษามากกว่า ซึ่งสถานศึกษาของรัฐมีความได้เปรียบอยู่แล้ว ส่วนโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาฯ มีข้อได้เปรียบในการจัดการเรียนการสอนทั้งสองหลักสูตร คือหลักสูตรสามัญและหลักสูตรศาสนา สถานศึกษาของรัฐจึงน่าจะเพิ่มการเรียนการสอนศาสนา ให้อยู่ในระดับที่พอเหมาะพอสมอย่างมีคุณภาพด้วย
ส่วนข้อเสนอของผมคือการจัดการเรียนการสอนด้านสันติศึกษาและพหุวัฒนธรรม โดยจัดเป็นรายวิชาเสริมหลักสูตรปกติ ที่นักเรียนทั้งสองฝ่ายมาเรียนร่วมกัน โดยใช้สถานที่สลับกันระหว่างทั้งสองฝ่าย รวมทั้งการจัดการศึกษานอกสถานที่ของโรงเรียนด้วย อีกประการหนึ่งคือการจัดให้มีสถานศึกษาพิเศษที่ผู้จัดการเรียนการสอนเป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิชานั้น ๆ เช่น สอนวิชาฟิสิกส์ เคมี คณิตศาสตร์ โดยใช้สื่อการสอนและอุปกรณ์การทดลองที่ทันสมัย สอนวิชาความขัดแย้งและสันติภาพทั้งในบริบทของ จชต. ของประเทศและระหว่างประเทศ สถานศึกษาพิเศษฯควรจัดให้เป็นการเรียนร่วมของนักเรียนทั้งสองฝ่ายเช่นกัน
ความขัดแย้งรุนแรงและสงครามเกิดขึ้นทั่วโลกในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นสงครามระหว่างรัฐ คือสงครามยูเครน-รัสเซีย สงครามอิสราเอล-ปาเลสไตน์ หรือสงครามกลางเมือง เช่น สงครามในเยเมน ซูดาน ชาด อิรัก ซีเรีย ไนจีเรีย เมียนมา ฯลฯ ความขัดแย้งรุนแรงใน จชต. อาจยังไม่เข้าข่ายของสงครามกลางเมือง แต่มีผู้เสียชีวิตหลายพันคน และยืดเยื้อมากว่า 20 ปีแล้ว
วิธีหนึ่งที่ควรใช้คือวิธีป้องกันความขัดแย้งรุนแรงในระยะยาว คือการศึกษาเพื่อสันติภาพ กองทุนเพื่อเด็กของสหประชาชาติ (ซึ่งรู้จักกันดีในชื่อย่อว่า ยูนิเซฟ) ร่วมกับธนาคารโลก จึงได้จัดประชุมนานาชาติ เรื่องบทบาทของการศึกษาในการสร้างความเป็นปึกแผ่นทางสังคมและสันติภาพที่ยั่งยืน ในปี 2559 ที่ประชุมมีข้อสรุปว่า มีเด็กประมาณ 250 ล้านคนที่อาศัยในภูมิภาคและประเทศที่มีความเปราะบางต่อความขัดแย้งรุนแรง การศึกษาและการบริการสังคมเป็นปัจจัยสำคัญในการคุ้มครองเด็ก ดังนั้น การศึกษาเพื่อสันติภาพ จะช่วยให้เราตอบสนองความต้องการของเด็กและชุมชนในช่วงวิกฤติได้ และช่วยสร้างโลกที่มีความปลอดภัยและความสงบสุขเพิ่มขึ้นสำหรับคนรุ่นต่อ ๆ ไป
มีคำขวัญในบรรดาคนที่คิดว่าสงครามคือคำตอบ พวกเขาย่อมสนับสนุนความเหนือกว่าทางการทหาร ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาอาวุธนานาชนิดที่ใช้ในการเข่นฆ่า พวกเขาเชื่อในคำขวัญที่ว่า “แม้นหวังตั้งสงบ จงเตรียมรบให้พร้อมสรรพ” อย่างไรก็ดี เมื่อเตรียมรบก็ต้องรบ หวังสงบเมื่อศัตรูพ่าย แต่การสู้รบ เช่นที่ยูเครนและที่ฉนวนกาซา มีแต่คนตายนับหมื่นนับแสน ผลน่าประจักษ์แล้วว่า มีแต่ฝ่ายแพ้ ไม่มีฝ่ายชนะที่ถาวร ผมเชื่อว่าการเจรจาหาข้อยุติทางการเมือง ย่อมดีกว่าการสู้รบเพื่อชัยชนะทางการทหาร ชัยชนะนั้นขึ้นอยู่กับใจที่มีความกรุณา และการใช้วิธีอันแยบคายที่ขอเรียกว่าสันติวิธี จึงขอเสนอคำขวัญว่า “แม้หวังตั้งใจรบ จะสงบได้อย่างไร ฝึกกรุณาในดวงใจ ฝึกการใช้สันติวิธี” มีคำกล่าวภาษาอังกฤษว่า “violence begets violence” ซึ่งแปลคร่าว ๆ ได้ว่า “ก่อกรรมทำรุนแรง ความขัดแย้งยิ่งบานปลาย” ก่อความกรุณาต่างหาก สังคมจึงมีสันติสุข
ขอกลับมายังเรื่องของเด็กกับสันติภาพ หลังสงครามครั้งใหญ่ในมวลมนุษย์ เราก็มักจะคิดเรื่องนี้สักที หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง มีการก่อตั้งองค์การเอกชนนานาชาติเพื่อคุ้มครองเด็ก ชื่อ “Save the Children” ผู้ก่อตั้งคือสตรีชื่อ เอกลันตีน เจบบ์ เธอได้ยกร่าง “ปฏิญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก” และได้นำเสนอต่อสันนิบาตชาติ ซึ่งรับรองปฏิญญาดังกล่าวในปี ค.ศ. 1924 ปฏิญญามีเพียง 5 ข้อ ข้อที่ 5 บ่งชี้การปลูกฝังความกรุณาดังนี้ “เด็กต้องได้รับการเลี้ยงดูให้เติบโตขึ้นด้วยจิตสำนึกว่าจะต้องอุทิศความสามารถของตนเพื่อประโยชน์สุขของเพื่อนมนุษย์” แม้จะไม่ใช้คำว่าสันติภาพโดยตรง แต่ขอตีความว่า ประโยชน์สุขของเพื่อนมนุษย์หมายถึงสันติภาพนั่นเอง
หลังสงครามโลกครั้งที่สอง มีการก่อตั้งองค์การสหประชาชาติในปี ค.ศ. 1945 ในปีถัดมา มีการนำปฏิญญาว่าด้วยสิทธิเด็กฉบับปี ค.ศ. 1924 ขึ้นมาพิจารณา และรับรองคำประกาศใหม่ในปี ค.ศ. 1948. ต่อมาในวันที่ 10 ธันวาคม ค.ศ. 1959 สมัชชาใหญ่สหประชาชาติได้รับรองปฏิญญาว่าด้วยสิทธิเด็กฉบับใหม่ ที่มีโครงสร้างและหลักการเหมือนฉบับของสันนิบาตชาติ เพียงแต่เพิ่มหลักการเป็น 10 ข้อ จะขอยกข้อ 7 ที่เกี่ยวกับการศึกษามาแสดงไว้ ณ ที่นี้
“ข้อ 7 เด็กมีสิทธิที่จะได้รับการศึกษา … เพื่อพัฒนาความสามารถ วิจารณาญาณ และสำนึกทางจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อจะได้เป็นสมาชิกที่ยังประโชน์แก่สังคม”
ความคืบหน้าที่สำคัญคือการรับรองอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก โดยสมัชชาสหประชาชาติเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน ค.ศ. 1989 และมีผลเป็นกฎหมายระหว่างประเทศเมื่อมีประเทศที่ให้สัตยาบันครบตามที่ระบุ เมื่อวันที่ 2 กันยายน ค.ศ. 1990 และประเทศไทยเข้าร่วมเป็นภาคีของอนุสัญญานี้เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2535 (ค.ศ. 1992)
อนุสัญญามีข้อความในอารัมภบทว่า การยอมรับสิทธิอันมิอาจละเมิดได้ของสมาชิกทุกคนของครอบครัวมนุษย์เป็นรากฐานแห่งเสรีภาพ ความยุติธรรม และสันติภาพในโลก และยังอ้างถึงปฏิญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ทั้งฉบับปี ค.ศ. 1924 ของสันนิบาตชาติ และฉบับปี ค.ศ. 1959 ของสมัชชาใหญ่สหประชาชาติดังที่กล่าวถึงข้างต้นด้วย
ในที่นี้ ขอยกข้อที่ 29 (d) ของอนุสัญญาที่มีข้อความเกี่ยวกับการศึกษาของเด็กมาแสดง ดังนี้ ความมุ่งหมายของการศึกษาของเด็กคือ “การเตรียมตัวเด็กเพื่อชีวิตที่รับผิดชอบในสังคมที่เสรี ด้วยจิตวิญญาณที่เข้าใจสันติภาพ ขันติ ความเสมอภาคระหว่างเพศ มิตรภาพของมวลมนุษย์ ชาติพันธุ์ กลุ่มของชาติและศาสนา ตลอดจนกลุ่มชนพื้นเมือง” การจัดการศึกษาเพื่อสันติภาพ น่าจะมีจุดมุ่งหมายตามอนุสัญญานี้ อีกทั้งควรมีภาคปฏิบัติ คือการเข้าไปรับรู้ความทุกข์-ความสุขของผู้คนในสังคม การฝึกฝนความกรุณาแก่ผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก และการฝึกฝนการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี
การศึกษาเพื่อสันติภาพที่กล่าวมาข้างต้น มีกลุ่มเป้าหมายสำคัญที่เด็กและเยาวชน อย่างไรก็ดี ยังจะต้องกล่าวถึงการศึกษาเพื่อสันติภาพในระดับอุดมศึกษา และในระดับของวิชาการและวิชาชีพด้วย เราควรมีนักวิชาการที่ทำการวิจัยในเรื่องสันติภาพ สันติวิธี และการแปลงเปลี่ยนความขัดแย้งโดยไม่ใช้ความรุนแรง รวมทั้งการใช้ทฤษฎีใหม่ เช่น ทฤษฎีเกม ทฤษฎีความอลวน (chaos) ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เช่น ประสาทวิทยา พฤติกรรมศาสตร์ จิตวิทยาวิเคราะห์ ความก้าวหน้าทางสังคมศาสตร์ เช่น ทฤษฎีโพสต์โมเดิร์น ทฤษฎีเรื่องเล่า การศึกษาถึงความท้าทายใหม่ ๆ ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การศึกษาภัยพิบัติใหม่ ๆ ฯลฯ เราควรมีนักวิชาชีพที่ทำงานในการเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง เป็นที่ปรึกษาในกรณีการเจรจาต่อรอง ตั้งแต่ระดับครัวเรือน ชุมชนถึงระดับประเทศและระหว่างประเทศ เราต้องการนักการทูตที่มีวิสัยทัศน์ในด้านสันติภาพและอนาคตระยะยาวของมนุษยชาติ ที่สำคัญคือเราต้องการนักกิจกรรมสังคมที่เข้าใจและมีความรู้ด้านสันติวิธีและการแก้ไขความขัดแย้ง มีเป้าหมายที่จะสร้างสรรค์สังคมสำหรับให้คนที่แตกต่างหลากหลายอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ มีวิสัยทัศน์ที่จะรักษาทรัพยากรธรรมชาติไว้เพื่ออนุชนรุ่นหลัง เป็นต้น พูดง่าย ๆ คือ มีอุดมการณ์เพื่อคนอื่นมิใช่เฉพาะเพื่อตนเองและเพื่อคนที่ใกล้ชิด
วิถีทางหนึ่งที่ทำได้คือการศึกษา การบุกเบิก พัฒนา สาขาวิชาใหม่ได้แก่ สาขาสันติภาพและความขัดแย้งศึกษา (Peace and Conflict Studies (PCS)) สาขาวิชานี้เริ่มพัฒนาขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง อันที่จริงจะเรียกว่าสหสาขาวิชาก็ว่าได้ ปัจจุบัน มีหลักสูตรและโปรแกรมสันติภาพและความขัดแย้งศึกษา ในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทั่วโลก ในกรณีของประเทศไทย มีหลักสูตรสันติศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, มีหลักสูตรสันติศึกษาระดับปริญญาโทที่สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล, ส่วนสถาบันสันติศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มีหลักสูตรการจัดการความขัดแย้งที่ไม่ประสาทปริญญา, คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีศูนย์ข่าวสารสันติภาพ มีรายวิชาด้านสันติศึกษาและการวิจัยเรื่องความขัดแย้งที่มีคุณภาพสูง
การศึกษาสันติภาพเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็น และรัฐควรมีนโยบายส่งเสริมการศึกษาสันติภาพในการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชน ตลอดจนส่งเสริมสันติภาพและความขัดแย้งศึกษาในแวดวงวิชาการและวิชาชีพ มีการกล่าวว่าคนไทยมีค่านิยมในทางประนีประนอม จึงควรประยุกต์ค่านิยมที่มีคุณค่านี้ ให้เป็นผลที่โดดเด่นยิ่งขึ้น ทั้งในทางปริยัติและปฏิบัติ
โคทม อารียา

