Future Perfect เกมแห่งสันติภาพ โดย ทีปกร วุฒิพิทยามงคล

6.02.17 | 13:09 น.

เรามักจะเห็นการกล่าวอ้างในสื่ออยู่บ่อยๆ ว่า เกมนั้นเป็นต้นเหตุของความรุนแรง เมื่อมีเหตุนักเรียนหรือวัยรุ่นใช้ความรุนแรงกับคู่กรณี เราก็มักจะเห็นการสืบสาวราวเรื่อง “ให้เหตุผล” ว่าความรุนแรงเหล่านั้นเป็นเพราะเกม เมื่อมีการสัมภาษณ์นักจิตวิทยาเพิ่มเติมในข่าว แทบทุกครั้งนักจิตวิทยาพูดให้เหตุผลในลักษณะเดียวกัน ทั้งที่อันที่จริงแล้ว เกม ก็เป็นเพียงสื่อประเภทหนึ่งไม่ต่างจากหนัง ละคร หรือเพลง เมื่อพูดว่าเกมก่อให้เกิดความรุนแรง ก็จะเป็นคำกล่าวอ้างที่เหมารวมไปเสียหน่อย

แต่ถ้าเรามองให้แคบลง เราสามารถมองว่า “เกมที่มีการใช้ความรุนแรง” ก่อให้เกิดความรุนแรงได้ไหม ในเรื่องนี้ มีงานศึกษาวิจัยจาก American Psychological Association พบว่ามี “ความเชื่อมโยง” ระหว่างเกมที่รุนแรงกับการใช้ความรุนแรงอยู่ โดยผู้วิจัยสรุปว่า “งานวิจัยชิ้นนี้สื่อให้เห็นว่ามีความสัมพันธ์ระหว่างเกมที่รุนแรงกับการใช้ความรุนแรงในชีวิตจริง นอกจากนั้น เกมที่รุนแรงยังมีความสัมพันธ์กับการเข้าสังคม ความเห็นอกเห็นใจ ความรู้สึกรู้สาที่ลดลงด้วย” แต่งานวิจัยฉบับนี้ก็มีผู้วิพากษ์วิจารณ์อยู่มากเช่นเดียวกันว่าเป็นเพียงการหา “ความเชื่อมโยง” เท่านั้นและเป็นการเชื่อมโยงที่มีระยะเวลาสั้นๆ เช่น เมื่อเล่นเกมยิงไปนานๆ ก็จะเกิดความรู้สึกตื่นเต้นชั่วครู่ชั่วคราวเมื่อวางจอยสติ๊กลง แต่ในระยะยาวก็ไม่ได้ทำให้ใครคนหนึ่งเป็นฆาตกร และอีกเหตุผลหนึ่ง คือเป็นงานวิจัยเพื่อหา “ความเชื่อมโยง” เท่านั้น ไม่ได้หา “สาเหตุ” นั่นคือเขาวิจารณ์ว่างานวิจัยนี้มีข้อบกพร่องตรงที่มีความเป็นไปได้สูงที่บุคคลที่มีแนวโน้มที่จะใช้ความรุนแรง จะชอบเล่นเกมที่มีความรุนแรงอยู่แล้ว เกมจึงไม่ได้เป็นสาเหตุของการใช้ความรุนแรงด้วยตัวมันเอง

ไม่นานมานี้มีงานศึกษาอีกชิ้นหนึ่งที่วิจัยเกมในฐานะเครื่องมือสร้างสันติภาพ นี่เป็นงานศึกษาของ Paul Darvasi อาจารย์จากวิทยาลัย Royal St George ในโตรอนโต โดยศึกษาให้กับ UNESCO ใช้ชื่องานศึกษาว่า Empathy, Perspective and Complicitiy : How Digital Games can support Peace Education and Conflict Resolution (ความเห็นอกเห็นใจ มุมมอง และการสมคบ : เราจะใช้เกมเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้สันติภาพ และการแก้ไขความขัดแย้งได้อย่างไร)

ดาร์วาสิศึกษาเกมที่มีเนื้อหาหนัก เพื่อศึกษาว่าการที่เราสวมบทบาทเป็นตัวละครใดตัวละครหนึ่งในเกม จะทำให้เรา “เข้าใจ” สภาวะที่ตัวละครนั้นๆ อยู่มากขึ้นไหม โดยเขาใช้เกมอย่าง 1979 Revolution, Peacemaker, Hush และ This War of Mine มาเป็นหัวข้อในการศึกษา

เกมเหล่านี้มีเนื้อหาที่แตกต่างไปจากเกมจำนวนมากในท้องตลาด โดยใน Peacemaker เราต้องเลือกว่าจะรับบทบาทเป็นนายกรัฐมนตรีของอิสราเอล หรือประธานาธิบดีของปาเลสไตน์ เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของสองประเทศ โดยจะต้องคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ ที่มีบนโลกจริง และไม่สามารถตัดสินใจบนพื้นฐานของความเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตน (หรือส่วนของชาติตน) เพียงอย่างเดียวได้

Advertisement

ในขณะที่ใน Hush เราได้สวมบทบาทเป็นคุณแม่ชาวรวันดา ที่คอยกล่อมลูกให้เงียบเสียงร้องลง เพื่อไม่ให้พวกเธอถูกพบโดยศัตรู ส่วน This War of Mine เกมอินดี้ชื่อดัง ก็พาเราไปสัมผัสประสบการณ์เหยื่อสงคราม ที่ต้องคอยหลบจากสถานที่ซ่อน เพื่อออกไปหาวัตถุดิบและอาหารภายนอก และก็ยังต้องเผชิญกับตัวเลือกที่ท้าทายทางศีลธรรม เช่น จะทำร้ายคนที่ไม่มีความผิดอะไร เพียงเพื่อให้ตัวเองมีชีวิตรอดได้หรือไม่

ดาร์วาสิศึกษาเกมเหล่านี้ในฐานะเครื่องมือการสื่อสาร เขามองว่าในเหตุการณ์เดียวกัน (เช่น สงครามในตะวันออกกลาง) ผู้พัฒนาเกมมีทางเลือกที่จะสร้างเกมง่ายๆ ไม่ซับซ้อน แค่ยิง “ฝ่ายชั่วร้าย” แล้วจบก็ได้ หรือจะใช้โอกาสเดียวกัน เพื่อพัฒนาเนื้อเรื่องที่มีความสมจริง และทำให้ผู้เล่นตั้งคำถามกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นบนโลก ก็ได้อีกเช่นกัน

ดาร์วาสิคิดว่าทุกเกมที่วางขายในท้องตลาดในปัจจุบันนั้นมีเนื้อหาเกี่ยวกับ “การเมือง” อยู่แล้ว ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เขายกตัวอย่างเกมดังอย่าง Grand Theft Auto 5 ขึ้นมาว่าคุณสามารถมองมันในฐานะเกมที่โปรโมตค่านิยมแบบนีโลเบอรัล ที่ไร้การควบคุมโดยอำนาจรัฐ ทำให้ภาวะแบบแดนเถื่อน (wild west) ของระบอบทุนนิยมพุ่งขึ้นมาก็ได้ แต่ดาร์วาสิเองก็ไม่ปฏิเสธว่า เกมแต่ละเกมมีความ “เป็นการเมือง” มากน้อยแตกต่างกัน (เช่น 1979 Revolution อาจมีความเป็นการเมืองมากกว่าเกมตัวต่ออย่างเตอตริส)

สุดท้ายดาร์วาสิก็สรุปว่าสโคปของการสื่อสารด้วยเกมนั้น สามารถทำได้กว้างกว่าที่เกม “เมนสตรีม” ในปัจจุบันทำมาก และเขาก็อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง

ในขณะเดียวกัน ในขณะที่อเมริกาเผชิญกับนโยบายกีดกันผู้อพยพของประธานาธิบดีทรัมป์ ผู้สร้างเกมอิสระเหล่านี้ก็รณรงค์เพื่อช่วยเหลือผู้อพยพ ผู้ประสบภัย หรือรณรงค์เพื่อต่อต้านนโยบายเช่นนี้ของทรัมป์ไปด้วย ผู้พัฒนาบางเกมถึงกับจะบริจาครายได้จากการขายเกมทั้งหมด (ในช่วงเวลาหนึ่ง) ให้กับมูลนิธิอย่าง American Civil Liberties Union (ACLU) ที่มีส่วนในการช่วยเหลือปัญหาเรื่องนี้โดยตรง

ในภาพกว้างเกมจึงเป็น “มากกว่าเกม” และ “มากกว่าสิ่งที่ทำให้เกิดความรุนแรง” ด้วยเหตุเช่นนี้เอง

ทีปกร วุฒิพิทยามงคล