หน้าแรก คอลัมนิสต์ ยี่เกสื่อ-ยี่...

ยี่เกสื่อ-ยี่เกทหาร โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

6.02.17 | 14:00 น.

แถลงการณ์และคำแถลงของ 30 องค์กรวิชาชีพสื่อคัดค้านร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อซึ่ง สปท.กำลังเสนอเป็นกฎหมายนั้น นำเอาประเด็นเกี่ยวกับสื่อในโลกปัจจุบัน และความสัมพันธ์ระหว่างสื่อกับสังคม โดยเฉพาะสังคมไทย กลับมาสู่การทบทวนของสาธารณชนใหม่ จากแถลงการณ์และคำแถลงของ 30 องค์กร ผมคิดว่าคนในวิชาชีพสื่อคิดถึงประเด็นเหล่านี้น้อยเกินไป

ผมจึงอยากนำประเด็นเหล่านั้นมาทำเป็นคำถามให้ชัดขึ้น

1/ ผู้ทำแถลงการณ์คิดว่าตนเองเป็นผู้อยู่ใน “วิชาชีพสื่อมวลชน” ความหมายของมันไม่ได้เป็นที่เข้าใจง่ายๆ อย่างแต่ก่อนเสียแล้ว เพราะ “มวลชน” ประเภทที่พวกเขาคิดถึงกำลังหายไป เกิด “มวลชน” ชนิดใหม่ซึ่งบทบาทในรัฐและสังคมของ “มวลชน” ประเภทนี้ ยังไม่ลงตัว

“มวลชน” ที่พวกเขานึกถึงมีทางเข้าถึงข่าวสารข้อมูลได้จำกัด สื่อมวลชนจึงเป็นช่องทางสำคัญเกือบจะเพียงอันเดียวที่ทำให้ “มวลชน” ได้รับข้อมูลที่กว้างกว่าชุมชนและครอบครัวของตนเอง โดยอาศัยบทบาทเช่นนี้ สื่อมวลชน (โดยเฉพาะของไทย) ได้สถาปนาอำนาจของตนขึ้นสองสามอย่าง หนึ่งคือสร้างมาตรฐานทางเนื้อหาของข่าว ทุกคนรับรู้อุบัติการณ์ที่ถูกเลือกมาอันเดียวกัน และไปในทำนองเดียวกัน สอง ด้วยเหตุดังนั้น สื่อมวลชนจึงมีอำนาจในการตั้งวาระแห่งชาติหรือแห่งสังคม อันเป็นผลให้ทั้งรัฐและสังคมถูกบีบบังคับให้ทุ่มเททรัพยากรไปยังประเด็นนั้น สาม โดยอาศัยอำนาจในประการที่สอง สื่อยังวางแนวทางในการใช้ทรัพยากรส่วนรวมไปในทางใดทางหนึ่งไว้เสร็จ และสี่ เมื่อมีอำนาจมหาศาลระดับนี้ ก็เป็นธรรมดาที่อำนาจอื่นๆ อยากจะเข้ามาคุมสื่อ วิธีคุมที่แนบเนียนที่สุดคือ “ซื้อ” สื่อ ผู้ที่คุมสื่อด้วยวิธีนี้มีหลายฝ่าย นับตั้งแต่รัฐ, บริษัทห้างร้านและนายทุนใหญ่ ผ่านงบโฆษณา และงบอุดหนุนสื่อเป็นรายบุคคล

ควรตราไว้ก่อนด้วยว่า องค์กรอิสระซึ่งได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐ แต่ไม่มีกระบวนการตรวจสอบควบคุมที่รัดกุมเพียงพอ ก็อาจใช้บางส่วนของงบประมาณมหาศาลที่ตนได้รับ เพื่อคุมสื่อด้วยการ “ซื้อ” ไม่ต่างจากหน่วยงานรัฐ, รัฐวิสาหกิจ, บริษัทห้างร้าน, และนายทุนใหญ่

Advertisement

กระบวนการตรวจสอบกันเองของวงการสื่อที่ผ่านมา ไม่ทำให้ใครเชื่อมั่นได้เลยว่า สื่อคือปากเสียงของ “มวลชน” มากไปกว่าของขาใหญ่ทั้งหลาย

แต่ “มวลชน” เช่นนั้นหายไปแล้ว หรือกำลังหายไปแล้วด้วยอิทธิฤทธิ์ของสื่อออนไลน์ โดยเฉพาะสื่อสังคม “มวลชน” เลือกข่าวเอง เลือกสร้างวาระแห่งชาติเอง ต่างแสดงความคิดเห็นว่าควรใช้ทรัพยากรส่วนรวมไปในประเด็นนั้นๆ อย่างไร จึงเป็นความเห็นที่หลากหลายเสียจนไม่มีความเห็นใดครอบงำความเห็นอื่น ความพยายามจะ “ซื้อ” สื่อออนไลน์ยังมีอยู่ แต่ไม่สู้จะได้ผลเด็ดขาดนัก (แม้แต่การใช้อำนาจรัฐปิดกั้น) ทุกคนเป็นผู้รับสารและส่งสารไปพร้อมกัน

แม้แต่ “ข่าวลือ” ก็สามารถเผยแพร่ได้กว้างขวางขึ้นด้วยอิทธิฤทธิ์ของเทคโนโลยีเช่นกัน

แน่นอนคุณภาพของข่าวสารข้อมูลประเภทนี้อาจไม่น่าเชื่อถือนัก แต่คนในวงวิชาชีพสื่อมวลชนที่มีใจเป็นธรรมก็ลองถามตัวเองว่า คุณภาพที่ด้อยของสื่อประเภทนี้ด้อยกว่าคุณภาพของข่าวสารข้อมูลที่นำเสนอในสื่อมวลชนไทยแบบเก่าจริงละหรือ ถึงอย่างไรผู้รับสาร ไม่ว่าจากสื่อประเภทใด ก็ต้องตรวจสอบความถูกต้องอย่างรัดกุมทั้งนั้น

ผมยอมรับว่า เมื่อมวลชนไม่ถูกกำหนด “วาระ” ไว้ให้ตรงกัน ซ้ำยังมองประเด็นจากมุมมองอันหลากหลาย จึงยากที่จะมีพลังในการกำกับควบคุมรัฐหรือนักการเมือง (รวมทหารที่ยึดอำนาจด้วย) เกิดความสงสัยในปัญญาญาณของประชาธิปไตยมวลชนในหลายประเทศ แต่นี่เป็นปัญหาที่เราต้องช่วยกันหาคำตอบ ไม่อาจยุติปัญหาได้ด้วยการขัดขวางมิให้เทคโนโลยีพัฒนาไปตามทางของมัน

2/ ในสถานการณ์ที่สื่อแบบ 30 องค์กรกำลังสูญสิ้นบทบาทและความสำคัญลง มีพลังอะไรเหลืออยู่ในการที่พวกเขาจะสร้างแรงกดดันแก่คณะทหาร สมาชิกของทุกองค์กรต่างทำงานอยู่ภายใต้ทุนมหึมาซึ่งส่วนใหญ่ได้ประโยชน์จากการรัฐประหาร และนับตั้งแต่โบราณกาลมา ทุนสื่อในประเทศไทยไม่เคยคิดจะต่อกรกับรัฐ ไม่ว่าจะเป็นรัฐอะไรก็ตาม คนที่ออกมาปกป้องเสรีภาพของสื่อคือคนทำงานสื่อ เช่น นักข่าว, นักเขียน, ผู้ประกาศ, บก.ข่าว ฯลฯ พลังของคนเหล่านี้อยู่ที่การสนับสนุนของสังคม คนอย่างคุณกุหลาบ สายประดิษฐ์ สามารถขายหนังสือพิมพ์ได้มากกว่าหัวหนังสือพิมพ์ หากเจ้าของหนังสือพิมพ์ยอมให้รัฐแทรกแซง คุณกุหลาบก็ยกทีมย้ายหนีไปเปิดหัวใหม่ ผู้อ่านก็ตามคุณกุหลาบไปอ่านหนังสือพิมพ์หัวใหม่

หันมามองหน้ากันเองใน 30 องค์กรกันดูอีกทีเถิดครับ มีใครในนั้นหรือที่มีพลังใกล้เคียงกับคนอย่างคุณกุหลาบ สายประดิษฐ์บ้าง ทั้งนี้ไม่เกี่ยวกับ “ฝีมือ” อย่างเดียว แต่ดังที่กล่าวแล้วว่าในโลกที่ทุกคนสามารถลุกขึ้นมาปกป้องเสรีภาพของตนเองในสื่อสังคมได้ วีรบุรุษอย่างคุณกุหลาบจึงเกิดได้ยาก

โดยสรุปก็คือ พลังกดดันของสื่อมวลชนแบบ 30 องค์กรจะมีได้ ก็ต่อเมื่อมีพลังของมวลชนหนุนหลัง มวลชนที่ร่วมกับสื่อ เป่านกหวีด ปิดถนนและปิดหีบเลือกตั้ง สร้างทางตันแก่ระบอบประชาธิปไตยไทย จะร่วมกับสื่อเพื่อทำให้อำนาจของรัฐบาลทหารไม่มั่นคง แต่นั่นจะเป็นไปได้ละหรือ อย่าลืมว่าคนพวกนี้ยังไม่รู้ว่าจะยืนอยู่ตรงไหนในสังคม หากไม่มีรัฐบาลทหารปกป้องคุ้มครองที่ยืนในสังคมของตนเอาไว้

ในส่วนสังคมในวงกว้าง ยังมีคนเชื่อว่าเสรีภาพของสื่อคือเสรีภาพของประชาชนเหลืออยู่อีกสักเท่าไร ในเมื่อตลอดเวลาที่ผ่านมา สื่อไม่เคยใช้สิทธิเสรีภาพของตนในการให้ข้อมูลข่าวสารที่จะสร้างความเข้มแข็งให้ประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอุทยานราชภักดิ์, การขายที่ของหัวหน้าคณะทหารแก่บริษัทซึ่งไปจดทะเบียนในแหล่งหลบภาษี, ไม่มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงสักคนเดียว ที่ต้องตอบว่าเหตุใดในบรรดาคน 3 พันที่แชร์รายงานข่าวของบีบีซีไทย จึงมีไผ่คนเดียวที่ถูกจับดำเนินคดี, ทำไมต้องเรือดำน้ำจีน, ทำไมต้องรถถังจีน, ทำไมจึงไม่ใช้วิธีประมูลตามปกติในการลงทุนโครงการใหญ่บางโครงการ ฯลฯ

ยังจะมีใครเชื่ออีกหรือว่า เสรีภาพของสื่อคือเสรีภาพในการรับรู้ข่าวสารของประชาชน หรือที่ร้ายกว่านั้น ยังมีใครอีกหรือที่เชื่อว่าสื่อไทยใช้เสรีภาพของตนเพื่อประโยชน์การรับรู้ของประชาชน

พวกท่านทั้ง 30 องค์กร มีอะไรในกระเป๋าละหรือ จึงอาจพูดได้ว่าจะสามารถ “ยกระดับมาตรการในการคัดค้าน” ได้

3/ เช่นเดียวกับหลักการเรื่องตรวจสอบกันเอง ซึ่งกลายเป็นหลักการที่แม้แต่ร่างกฎหมายฉบับนี้ก็ยอมรับกลายๆ มีใครในหมู่พวกท่านหรือบุคคลภายนอกซึ่งท่านเชิญเข้ามาร่วมอย่างซ้ำหน้ามาหลายปี ที่ได้บรรลุอรหัตตผลที่จะสามารถตรวจสอบกันเองได้

บุคคลซึ่งทำหน้าที่เป็นสาธารณะทั้งหลาย นับตั้งแต่นักการเมือง, สื่อมวลชน, นักแสดง, นักบวชโดยเฉพาะพระภิกษุในพุทธศาสนาแบบไทย (ไม่ใช่ฤษีชีไพร), นักร้อง, นักทำโฆษณา ฯลฯ แม้จะตรวจสอบกันเองอย่างไรก็ตาม อย่าลืมเป็นอันขาดว่าผู้พิพากษาสูงสุดคือสังคมหรือสาธารณชน หน้าที่สำคัญในการตรวจสอบกันเองก็คือทำให้ข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมของบุคคล โปร่งใสกระจ่างแจ้งแก่สาธารณชนที่สุด เพื่อเป็นหลักประกันในการนี้ ในกระบวนการ “ตรวจสอบกันเอง” จึงต้องเปิดให้สาธารณชนเข้ามาร่วมรับรู้
ตลอดทาง วิธีหนึ่งที่ใช้กันมากก็คือรวมบุคคลที่เป็นตัวแทนของสาธารณชนเข้ามาในกระบวนการตรวจสอบกันเอง (จะเลือกใครอย่างไร เป็นอีกกระบวนการหนึ่ง แต่ต้องไม่ลืมจุดมุ่งหมายที่แท้จริง)

กรณีคุณสรยุทธ สุทัศนะจินดา เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดว่า เมื่อกระบวนการตรวจสอบกันเองไปพิพากษาคุณสรยุทธเอง ผลที่ตามมามีสองประการ หนึ่งคุณสรยุทธยังมีแฟนานุแฟนแน่นหนาเหมือนเดิม ขนาดสามารถกำหนดวาระแห่งชาติได้เองคนเดียว (กรณีน้ำท่วมภาคใต้) และสองพฤติกรรมที่คุณสรยุทธถูกกล่าวหาและพิพากษาในที่สุด มีความแพร่หลายในหมู่นักทำสื่อมากน้อยเพียงไร สิ่งที่กระบวนการตรวจสอบกันเองต้องทำ นอกจากเปิดเผยกรณีคุณสรยุทธให้สาธารณชนรับรู้แล้ว ยังต้องศึกษาเจาะลึกเพื่อเปิดเผยแก่สาธารณชนว่าพฤติกรรมเช่นนี้ทำกันมากน้อยเพียงไรในวงการ เพื่อให้สาธารณชนมีความรู้พอจะ “พิพากษา” ได้เองในบั้นปลาย

กระบวนการตรวจสอบกันเองที่องค์กรสื่อคิดและรัฐรับไปใช้เป็นหลักการในกฎหมายนั้น เป็นกระบวนการที่ตัดขาดจากสาธารณชน อย่างเดียวกับที่ใช้ในวงการข้าราชการพลเรือน, ตำรวจ, ทหาร, ตุลาการ ทั้งหมดอยู่หลังประตูห้องที่ปิดสนิท สาธารณชนได้รับแจ้งผลบั้นท้ายสุดเท่านั้น องค์กรตรวจสอบเหล่านี้ล้มเหลวเพียงใดก็จะเห็นได้จากความไร้ประสิทธิภาพ, การทุจริตฉ้อฉล และระบบเล่นพรรคเล่นพวกในองค์กรของรัฐเหล่านั้น องค์กรสื่อทำอย่างนี้ด้วยข้ออ้างอย่างเดียวกันมาแล้ว และล้มเหลวไม่ต่างจากองค์กรของรัฐเหล่านั้น

จะเอาเรื่องตรวจสอบกันเองไปคัดค้านใครอีก คิดใหม่ให้กระจ่างเกี่ยวกับเรื่องนี้ และอายต่อประวัติตัวเองบ้างว่า การตรวจสอบกันเองของสื่อในเวลาที่ผ่านมา ให้ผลอย่างไรบ้าง

4/ การเอาเงินจาก “ภาษีบาป” ไปเที่ยวแจกกันในหมู่องค์กรต่างๆ นั้น จำเป็นต้องหยุดและกลับมาทบทวนกันใหม่ เพราะมันกลายเป็นสิทธิที่จะใช้เงินของส่วนรวม โดยไม่ถูกใครตรวจสอบ นอกจากคณะกรรมการซึ่งตั้งขึ้นเกาหลังกันและกัน บางองค์กรต้องส่งรายงานผลการประเมินผลงาน แต่ตนก็เป็นผู้ว่าจ้างผู้ประเมินเอง หลักการว่ารัฐต้องถูกกฎหมายบังคับให้อุดหนุนกิจกรรมของภาคประชาสังคมนั้นถูกต้องแน่ แต่จะอุดหนุนกันอย่างไร ให้กระจายไปถึงหลากกลุ่มกว่าที่เป็นอยู่ ให้ถูกตรวจสอบอย่างรัดกุมพอสมควร ให้สามารถประเมินได้ว่าองค์กรที่ได้รับเงินทำงานอย่างมีประสิทธิภาพคุ้มหรือไม่ การตัดสินใจในเรื่องการอุดหนุนของรัฐ ต้องให้สาธารณชนมีส่วนร่วมด้วย จะร่วมอย่างไร ผ่านตัวแทนของประชาชน หรือผ่านบุคคลที่ประชาชนคัดเลือกมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ เป็นเรื่องที่ต้องคิดและถกเถียงกันให้มาก

แต่จู่ๆ จะมาอ้างว่าฉันทำประโยชน์แก่สังคม จึงขอส่วนแบ่ง “ภาษีบาป” บ้าง เห็นจะไม่ได้ ในเมืองไทย มีกลุ่มและกิจกรรมที่อ้างอย่างนี้ได้หลายหมื่น

5/ คณะทหารจะถอยให้แก่การคัดค้านของ 30 องค์กรหรือไม่? ถ้าดูจากพลังที่มีในกระเป๋าของ 30 องค์กร ก็ไม่จำเป็นต้องถอย แต่ส่วนใหญ่ของ “สื่อมวลชน” คือพันธมิตรของคณะทหาร การไม่ตอบสนองต่อเสียงเรียกร้องของพันธมิตรซึ่งแม้ไม่มีกึ๋นสักเท่าไร ก็เท่ากับส่งสัญญาณแก่พันธมิตรอื่นๆ ทั้งหมดว่าจะไม่ได้รับการดูดำดูดีอีกต่อไป

หัวหน้าคณะทหารจึงออกมาบอกว่า หากองค์กรสื่อไม่พอใจก็ควรยื่นข้อเสนอการควบคุมจริยธรรมใหม่ให้พิจารณาด้วย แต่จะยกเว้นตนเองไว้กลุ่มเดียวไม่ได้ นี่ไม่ใช่การถอยเสียทีเดียว แต่เป็นสัญญาณว่าคณะทหารไม่ทอดทิ้งพันธมิตร

สามปีผ่านไป พันธมิตรของคณะทหารไม่ได้เพิ่มขึ้นแม้ที่มีอยู่มาแต่เดิมก็อาจสำนึกในพันธะน้อยลง อะไรที่มีอยู่ในกระเป๋าของคณะทหารเวลานี้ก็ไม่มากพอจะตัดรอนพันธมิตรสื่ออย่างไร้เยื่อใย นี่เป็นความขัดแย้งของคนที่กระเป๋าไม่หนักทั้งคู่ ผมจึงเชื่อว่า เรื่องนี้จะลงเอยโดยดีมากกว่าเผชิญหน้ากันแรงกว่านี้

(โดยส่วนตัวผมพอใจที่กลุ่มทหารที่ยึดอำนาจจะไม่ถอย เพราะในที่สุดก็จะเกิด พ.ร.บ.อีกฉบับหนึ่งซึ่งไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงที่เกิดในสังคมปัจจุบัน ซึ่งมีหลายสิบหรืออาจถึงหลายร้อยฉบับแล้ว วันไหนที่คณะทหารกลุ่มนี้หมดอำนาจ (โดยวิธีใดก็ตาม) ก็จะบีบบังคับให้สังคมไทยต้องหันมาทบทวนกฎหมายเหล่านี้ใหม่

และวิธีที่ง่ายที่สุดในการทบทวนก็คือยกเลิกกฎหมายที่ออกภายใต้คณะทหารชุดนี้ทั้งหมด เพราะมันมีปัญหาทุกฉบับ มากบ้างน้อยบ้าง ก็จะทำให้สิทธิเสรีภาพของประชาชนไทยกลับคืนมาทั้งหมด ไม่เฉพาะแต่สื่อมวลชนเท่านั้น ผู้ใช้สื่อออนไลน์ก็ปลอดพ้นจากพันธนาการของกฎหมายคอมพิวเตอร์ ผู้ต้องขังภายใต้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรมทั้งหมดก็จะได้รับการปลดปล่อย)

นิธิ เอียวศรีวงศ์