สี จิ้นผิง ยืนยันจีนไม่ยุติการเปิดประเทศ
ไม่ว่าจะเป็นการประชุมว่าด้วยการพัฒนาประเทศจีนที่ปักกิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการประชุม
เอเชียโป๋อ่าว ที่มณฑลไห่หนาน ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้ยืนยันว่าจีนเปิดประเทศอย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญคือได้เน้นย้ำต่อผู้แทนสหรัฐที่มาร่วมประชุมโดยส่งสัญญาณว่า “จีนไม่ยุติการเปิดประเทศ”
ไม่ว่าจีนจะเปิดประเทศอย่างต่อเนื่องหรือไม่ ย่อมถือเป็น “บารอมิเตอร์” แห่งยุทธศาสตร์ชาติ คือ ปีที่แล้ว ผลิตภัณฑ์มวลรวมของจีนเป็นประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจโลกเกินกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ และการที่เศรษฐกิจจีนเติบโตอย่างรวดเร็วย่อมเป็นผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ตลาดการค้าจีนกว้างใหญ่ไพศาล ถ้าปิดประตูแม้จีนดำรงอยู่ได้ แต่ไม่เป็นผลดีต่อส่วนรวม หากยึดถือนโยบายเปิดประเทศอย่างต่อเนื่อง ย่อมเป็นประโยชน์ต่อสังคมโลกและยิ่งเป็นผลดีต่อจีนเอง
ย้อนมองปี 1978 จีนเริ่มใช้นโยบาย “ปฏิรูปเปิดประเทศ” หากวิเคราะห์จากสภาพเศรษฐกิจ คือดึงดูดนักธุรกิจต่างชาติมาลงทุนในจีน ทำการส่งออกเพิ่มพูนมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวม อีกทั้งเป็นการผลักดันการประกอบสัมมาอาชีพและพัฒนาตลาดการค้า “การเปิดประเทศ” จึงกลายเป็น “สรรพนาม” ของการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว เป็นการสร้างสถิติโลกสูงสุดเป็นเวลาต่อเนื่อง 30 ปี ผลเฉลี่ยอยู่ที่ 10 เปอร์เซ็นต์
เนื่องจากสหรัฐได้เปิดสงครามการค้า โรคระบาดโควิด ปัญหาถาโถมเข้ามา อสังหาริมทรัพย์ร้อนระอุ ผลร้ายทวีคูณ ล้วนเป็นเหตุให้เศรษฐกิจชะลอตัว บวกกับการอ่อนตัวของตลาดโลก ถั่งถมโหมแรงไฟ แม้กระนั้น จีนก็ยังประคับประคองการเจริญเติบโตให้อยู่ในระดับ 5 เปอร์เซ็นต์ และแม้จีนยังยืนเด่นอย่างท้าทาย ก็ยังถูกตั้งคำถามว่า จีนยังดำรงอยู่ในสถานะปฏิรูปเปิดประเทศตามนโยบายเดิมหรือไม่
จึงเป็นเหตุให้ สี จิ้นผิงต้องทำการชี้แจงต่อสังคม โดยเฉพาะส่งสัญญาณพิเศษต่อสหรัฐ ที่สำคัญคือจีนกำลังเปลี่ยนแปลงรูปแบบเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมประเภทใช้แรงงานหดหาย จึงใช้ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีส่งออก กระทบผลการส่งออกปีที่แล้วเพิ่มขึ้นเพียง 0.2 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น
ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ในภาวะที่จีนเสมือนอยู่ที่ “สี่แยกไฟแดง” จึงเป็นอีกสาเหตุ 1 ที่ต่างประเทศสงสัยว่าจีนยังเปิดประเทศอยู่หรือไม่
นอกจากนี้ ท่ามกลางภาวะสงครามอิสราเอล-ปาเลสไตน์ และสงครามรัสเซีย-ยูเครนรุนแรงขึ้นทุกขณะ ตลาดโลกประสบปัญหา มาตรการที่สหรัฐก้าวล่วงขอบเขตการพัฒนาของจีนมีมาอย่างต่อเนื่อง การค้าส่งออกของจีนถดถอย นักลงทุนต่างชาติลดลง จึงไม่ทราบว่าจีนละทิ้งนโยบายการเปิดประเทศหรือไม่
และอีกเหตุการณ์ 1 เป็นประเด็นที่ย้อนแย้งกับนโยบายเปิดประเทศ คือ เมื่อต้นเดือนมีนาคม รัฐบาลประกาศว่า ปีนี้เมื่อปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร รัฐบาลให้ยกเลิกวาระ “นายกฯพบนักข่าว” ซึ่งถือปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่อง 30 ปี มิเคยว่างเว้น หนึ่งปีมีเพียงครั้งเดียว ในที่สุดถูกยกเลิก กรณีเป็นการปิดหูปิดตาคนทั้งโลก
ตั้งแต่สี จิ้นผิง ขึ้นรับตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อปี 2013 เขาพยายามควบคุมการข่าวและถ้อยแถลง แต่นัยแห่งการเปิดประเทศย่อมหมายความรวมถึงการข่าวด้วย พฤติการณ์ยกเลิก “นายกฯพบนักข่าว” จึงเป็นการสวนทางกับปณิธานเปิดประเทศ น่าจะเป็นอีกสาเหตุ 1 ที่สังคมคลางแคลงใจว่าจีนยังเปิดประเทศอยู่หรือไม่
เมื่อสมัยการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคครั้งที่ 20 สี จิ้นผิง ในฐานะเลขาธิการใหญ่ ได้แจ้งต่อที่ประชุมว่า “หน้าที่หลักของพรรคในอนาคตจะต้องนำพาคนจีนทุกเผ่าพันธุ์ร่วมสร้างจีนให้เป็นประเทศ ‘สังคมนิยมสมัยใหม่’ ที่แข็งแกร่งและครอบคลุม เพื่อบรรลุการฟื้นฟูชนชาติจีน แต่มิใช่จำกัดเฉพาะความเจริญทางด้านวัตถุ เรือรบปืนกล เทคโนโลยี หากรวมทั้งอารยธรรมแห่งจิตวิญญาณคือ ความทันสมัยแห่งมนุษยชาติ”
จากจารึกประวัติศาสตร์ การถวิลหาความทันสมัยใช้เวลานานกว่า 100 ปี หลังการสถาปนาประเทศ ไม่ว่าระบอบประชาธิปไตยใหม่ ไม่ว่าการปฏิวัติทางวัฒนธรรม ไม่ว่าเส้นทางสมัยใหม่ ล้วนประสบความล้มเหลว ในที่สุดนโยบาย “ปฏิรูปเปิดประเทศ” ของเติ้ง เสี่ยวผิง ในปี 1978 ได้รับความสำเร็จ ถือว่าจีนมาถูกทางแล้ว
การที่รัฐบาลจีนภายใต้ “ระบอบสี จิ้นผิง” ประกาศยกเลิก “นายกฯพบนักข่าว” ประหนึ่งตัดขาดกับโลกภายนอก ขัดต่อนโยบายเปิดประเทศ จีนต้องถอยหลังไปกว่า 100 ปี และขัดต่ออารยธรรมที่สี จิ้นผิงอ้างอิง ชัดเจนยิ่งเป็นการโฆษณาชวนเชื่อ และคงไม่มีคำพูดใดที่จะพรรณนา นอกจากน้ำยาบ้วนปาก
ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช

