‘เมืองไทย’ใน’เรื่องเสียใจ’ ของ ส.ส.อังกฤษ โดย ปราปต์ บุนปาน

จอน แอชเวิร์ธ คือนักการเมืองรุ่นใหม่ของสหราชอาณาจักร

เขาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสังกัดพรรคแรงงานและพรรคโค-โอเปอเรทีฟ (พรรคซ้าย-กลาง ที่เป็นพันธมิตรกับพรรคแรงงาน) จากเขตเลสเตอร์ เซาธ์ และดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเงาในปัจจุบัน

ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา แอชเวิร์ธอภิปรายเรียกร้องให้ภาครัฐปรับปรุง-เพิ่มเติมนโยบายสนับสนุนดูแลเยาวชนชาวสหราชอาณาจักรประมาณสองล้านราย ซึ่งพ่อแม่มีอาการติดสุรา

มองเฉพาะหัวข้อเพียงผิวเผิน นี่อาจเป็นประเด็นปัญหาทางด้านสาธารณสุขและความมั่นคงของมนุษย์ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ

แต่เมื่อได้คลิกเข้าชมคลิปการอภิปรายของแอชเวิร์ธ ที่ถูกนำมาเผยแพร่ในเพจเฟซบุ๊ก Channel 4 News Democracy แล้ว จึงพบว่าประเทศไทยของเรากลายเป็น “ฉากสำคัญ” ของเรื่องราว “ส่วนบุคคล” ที่เขานำมาบรรยายด้วย

และเป็น “แง่มุม” ที่คนไทยทั่วไปอาจไม่ค่อยได้นึกถึงกันมากนัก

นี่คือเนื้อหาบางส่วนจากคำอภิปรายของจอน แอชเวิร์ธ

“ผมคิดว่าสิ่งที่น่าเสียใจที่สุดในชีวิตของตนเอง ก็คือการที่พ่อของผมตัดสินใจย้ายไปอาศัยอยู่ที่ประเทศไทย เมื่อตอนเขามีอายุประมาณ 59 ปี

“ในวันหนึ่ง เขาก็แค่เดินเข้ามาบอกกับผมอย่างตรงไปตรงมาว่า ‘พ่อจะย้ายไปอยู่เมืองไทยนะ’ เวลานั้นเป็นช่วงคริสต์มาสพอดี ขณะที่ผมตอบกลับไปว่า นี่มันอะไรกัน? แต่เขาก็ยังยืนคำเดิมว่า ‘พ่อจะย้ายไปอยู่ที่นั่น’

“แม้ตอนนั้น ผมจะไม่เชื่อในคำพูดของพ่อสักเท่าไหร่ แต่เขาก็เดินทางไปประเทศไทยจริงๆ เมื่อเขาคิดจะไป เขาก็แค่เดินทางไป เสียอย่างนั้นแหละ

“หกเดือนต่อมา ผมตัดสินใจที่จะแต่งงาน เมื่อผมแจ้งข่าวนี้กับพ่อ เขาให้สัญญาว่าจะเดินทางกลับมาร่วมงานแต่ง แต่แล้ว เขาก็โทรศัพท์มาหาผมก่อนหน้างานสมรสเพียงหนึ่งวัน ว่าเขาจะไม่เดินทางมาร่วมงาน

“เมื่อได้ยินอย่างนั้น อารมณ์ของผมก็พุ่งถึงจุดเดือด ผมแทบจะไม่สามารถพูดคุยกับพ่อของตนเองได้อีกเลย ผมต้องการแนะนำให้เขารู้จักกับภรรยาใหม่ของผม ซึ่งพ่อเคยพบหน้าเธอแบบผ่านๆ แค่เพียงครั้งเดียว ผมต้องการให้พ่อมาพบปะกับครอบครัวใหม่ของเรา

“เมื่อเขาไม่มาร่วมงานแต่ง พวกคุณคงคาดการณ์ได้ว่า ผมย่อมโกรธพ่อมากๆ และไม่ยอมพูดจาติดต่อกับเขาอีก

“แต่อีกแค่ 2-3 เดือนหลังจากนั้น พ่อก็เสียชีวิตลง

“ผมต้องเดินทางไปประเทศไทยเพื่อรับศพพ่อ และจัดการเรื่องงานศพให้เรียบร้อย พวกเพื่อนๆ ของพ่อที่เมืองไทยบอกกับผมว่า ระหว่างอยู่ที่นั่น พ่อดำเนินชีวิตด้วยการดื่มวิสกี้วันละขวด

“พวกเขาบอกผมอีกว่า พ่อคิดว่าตัวเองไม่สมควรเดินทางกลับมาร่วมงานแต่งงานของผม เพราะเขาไม่อยากสร้างความอับอายขายหน้าให้แก่ลูกชาย

“ครอบครัวของเราเป็นชนชั้นแรงงานจากเมืองซอลฟอร์ด แต่ผมมีโอกาสได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัย และได้มาเป็นนักการเมือง หลายคนจึงคาดเดาว่าน่าจะมีบุคคลระดับสูงในสังคมมาร่วมงานแต่งงานของผม

“เช่นเดียวกับพ่อ ที่คงรู้สึกว่าเขาอาจจะสร้างความขายหน้าให้ลูกชายของตนเอง ถ้าเดินทางไปปรากฏตัวในงาน

“และนั่นก็คือเรื่อง… เรื่องที่ผมจะรู้สึกเสียใจตลอดไป”

บทความก่อนหน้านี้“เสก โลโซ”พร้อมบำเพ็ญประโยชน์สังคม คดีตื้บ “สาวหล่อ” เดินสายให้ความรู้เยาวชน ลั่นพลาดเรื่องยาเสพติด
บทความถัดไปจับตา”ทรัมป์”ขึ้นภาษีรายสินค้า กระทบแน่!!ส่งออกไทยระยะยาว เร่งสรุปเจรจาเอฟทีเอชดเชย