หน้าแรก คอลัมนิสต์ สนธิสัญญาพลาส...

สนธิสัญญาพลาสติกโลกต้องช่วยลดการผลิตพลาสติกลง

28.04.24 | 13:40 น.

สนธิสัญญาพลาสติกโลกต้องช่วยลดการผลิตพลาสติกลง

ท่านทราบหรือไม่ว่าประชาชนกว่าร้อยละ 80 ต้องการให้ลดการผลิตพลาสติกลง ท่านทราบหรือไม่ว่า ตัวแทนจากประเทศ 173 ประเทศกำลังเจรจาเรื่องการจัดทำสนธิสัญญาพลาสติกโลกรอบที่ 4 กันอยู่ที่เมืองออตตาวาของคานาดา ระหว่างวันที่ 23 – 24 เมษายน 2567 ท่านทราบหรือไม่ว่าแม้ผู้เจรจาส่วนใหญ่ฟังเสียงประชาชน และต้องการให้สนธิสัญญาระบุให้โลกลดการผลิตพลาสติกลง แต่ประเทศผู้ผลิตพลาสติก ประเทศที่อุดมด้วยทรัพยากรปิโตรเลียม กลับมีความเห็นว่าไม่ควรลดการผลิต เพราะจะทำให้ค่าใช้จ่ายสูงขึ้นและกระทบต่อประชาชน

เมื่อสัปดาห์ก่อน ผมเองก็ไม่ทราบหรอกครับว่าเขาเจรจากันอยู่ แต่มาสะดุดใจที่รายการข่าวโทรทัศน์ที่ชมอยู่อย่างไม่ค่อยตั้งใจรายการหนึ่ง เสนอข่าวว่ามีการเจรจาเรื่องสนธิสัญญาพลาสติกกันอยู่ แล้วลงท้ายข่าวว่าประเทศผู้ผลิตไม่ต้องการลดการผลิตพลาสติกลง ที่สะดุดใจเรื่องนี้เพราะผมเชื่อในหลักการว่าผู้ก่อมลภาวะต้องเป็นผู้จ่าย (Polluter Pays Principle หรือ PPP) และผมถือว่าผู้ผลิตพลาสติกคือผู้ได้ประโยชน์ จึงควรแบ่ง/ลดประโยชน์ของตนลงบ้างเพื่อลดโทษที่ตนก่อ

เมื่อสะดุดใจ จึงสืบค้นเรื่องการเจรจาดังกล่าวจากอินเทอร์เน็ต และพบว่ามีเรื่องที่น่าสนใจมากมาย ดังจะเล่าต่อไปโดยสังเขป ในบทความ “โลกมุ่งมั่นที่จะบรรลุสนธิสัญญาว่าด้วยการรับมือมลพิษพลาสติกระดับโลก” Quang Dung บอกว่าผู้เจรจามีความมุ่งมั่นที่จะลดช่องว่างความขัดแย้งระหว่างประเทศต่าง ๆ รวมทั้งบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ผลิตพลาสติก เพื่อบรรลุเป้าหมายในการให้ลงนามในสนธิสัญญาฉบับนี้ภายในปลายปีนี้ และหวังการให้สัตยาบันที่ทำให้สนธิสัญญามีผลบังคับในปีหน้า สนธิสัญญานี้สำคัญที่สุดรองจากข้อตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศปี ค.ศ. 2015

ความคิดริเริ่มเกี่ยวกับการจัดทำสนธิสัญญาระดับโลกเพื่อรับมือวิกฤติมลพิษจากพลาสติกได้รับความเห็นชอบจากประเทศต่าง ๆ เป็นครั้งแรกในการประชุมสมัชชาสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติหรือ UNEA เมื่อเดือนมีนาคมปี ค.ศ. 2022 และประเทศต่าง ๆ ตกลงว่าจะร่วมกันจัดทำสนธิสัญญาที่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมายเพื่อป้องกันและมุ่งสู่การขจัดมลพิษจากพลาสติกทั่วโลกอย่างสมบูรณ์ กระบวนการที่สหประชาชาติเสนอคือการเจรจา 5 รอบ เขาตั้งชื่อการเจรจาแต่ละรอบว่า การประชุม “คณะกรรมการเจรจาระหว่างรัฐบาล” (Intergovernmental Negotiating Committee – INC)

Advertisement

การเจรจาของ INC ได้ผ่านไปแล้วสามรอบ ได้แก่การประชุม INC – 1 เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน ถึงวันที่ 2 ธันวาคม 2565 ที่กรุงปุนตา เดล เอสเต ประเทศอุรุกวัย, INC – 2 เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม ถึง 2 มิถุนายน 2566 ที่กรุงไนโรบี ประเทศเคนยา, การประชุม INC – 3 เมื่อวันที่ 13-19 พฤศจิกายน 2566 ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส, การประชุม INC – 4 กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ ดังได้กล่าวมาแล้ว โดยหวังจะได้ร่างแรกของสนธิสัญญาฯ, ส่วนการประชุม INC – 5 จะจัดขึ้นในวันที่ 25 พฤศจิกายน ถึง 1 ธันวาคม 2567 ที่กรุงปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ โดยหวังจะได้ร่างสุดท้ายที่จะเปิดให้ประเทศต่าง ๆ ร่วมลงนาม หากมีประเทศตามจำนวนที่ระบุไว้ในร่างฯ ให้สัตยาบัน ร่างฯก็จะกลายเป็นสนธิสัญญาฯที่มีผลบังคับเป็นกฎหมายระหว่างประเทศ โดยที่ประเทศภาคีที่ให้สัตยาบัน จะต้องมีหรือออกกฎหมายของประเทศของตนมารองรับสนธิสัญญาฯ ซึ่งจะใช้เวลาหลายเดือน ถ้าสำเร็จตามแผนนี้ เราจะมีสนธิสัญญาฯภายในปีหน้า 2568

ปัจจุบัน โลกผลิตพลาสติก 400 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี และมีเพียงประมาณร้อยละ 10 เท่านั้นที่ถูกรีไซเคิล ถ้าหากไม่มีมาตรการจำกัดการผลิต พลาสติกทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่าภายในปี 2603 อีกประการหนึ่ง บริษัทผู้ผลิตน้ำมันแสวงหาวิธีการเพิ่มรายได้ จึงพยายามขายผลิตภัณฑ์จากน้ำมันให้แก่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตพลาสติก ในขณะนี้ อุตสาหกรรมพลาสติกปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์คิดเป็นร้อยละ 5 ของโลกต่อปี และด้วยอัตราการผลิตพลาสติกในปัจจุบัน ตัวเลขนี้จะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 20 ภายในปี 2593 และที่ร้ายแรงกว่าคือ ผลการวิจัยของ UNEP พบว่า มีสารเคมีประมาณ 13,000 ชนิดในผลิตภัณฑ์พลาสติก และประมาณ 1 ใน 4 ของสารเคมีเหล่านี้อาจเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของมนุษย์

เป้าหมายสำคัญอีกประการหนึ่งของสนธิสัญญาฯคือ การลดปริมาณขยะพลาสติกที่ท่วมท้นโลกในขณะนี้ ประมาณว่าในปี 2559 เราทิ้งขยะพลาสติกลงในระบบนิเวศชุ่มน้ำระหว่าง 9 ถึง 14 ล้านตันต่อปี และถ้าไม่ทำอะไรเลย คาดว่าปริมาณขยะพลาสติกจะเพิ่มเป็นสามเท่าคือ 23 ถึง 37 ล้านตันต่อปีในปี 2583 อย่างไรก็ดี สนธิสัญญานี้ไม่ใช่เป็นเพียงเครื่องมือเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษพลาสติกด้วยการรีไซเคิลหรือจัดการขยะพลาสติก หากมีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงการผลิตพลาสติกแบบครบวงจร นั่นคือ การประเมินสายการผลิต ตั้งแต่โพลีเมอร์ไปจนถึงการผลิตออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ

ตามความเห็นของนายอันเดรส โกเมซ-การ์รีออง ประธานการประชุม INC – 2 ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดเพื่อบรรลุสนธิสัญญาฯก็คือ ทุกฝ่ายยังไม่สามารถกำหนดระดับความทะเยอทะยานของสนธิสัญญาได้ ผู้เข้าประชุมสามารถแบ่งคร่าว ๆ ได้เป็น 3 ฝ่ายดังนี้ ก) กลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมัน เช่น ซาอุดิอาระเบีย อิหร่านและจีน และกลุ่มบริษัทผู้ค้าที่ส่วนหนึ่งอยู่ในสหภาพยุโรป คัดค้านการจำกัดการผลิตพลาสติกโดยสนธิสัญญา เพราะจะทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นและส่งผลกระทบในทางลบต่อประชาชน ข) กลุ่มประเทศกว่า 60 ประเทศ ซึ่งนำโดยสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น มีความประสงค์ให้สนธิสัญญาจำกัดปริมาณการผลิตพลาสติกทั่วโลก ลดการใช้ไมโครพลาสติกปฐมภูมิให้เหลือน้อยที่สุด ยุติการใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งโดยสิ้นเชิง และห้ามใช้สารเคมีบางชนิด และ ค) สหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่ใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติกมากที่สุดในโลก สนับสนุนความพยายามที่จะยุติมลพิษจากพลาสติกภายในปี 2083 แต่มีความประสงค์ให้ประเทศต่าง ๆ วางแผนการของตนเอง แทนที่จะระบุระเบียบบังคับในสนธิสัญญา

ตามความเห็นของนายวิลเลียม รุโต ประธานาธิบดีเคนยา ซึ่งเป็นประเทศเจ้าภาพของ INC – 2 กล่าวว่า “เพื่อรับมือปัญหามลพิษจากพลาสติก มนุษยชาติต้องเปลี่ยนแปลง เราต้องเปลี่ยนวิธีการผลิต วิธีการใช้ และวิธีการจัดการขยะ การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และสนธิสัญญาที่เรากำลังจัดทำเป็นเพียงขั้นตอนแรกของการเปลี่ยนแปลงนี้”

จึงเป็นเรื่องดีที่ประเทศต่าง ๆ เห็นความจำเป็นที่จะลดจำนวนการผลิตและการทิ้งขยะพลาสติกอย่างจริงจัง โดยหวังว่าจะมีสนธิสัญญาที่มีผลบังคับทางกฎหมายภายในปีหน้านี้

เรามักเห็นภาพขยะพลาสติกในพื้นที่ชุ่มน้ำ ในแม่น้ำลำธาร ในทะเลและมหาสมุทร รวมทั้งพื้นที่อื่น ๆ เช่น ริมถนน ริมชายหาด ฯลฯ นั่นเป็นภาพที่มองเห็น แต่ขยะพลาสติกยังแพร่กระจายไปในรูปที่บางครั้งเรามองไม่เห็น เพราะมีขนาดเล็กจิ๋ว หรือที่เรียกว่าไมโครพลาสติก

เพื่อนนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งเคยบอกผมว่า เรากำลังตระหนกในเรื่อง PM 2.5 ซึ่งเป็นวัสดุขนาดจิ๋ว อักษร PM ย่อมาจาก Particulate Matters ส่วนตัวเลข 2.5 ระบุขนาดของวัสดุ โดยมีหน่วยเป็นไมครอน หรือ 10-6 เมตร เมื่อวัสดุขนาดจิ๋วฟุ้งกระจายอยู่ในอากาศ เรามักเรียกมันว่าฝุ่นจิ๋ว แล้วฝุ่นจิ๋วเหล่านี้มาจากไหน เรามักได้คำตอบว่า มาจากการเผาในที่โล่ง (เช่น เผาวัสดุการเกษตร), มาจากอุตสาหกรรมการผลิต (เช่น ปล่อยจากปล่องไฟของโรงงาน), การขนส่ง (เช่น จากควันเสียของรถยนต์ หรือจากการเสียดสีของยางรถยนต์กับถนน), จากการผลิตไฟฟ้า, ฝุ่นละอองทั่วไปและจากการก่อสร้าง ตามลำดับปริมาณการปล่อย

ผลกระทบต่อสุขภาพจากฝุ่นจิ๋ว ขึ้นอยู่กับปริมาณฝุ่นจิ๋วในอากาศ (มักมีหน่วยวัดเป็นไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร หรือ μg/m3) และระยะเวลาที่รับสัมผัส คือ ระยะสั้น เช่น 8 หรือ 24 ชั่วโมง หรือระยะยาว เช่น ตลอดปี อย่างไรก็ตาม แต่ละบุคคลอาจมีความอ่อนไหวต่อผลกระทบด้านสุขภาพจากฝุ่นจิ๋วแตกต่างกันไป ในระยะสั้น เมื่อหายใจหรือสัมผัสฝุ่นจิ๋ว มักก่อให้เกิดอาการ เช่น การระคายเคืองตา จมูก และลำคอ การไอ การหายใจเสียงหวีด และการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่างเฉียบพลันลึกลงไปถึงปอด การรับสัมผัสมลพิษทางอากาศอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานจะเพิ่มความเสี่ยงของการติดเชื้อทางเดินหายใจ การกำเริบของโรคหอบหืด โรคหลอดลมอักเสบ หรือ ผลกระทบรุนแรงที่เรื้อรัง เช่น สมรรถภาพปอดลดลง โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง มะเร็งปอด และการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร อาการดังกล่าวเป็นที่น่ากังวล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่เขตชนบทและชานเมืองที่มีการเผาไม้เศษเหลือทิ้งทางการเกษตร และมูลสัตว์เพื่อเป็นเชื้อเพลิงในการประกอบอาหาร การผลิตพลังงานความร้อน เป็นต้น และในพื้นที่เขตเมืองที่มีประชากรหนาแน่น ที่มีปริมาณการจราจรคับคั่ง และมีการปล่อยฝุ่นควันจากโรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น

องค์การอนามัยโลกกำหนดเป้าหมายคุณภาพอากาศที่จะช่วยปกป้องผู้คนส่วนใหญ่จากผลกระทบของ PM 2.5 ต่อสุขภาพด้วยเกณฑ์แนะนำดังนี้ ค่าเฉลี่ยรายปีของฝุ่นจิ๋วไม่เกิน10 μg/m3 และค่าเฉลี่ยใน 24 ชั่วโมงไม่เกิน 25 μg/m3 อย่างไรก็ดี เกณฑ์อันตรายที่ประเทศไทยกำหนดอยู่ที่ 50 μg/m3 พลาสติกที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพอาจมาในรูปของไมโครพลาสติกที่มีอยู่ในอากาศ เว็บไซต์ของ IQAir เรื่อง ไมโครพลาสติกเข้ามาในอากาศได้อย่างไร? รายงานว่า สำนักงานบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติ (NOAA) ระบุว่า ไมโครพลาสติกคือชิ้นของพลาสติกที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางน้อยกว่า 5 มิลลิเมตร ตรวจพบได้ทั้งในอากาศและน้ำ ได้แก่ น้ำดื่ม มหาสมุทร (รวมถึงทะเลน้ำลึก) ทะเลสาบ หิมะ น้ำฝน ไมโครพลาสติกที่มีขนาดเล็กพอจะเคลื่อนย้ายจากน้ำสู่อากาศและกลับตกลงมาในน้ำอีกครั้งได้ ไมโครพลาสติกเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นจากแหล่งที่มาที่เป็นไปได้จำนวนมาก รวมถึง:

● วัสดุสังเคราะห์ เช่น ที่หลุดอออกมาจากการซักเสื้อผ้าที่ทำด้วยใยสังเคราะห์

● ชิ้นเล็ก ๆ ของยางรถยนต์ที่หลุดออกมาเมื่อเสียดสีกับถนน หรือเศษของเบรกที่หลุดลอยออกมา

● การสึกหรอของอุปกรณ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่นพื้นรองเท้า อุปกรณ์ทำอาหาร

● วัสดุที่ใช้ทำเครื่องหมายบนถนนสึกกร่อน

● เม็ดพลาสติเล็ก ๆ ที่ใส่ในเครื่องสำอาง

บทความยังระบุว่า พลาสติกเมื่ออยู่ในน้ำอาจแตกออกที่ละน้อยจนกลายเป็นไมโครพลาสติก ซึ่งบางชนิดจะขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศเมื่อน้ำที่มีไมโครพลาสติกระเหยออกไป นอกจากนี้ ไมโครพลาสติกยังสามารถลอยไปในอากาศได้เมื่อวัตถุพลาสติกได้รับความเสียหาย ถูกขูดขีด ถลอก สึกหรอ ฯลฯ

เช่นเดียวกับวัตถุแปลกปลอมอื่นๆ ไมโครพลาสติกอาจเป็นอันตรายได้เมื่อเข้าไปในทางเดินหายใจ สิ่งเหล่านี้อาจทำให้เกิดอาการบวมและทำลายหลอดลมและเนื้อเยื่อปอด ทำให้คุณรู้สึกเจ็บหน้าอกเล็กน้อยหรือหายใจลำบาก บทความบทหนึ่งที่ตีพิมพ์ใน Science of the Total Environment ระบุว่า ไมโครพลาสติกที่เป็นเส้นใยสังเคราะห์ที่ใช้ในการผลิตสิ่งทอ มีขนาดตั้งแต่ 1-5 ไมครอน ซึ่งมีขนาดเล็กพอที่จะเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจและผ่านจากปอดเข้าสู่กระแสเลือดได้

แต่ขออย่าเพิ่งตระหนกจนเกินไป พลาสติกเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างยาวนานก็จริง แต่เป็นปัญหาต่อสุขภาพเพียงใดนั้นยังเป็นหัวข้อของการศึกษาวิจัย เพื่อให้มีความรู้ว่าร่างกายสามารถขับถ่ายพลาสติกที่เข้าสู่ร่างกายได้ดีหรือไม่เพียงใด อย่างไรก็ตาม นอกจากจะต้องลดการผลิต และประหยัดการใช้แล้ว ยังหวังว่าสนธิสัญญาที่กำลังเจรจากันอยู่ จะห้ามการใช้เม็ดพลาสติกขนาดจิ๋วที่ผสมในเครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์อื่นโดยไม่มีความจำเป็น

มีข่าวน่ากังวลอยู่มากหลาย จึงขอเปลี่ยนมายกข่าวที่ให้ความหวังบ้าง วันที่ 22 เมษายน ของทุกปีเป็นวันคุ้มครองโลก ในปีนี้ พลตำรวจเอก พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีความห่วงใยเกี่ยวกับวิกฤตโลกร้อน รวมถึงปัญหามลพิษที่เกิดจากขยะพลาสติก จึงได้มอบหมายให้กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) เร่งขับเคลื่อนความร่วมมือลดใช้พลาสติกครั้งเดียวทิ้งพร้อมกันทั่วประเทศ ในส่วนของภาคเอกชน บริษัทซีพีเอฟได้ร่วมรณรงค์ลดการใช้พลาสติกรับวันคุ้มครองโลก ภายใต้แนวคิด ลดพลาสติก กู้วิกฤตโลก ลดการใช้พลาสติกตลอดห่วงโซ่การผลิต

ในวันคุ้มครองโลก ชาวกรีกถือโอกาสเฉลิมฉลองเทพี Gaia หรือเทพีแห่งความอุดมสมบูรณ์ แต่ที่มีสีสันมากคือพิธีกรรมของหมอผีจากทั่วประเทศเปรู ที่ได้ไปรวมตัวกันเพื่อเซ่นไหว้ปาชามามา (Pachamama) หรือ พระแม่ธรณี (Mother Earth) ในระหว่างพิธีกรรม หมอผีได้ทำความสะอาด “โลกจำลองกระดาษ” ด้วยการใช้ยาสูบ นอกจากนั้น ยังทำเครื่องบูชาด้วยเครื่องดื่ม และพืชแบบประเพณีดั้งเดิม ผมดูข่าวทางโทรทัศน์ แล้วรู้สึกสนุกไปด้วยกับการเต้นการรำของหมอผีรอบ ๆ โลกจำลอง ที่ต้องการการทำความสะอาดมากอยู่ อยากฝากสายมู ลองคิดพิธีกรรมฉลองพระแม่ธรณีของเราด้วย แล้วลองเสนอคณะกรรมการซอฟต์เพาเวอร์ดู เผื่อเราจะได้มีเทศกาลฉลองที่สนุกและเป็นการรำลึกบุญคุณของโลกใบนี้ไปในตัว

บทความลงหนังสือพิมพ์อีกบทความหนึ่ง เสนอว่าไป “ตัดไม้ทำลายป่า” กันเถิด โดยมีข้อแม้ว่าตัดต้นไม้แก่ต้นหนึ่ง ต้องปลูกต้นไม้เป็นการทดแทนสามต้น ฟังว่านี่เป็นนโยบายการทำป่าไม้ในไซบีเรีย ที่มีป่าไม้มากกว่า 1 ใน 5 ของป่าไม้ทั้งหมดบนโลกใบนี้ หรือประมาณ 4.7 พันล้านไร่ ถ้าทำป่าไม้ได้อย่างยั่งยืน ไซบีเรียจะเป็นปอดและแหล่งตรึงคาร์บอนให้พระแม่ธรณีหายอกหายใจได้ดีขึ้น ทำป่าไม้ดีกว่าทำสงครามเป็นไหน ๆ

ลดพลาสติก ปลูกต้นไม้กันดีกว่า

โคทม อารียา