พล.อ.ประยุทธ์และรัฐบาล คสช.คงจะอดภูมิใจไม่ได้ที่สามารถเข็นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (จะขอเรียกสั้นๆ ว่าภาษีที่ดินฯ) ผ่านสภาไปที่กฤษฎีกาถึงจะถูกส่งกลับมาก็ตาม ในแง่หนึ่งก็เป็นความภูมิใจที่ผู้เขียนคิดว่ามีเหตุมีผล เพราะการปฏิรูปภาษีลักษณะนี้ถูกเก็บไว้ในลิ้นชักมาหลายรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ผู้เขียนค่อนข้างแปลกใจมากที่สังคมตอบรับภาษีใหม่นี้อย่างไม่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างถึงพริกถึงขิง ทั้งๆ ที่ในทรรศนะของผู้เขียนแม้ พล.อ.ประยุทธ์จะมีความตั้งใจดีอย่างไรก็ตาม ภาษีที่ดินฯนี้มีข้อบกพร่องที่ใหญ่หลวงเหลือเกิน แทบไม่น่าเชื่อว่ากระทรวงการคลังที่มีข้าราชการทั้งคุณวุฒิและวัยวุฒิสูง ซึ่งควรจะเป็นเสาหลักด้านความถูกต้อง ความเหมาะสมช่วยเหนี่ยวรั้งความเห็นแก่ตัวของชนชั้นนำผู้มีอำนาจและความมั่งคั่ง เอาเข้าจริงกลับเป็นที่พึ่งพิงของสังคมไม่ได้ ต้องยอมรับว่าผู้เขียนผิดหวังมาก
อะไรคือข้อบกพร่องที่ใหญ่หลวงของภาษีนี้
ประการแรก คือวิธีคิดที่ไม่ถูกต้อง มูลเหตุหรือแรงจูงใจที่จะใช้ภาษีฉบับใหม่นี้ แทนภาษีบำรุงท้องที่และภาษีโรงเรือนที่เป็นกฎหมายที่เก่า ล้าสมัย มีลักษณะถดถอย คือคนที่มีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมาก อัตราภาษียิ่งต่ำ ซึ่งก็เป็นความจริง รัฐบาล คสช.ให้เหตุผลว่าภาษีนี้จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำ ลดการใช้ดุลพินิจ เพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบการประเมินราคาของ อปท.เพราะภาษีนี้จะถูกบริหารจัดเก็บและเป็นรายได้ขององค์กรท้องถิ่นที่จะเพิ่มขึ้นมาก โดยผิวเผินฟังดูมันน่าเชื่อถือ แต่ในความเป็นจริงเหตุผลและผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นมันกลวงมาก เมื่อเทียบกับเป้าหมายที่รัฐบาลอยากได้ หรือสังคมอยากเห็น ที่มันกลวงเพราะว่าผู้มีอำนาจส่วนใหญ่เห็นแก่ตัวและคนในสังคมจำนวนมากที่ได้ประโยชน์ก็พอใจ ไม่อยากให้ภาระภาษีมาตกกับตัวเอง
จริงๆ แล้วถ้าออกแบบภาษีดีๆ ภาระภาษีจะไม่มาก โดยทำฐานภาษีให้กว้าง มีผู้เสียภาษีจำนวนมาก รายได้ของรัฐบาลท้องถิ่นจะเพิ่มขึ้นเป็นกอบเป็นกำ มีความมั่นคง คนเสียภาษีก็ยอมรับและยินดี แต่ พ.ร.บ.ภาษีที่ดินที่ส่งไปที่กฤษฎีกาแล้วโดนท้วงส่งกลับมานั้น มันเป็นหนังคนละม้วน ข้าราชการกระทรวงการคลังที่มีฝีมือ ถ้าไม่เห็นแก่ตัวจนเกินไปน่าจะเข้าใจว่าภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เขาเก็บกันทั่วโลก บางทีในทางวิชาการเรียกว่า “ภาษีทรัพย์สิน (ไม่รวมทรัพย์สินทางการเงิน)” ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือที่ดินกับสิ่งปลูกสร้างนั้นเขาออกแบบมาเพื่อให้เก็บเป็นรายได้ของรัฐบาลท้องถิ่น ให้ท้องถิ่นมีแหล่งรายได้ที่พึ่งตนเองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
การออกแบบภาษีลักษณะนี้ อาจจะมีผลทางด้านการกระจายรายได้จากคนมีฐานะไปสู่คนชั้นกลางหรือคนรายได้ต่ำ แต่ไม่ใช่เป้าหมายหลัก มันมีกลไกอื่นๆ ทางด้านภาษี (นอกเหนือจากการโอนหรือการใช้จ่ายโดยรัฐ) ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าในการลดความไม่เท่าเทียมกันในรายได้ เช่น “ภาษีความมั่งคั่ง” ที่รวมทรัพย์สินทุกรูปแบบ ภาษีที่เก็บจาก capital gain ในตลาดหุ้น ภาษีเงินได้อัตราก้าวหน้า ภาษีมรดก เป็นต้น
รัฐบาล คสช.เชื่อว่าภาษีนี้จะลดความเหลื่อมล้ำ โดย “ผู้มีทรัพย์สินมูลค่าสูงมีภาระภาษีมากกว่าผู้ที่มีมูลค่าทรัพย์สินมูลค่าต่ำ” ซึ่งไม่น่าจะเกิดขึ้นได้จริง เพราะความเห็นแก่ตัวของคนจำนวนมาก ทำให้เขาย่อมพอใจเมื่อรัฐบาลไปยกเว้นภาษีสำหรับที่อยู่อาศัยหรือบ้านหลังแรกที่มีมูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาท รัฐบาล (กุนซือเรื่องนี้คือใคร?) อ้างว่า ที่ทำเช่นนี้นอกจากเพื่อส่งเสริมให้คนมีบ้านเป็นของตนเองและคนมีบ้านเพื่ออยู่อาศัยไม่ได้มีไว้เก็งกำไร หรือทำการค้าไม่ควรจะต้องมีภาระจ่ายภาษี แถมยังวางตัวเหมือนเป็นนักบุญมาให้เหตุผลว่า เมื่อดูข้อมูลหรือข้อเท็จจริงแล้ว รัฐบาลพบว่าร้อยละ 99.96 เป็นบ้านที่มูลค่าต่ำกว่า 50 ล้าน ขณะเดียวกันบ้านที่มูลค่าเกินกว่า 50 ล้านบาทนั้นมีอยู่เพียง 8,500 หลัง (รัฐบาลอ้างข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี 2556 ผู้เขียนคิดว่าไม่น่าเชื่อถือ) โดยภาษีจะคิดเฉพาะส่วนที่เกิน 50 ล้านบาท เช่น บ้านราคาประเมิน 70 ล้าน ก็จะคิดเฉพาะส่วนที่เกินคือ 20 ล้าน ซึ่งชัดเจนว่าภาษีที่แท้จริงจะเสียน้อยมาก แม้กระทั่งจะเก็บหลังที่สองที่สาม โอกาสหลีกเลี่ยงภาษีง่ายเหลือเกิน คือให้ไปอยู่ในชื่อของลูกหลานภรรยาญาติพี่น้อง
ในข้อเท็จจริงผู้เขียนเชื่อว่า ถ้าดูจากการกระจายเงินฝากจากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่มีคนที่มีเงินฝากเกิน 500-1,000 ล้านบาท มีจำนวนมากโดยนัยยะโดยเฉลี่ยคนประเภทนี้น่าจะมีบ้านมูลค่าค่อนข้างสูงอย่างน้อย 50 ล้าน จำนวนมาก รัฐบาลสามารถอนุมานจำนวนบ้านในกลุ่มนี้ได้ไม่ยาก หรือดูการจดทะเบียนที่กรมที่ดิน โดยดูขนาดของที่ดิน และเขตที่ตั้ง วิธีคิดและความเห็นแก่ตัวเป็นของคู่กันของผู้มีอำนาจที่ออกแบบและอนุมัติการเปลี่ยนแปลงของภาษีนี้ ความเห็นแก่ตัวของเขาทำให้เขาคิดอย่างที่มันออกมา เพราะมันเป็นวิธีเดียวที่ทำให้ทุกคนพอใจ ไม่เดือดร้อน เป็นระบบเกาหลังหรือเกี้ยเซี้ยกัน โดยผู้แพ้คือประเทศชาติ มันไม่ใช่สถานการณ์วินๆ
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
ประการที่สอง ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าในที่สุดสังคมจะไม่ได้อะไร เป็นการรักษาสถานภาพเดิมๆ รัฐบาลท้องถิ่นก็จะไม่ได้มีรายได้มากมาย เพราะฐานภาษีมีข้อยกเว้นมาก เวลารัฐบาลพูดถึงการลดความเหลื่อมล้ำก็คิดแบบแคบๆ ว่ามันเป็นเพียงภาระของคนที่มีทรัพย์สินมาก ควรจะมีภาระภาษีมากกว่าคนที่มีทรัพย์สินน้อยกว่า ซึ่งโดยผิวเผินก็ใช่ แต่การออกแบบภาษีที่ยกเว้นมูลค่าบ้านหลังแรกสูงถึง 50 ล้าน มันคือการกลืนน้ำลายตัวเอง มันจะไม่ไปลดความเหลื่อมล้ำอะไรเลย แต่รัฐบาลไม่พูดถึงเรื่องความเป็นธรรม มันไม่มีความเป็นธรรม
ความเป็นธรรมหมายถึงอะไร พล.อ.ประยุทธ์ และข้าราชการกระทรวงการคลังก็ไม่มีความเข้าใจลึกซึ้ง
ความเป็นธรรมในที่นี้มีหลายมิติกว้างขวาง ตั้งแต่ผู้ที่ควรเสียภาษี ก็ควรต้องเสีย ไม่มีใครได้รับการยกเว้น คนที่มีรายได้และทรัพย์สินมากก็เสียในอัตราที่ก้าวหน้า ไม่ใช่เป็นอัตราที่ถดถอยคือยิ่งรวยหรือมีทรัพย์สินมากกลับเสียในอัตราที่ต่ำกว่า ความเป็นธรรมหมายถึงอะไรได้อีก หมายความว่าคนไทยทุกคนที่อยู่ในผืนแผ่นดินไทยถึงจะมีบ้านหรือไม่มีบ้านช่อง ล้วนได้ประโยชน์จากการอยู่ร่วมกัน และได้ประโยชน์จากการที่ประเทศมีการพัฒนา ได้ประโยชน์จากการที่รัฐ ลงทุนสร้างสาธารณูปโภคสารพัดชนิด ทำให้นำมาซึ่งความเจริญ เกิดการสร้างบ้านแปงเมือง
ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่ทำให้มูลค่าของบ้านที่ดินทรัพย์สินสูงขึ้น ไม่ใช่เป็นเพราะฝีมือของเจ้าของบ้านฝ่ายเดียว แต่มันเป็นผลภายนอกจากตัวเจ้าของบ้าน ในความเป็นธรรมรัฐทั้งหลายในโลก ล้วนแล้วแต่เก็บภาษีไม่ใช่เฉพาะจากฐานรายได้จากการทำงานเท่านั้น รัฐบาลเก็บภาษีจากฐานทรัพย์สินโดยเฉพาะบ้านและที่ดิน มันเป็นภาษีที่ฝรั่งเรียกว่า Development tax มูลค่าบ้านและที่ดินที่สูงขึ้นนั้น มันมาจากการที่บ้านเมืองมีการพัฒนาโดยการใช้ของรัฐเป็นจักรกลที่สำคัญตัวหนึ่ง หรือถ้าเรามองจากมุมมองจากรัฐบาลท้องถิ่นคือ อปท. ความเป็นธรรมหมายความว่า เจ้าของบ้านหรือที่ดิน ควรจะต้องจ่ายภาษีให้กับรัฐบาลท้องถิ่นซึ่งดูแลถนนหนทาง การขนส่งน้ำ ไฟ การักษาความสะอาดเรียบร้อย เก็บขยะ รวมทั้งการศึกษา รัฐบาลทั้งโลกเขาเรียกภาษีนี้ว่าภาษีที่เกิดจากการได้ประโยชน์ จากองค์กรท้องถิ่น หรือ benefit taxation
ลองนึกภาพว่าถ้ารัฐบาลทองถิ่นบริหารดีทำให้ท้องถิ่นหรือชุมชนของตนน่าอยู่อาศัยในทุกๆ ด้าน สมกับความเต็มใจของผู้เสียภาษี ภาระภาษีของเจ้าของบ้านและที่ดิน คงจะขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและขีดความสามารถขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คือถ้ายิ่งมีคุณภาพสูง คนก็ยิ่งยินดีจ่ายภาษี นี่ไม่ใช่ภาระอะไรเลย เป็นเรื่องของการแลกเปลี่ยน คนท้องถิ่นยินดีจ่ายภาษีทรัพย์สินเพราะรู้ว่าจะได้อะไรกลับมา ทำไมข้าราชการกระทรวงการคลังไม่คิดเช่นนี้ ทำไมไม่ท้วงติง และยับยั้งความเห็นแก่ตัวขอ สนช.และ ครม.ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ที่เสนอโครงสร้างภาษีใหม่ที่ไม่ได้เรื่องแบบนี้ออกมาได้
อย่าลืมว่าจริงๆ ภาระภาษีไม่มากเลยถ้ามีการออกแบบให้เหมาะสม
อย่าลืมว่าเราทั้งหลายได้กำไรจากมูลค่าที่ดินที่เพิ่มขึ้นเป็นร้อยเป็นพันเปอร์เซ็นต์ในหลายสิบปีที่ผ่านมา
คุณไม่สามารถอ้างได้ว่าคุณมีบ้านเพื่ออยู่อาศัย บ้านก็เป็นสินค้าทุน เป็นทรัพย์สิน คุณจะอยู่หรือจะขาย จะลงทุน จะให้เป็นมรดก ก็เป็นเรื่องของคุณมันไม่ใช่สินค้าเพื่อการบริโภค มันสร้างมูลค่า อย่างน้อยก็ทำให้คุณได้อยู่อาศัย เรียกว่ามันให้ capital service ถ้ารู้จักเก็บฐานกว้างรัฐบาลท้องถิ่นจะมีรายได้มหาศาล
ลองนึกบ้านที่ไม่เกิน 5 ล้านบาท อัตราภาษีร้อยละ 0.03 ก็จะเสียภาษีแค่ 1,500 บาท ต่อปี ซึ่งน้อยมากเมื่อเทียบกับค่าทะเบียนรถประจำปีของผู้เขียนซึ่งมีอายุ 30 ปี ปัจจุบันยังเสียค่าต่อทะเบียนปีละสองพันกว่าบาท มันยุติธรรมหรือกับบ้านหลังหลักมูลค่า 50 ล้าน และได้รับยกเว้นภาษี
ผู้เขียนเชื่อว่าโดยเฉลี่ยบ้านในเมืองไทย ซึ่งคงมีประมาณ 20-30 ล้านหลังมูลค่าโดยเฉลี่ยไม่น่าจะเกิน 10 ล้านบาท (ควรมีการทำวิจัย) คนมีบ้าน 50 ล้านขึ้นไป อัตราภาษีร้อยละ 0.05 จะเสียภาษีปีละ 25,000 บาท คนมีบ้านระดับนี้ต้องมีเงินมากกว่านี้เยอะ ทำไมจะเสียภาษีให้รัฐไม่ได้ แล้วบ้านหลังนี้ ที่ดินที่เจ้าของซื้อมาต้นทุนอาจจะเป็นแค่ 10 เปอร์เซ็นต์หรือต่ำกว่านั้น ของราคาท้องตลาดก็เป็นได้
ภาพลวงตาที่รัฐบาล คสช.ได้รับคำชมเชยเรื่องภาษีที่ดินฯนี้ เกิดจากความพยายามที่จะเก็บภาษีที่ดินที่ว่างเปล่า ไม่ใช้ทำประโยชน์ ซึ่งโดยผิวเผินมีเจตนารมณ์ที่ดี แต่ลึกๆ มันก็ไม่เป็นธรรมและมีปัญหา เราจะกลับมาในเรื่องนี้อีกในโอกาสต่อไป
ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์

