อย่างที่พูดถึงเอาไว้ในสัปดาห์ที่แล้วว่า ภูมิอากาศในเมืองไทยและประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงที่ผ่านมา ร้อนมาก ร้อนชนิดที่ต้องเรียกว่าวิปริต ซึ่งบางคนบอกว่าเป็นเพราะเราเกิดภาวะ “ฮีตเวฟ” หรือ “คลื่นความร้อน”
ฮีตเวฟ อาจเกิดขึ้นจากการสะสมความร้อนในพื้นที่นั้นๆ ต่อเนื่องกันระยะหนึ่ง เนื่องจากกระแสอากาศในบริเวณดังกล่าว นิ่ง ไม่มีลม ไม่มีความเคลื่อนไหว หรือในอีกกรณีหนึ่งก็คือ เกิดมีกระแสลมหอบเอาความร้อนจากพื้นที่ที่ร้อนจัดอย่างเช่นทะเลทรายเข้ามา แล้วถูกกระแสอากาศกักปกคลุมไว้เหนือพื้นที่หนึ่งๆ
ในเมืองไทยว่ากันว่าน่าจะเกิดจากกรณีแรกเป็นสำคัญ
แต่ถ้าถามว่าแล้วเหตุปัจจัยอะไรที่ก่อให้เกิดฮีตเวฟ ภูมิอากาศแบบวิปริตชนิดหนึ่งซึ่งเราไม่ค่อยเจอะเจอกันมาก่อนในปีนี้ ผู้สันทัดกรณีด้านอุตุนิยมวิทยาบอกว่า เป็นเพราะรูปแบบของภูมิอากาศที่กำลังเปลี่ยนแปลง
เรารู้กันว่าปีที่ผ่านมา ภูมิอากาศในบ้านเราได้รับอิทธิพลจาก “เอลนีโญ” ที่ทำให้พื้นที่เหนือพื้นผิวของมหาสมุทรแปซิฟิกส่วนใหญ่อุ่นขึ้น อุณหภูมิสูงขึ้นจากค่าเฉลี่ยอย่างน้อย 0.5 องศาเซลเซียส โดยในความเป็นจริงอาจสูงกว่านั้นไม่น้อยเนื่องจากเอลนีโญในช่วงที่ผ่านมาถือเป็นเอลนีโญที่รุนแรงมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์
เอลนีโญพากระแสอากาศร้อนไหลแผ่มาทางตะวันออก เมื่อสิ้นสุดวัฏจักรของมัน ลานีญาจะปรากฏขึ้นตามมา กระแสน้ำที่เย็นกว่าอุณหภูมิเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 0.5 องศาเซลเซียส จะค่อยๆ แผ่ไปทางตะวันตกของมหาสมุทร
การสะวิงระหว่างเอลนีโญและลานีญานี้ ทางวิชาการเรียกว่า การแกว่งหรือการสะวิงของเอลนีโญ เมื่อเกิดขึ้นทางซีกโลกใต้ก็เลยเรียกว่าการแกว่งของกระแสอากาศเอลนีโญทางใต้ (the El Nino Southern Oscillation) เรียกสั้นๆ ว่า เอนโซ (ENSO)
สำนักงานเพื่อการศึกษาบรรยากาศและสมุทรศาสตร์แห่งชาติ (โนอา) ของสหรัฐอเมริกา พยากรณ์ไว้ว่ามีโอกาส 85 เปอร์เซ็นต์ที่จะเกิดปรากฏการณ์เอนโซขึ้นในช่วงระหว่างเดือนเมษายนและมิถุนายน ปี 2024 นี้ โดยมีโอกาส 60 เปอร์เซ็นต์ที่ลานีญาจะปรากฏให้เห็นชัดเต็มรูปแบบในช่วงระหว่างเดือนมิถุนายนถึงเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้
สิ่งที่ต้องตั้งข้อสังเกตก็คือ การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวจะกินเวลาช่วงระยะเวลาหนึ่ง อย่างน้อย 1 เดือน หรืออย่างมากที่สุด 4 เดือน ช่วงเวลาของเอนโซนี่แหละที่เปิดโอกาสให้เกิดภาวะวิปริตของภูมิอากาศเกิดขึ้นได้มากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับว่าลานีญาที่จะเกิดขึ้นตามมามีความรุนแรงมากแค่ไหน
ถ้าลานีญาอ่อนแอ หรือจัดอยู่ในระดับปานกลางอิทธิพลของเอลนีโญก็จะอาละวาดอยู่นานหน่อย เหมือนเช่นที่ก่อให้เกิดภาวะ “ฮีตเวฟ” ขึ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งในไทยเราที่ผ่านมานั่นเอง
เมื่อลานีญาเติบโตได้ที่ ก็จะค่อยๆ พลิกผันให้รูปแบบอากาศร้อน แล้ง ภายใต้เอลนีโญซึ่งทั่วโลกเผชิญมาเมื่อปีที่แล้ว ให้กลับไปอีกด้านหนึ่ง แต่ในเวลาเดียวกันก็จะกลายเป็นพื้นฐานที่จะก่อให้เกิดพายุหมุนในรูปแบบต่างๆ เช่น เฮอริเคนในแอตแลนติก หรือไต้ฝุ่นในแปซิฟิก ขึ้นตามมาด้วยเช่นกัน
ประเด็นที่ทำให้นักอุตุนิยมวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิอากาศทั่วโลกกำลังกุมขมับอยู่ในเวลานี้ก็คือ ภาวะเอนโซในปีนี้กำลังเกิดขึ้นโดยที่ภาวะโลกร้อนที่มนุษย์สร้างขึ้นนั้นทำให้อุณหภูมิทั่วโลกร้อนขึ้นมาอยู่ในระดับสูงสุดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนนั่นเอง
เลยไม่มีใครกล้าทำนายทายทักว่า เอนโซที่กำลังเกิดขึ้นหรือจะเกิดขึ้นจะเป็นไปอีท่าไหนกันแน่
ผู้เชี่ยวชาญของโนอาเชื่อว่า ภาวะโลกร้อนน่าจะส่งผลต่อเอนโซไม่น้อย โดยแสดงให้เห็นเป็นภาพการ์ตูนง่ายๆ ของการโล้ชิงช้า (ดูภาพประกอบ)
เอนโซเดิมที่ไม่มีอิทธิพลจากภาวะโลกร้อน จะแกว่งตัวกลับไปกลับมาแคบๆ และไม่รุนแรง ภาวะโลกร้อนจะทำให้การแกว่งตัวของเอนโซทั้งกว้าง (นาน) ขึ้นและรุนแรงขึ้น
คนในแถบอเมริกาใต้, ซับ-ซาฮาราของแอฟริกา และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาจต้องเผชิญกับภาวะอากาศแบบสุดโต่งมากขึ้นและนานขึ้นกว่าปกติธรรมดาเมื่อไม่มีภาวะโลกร้อนเข้ามาเกี่ยวข้อง
ไมเคิล แมคฟาดเดน นักวิทยาศาสตร์อาวุโสของโนอา บอกว่า ปี 2024 นี้จะเป็นปีของการทดสอบและสังเกตการณ์ว่าจะเป็นจริงอย่างที่ทางโนอาคาดการณ์เอาไว้อย่างนั้นหรือเปล่า
ถ้าเป็นจริงแล้วละก็ รอเผชิญหน้ากับภาวะอากาศแบบวิปริตนอกเหนือความคาดหมายกันอีกมากมายในอนาคตอันใกล้ได้เลยครับ

