หน้าแรก คอลัมนิสต์ อุบัติการณ์ขอ...

อุบัติการณ์ของสติปัญญา

12.05.24 | 13:30 น.

อุบัติการณ์ของสติปัญญา

สติปัญญาอุบัติขึ้นมาได้อย่างไร ทุกวันนี้เรายังได้แต่คาดคะเน และยังมีปริศนาน่าคิดอยู่มากมาย พุทธศาสนาและวิทยาศาสตร์สอนให้เราค้นหาความจริง แต่ที่เห็นเป็นข่าวอยู่ทุกวัน คืออุปาทานและอวิชชา แต่ละฝ่ายถือความจริงของตน และห้ำหั่นกันในนามของความจริงหรือความโลภก็ไม่รู้ อย่างไรก็ดี สติปัญญาได้อุบัติขึ้นท่ามกลางความกว้างใหญ่และยาวนานของอดีตอันยากหยั่งถึง ไปสู่อนาคตที่มีขอบเขตเพียงใดก็ไม่รู้

ผมซื้อหนังสือมาเล่มหนึ่ง ชื่อ “เอกภพ สรรพสิ่ง และมนุษยชาติ” เรียบเรียงโดยรอฮีม ปรามาท จากบทความของนักวิทยาศาสตร์หลายคน มีบทหนึ่งชื่อ “รูปแบบและวิถีชีวิตในเอกภพ” ที่มาจากการบรรยายของนักวิทยาศาสตร์ผู้ปราดเปรื่องคือ สตีเฟน ฮอกกิง

ดูเหมือนว่าเอกภพ (universe) มี 4 มิติ คือ 3 มิติเชิงระยะทาง และ 1 มิติเชิงกาลเวลา ทฤษฎีอันเป็นที่ยอมรับคือ เอกภพกำเนิดขึ้นโดยการระเบิดสุดมหัศจรรย์ชื่อ “บิกแบง” เมื่อประมาณ 14,500 ล้านปีก่อน จากนั้น เวลาก็ดำเนินไปไม่หยุดยั้ง สันนิษฐานกันว่าบิกแบงเกิดขึ้น ณ จุดกำเนิดขนาดเล็ก ที่มีความหนาแน่นและอุณหภูมิสูงมาก เมื่อระเบิดแล้ว สสารและพลังงานกระจายออกไปและอุณหภูมิค่อย ๆ ลดลง มีทฤษฎีหนึ่งเสนอว่า เอกภพเคลื่อนตัวออกจากกันโดยการพองตัวเป็นจุด ๆ แต่ก็ยังไม่มีแนวคิดใดที่ได้รับการยืนยันจากการสังเกตการณ์หรือการทดลอง

เราวัดระยะทางในเอกภพด้วยหน่วย “ปีแสง” คือระยะทางที่แสงใช้ในการเดินทางในหนึ่งปี เราทราบว่าแสงเดินทางด้วยความเร็วประมาณ 300,000 กิโลเมตรต่อวินาที จึงคำนวณได้ว่าหนึ่งปีแสงมีค่าประมาณ 9,460,730,472,580.8 กิโลเมตร หรือประมาณ 236 ล้านเท่าของเส้นรอบวงของโลก ระยะทางหนึ่งปีแสงนั้นแสนยาวจนจินตนาการถึงได้ยาก

Advertisement

โลกพิภพใบนี้อยู่ในดาราจักร (galaxy) ที่เรียกว่าทางช้างเผือก ซึ่งมีขนาดประมาณ 1 แสนปีแสง ดาราจักรเพื่อนบ้านถัดไปคือแอนโดรเมดา อยู่ห่างออกไป 2.25 ล้านปีแสง นักวิทยาศาสตร์ประมาณค่าว่าเอกภพมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 23 ล้านล้านปีแสง แต่เอกภพที่สังเกตการณ์ได้อยู่ภายในรัศมี 14,000 ล้านปีแสง ภายในรัศมีนี้ มีกลุ่มดาราจักรหรือกาแล็กซี 500 ล้านกลุ่ม ซึ่งเป็นที่รวมของดาราจักรขนาดใหญ่ 10,000 ล้านดาราจักร และดาราจักรแคระอีก 100,000 ล้านดาราจักร ส่วนดาราจักรทางช้างเผือกของเราถือเป็นขนาดกลางไม่ใช่ขนาดแคระ สรุปคือเอกภพมีดาวฤกษ์ประมาณ 20 ล้านล้านล้านดวง ใครสามารถจินตนาการได้ก็เชิญ

กลับมาที่โลกของเราซึ่งเป็นดาวเคราะห์ดวงหนึ่งที่หมุนรอบตัวเองและรอบดวงอาทิตย์ ดาวเคราะห์ดวงนี้เกิดขึ้นจากการรวมตัวกันของกลุ่มก๊าซและเศษจากการระเบิดของดาวก่อนหน้านี้ ย้อนไปประมาณ 4,500 ล้านปีก่อน ตอนนั้นอุณหภูมิของโลกยังสูง ไม่เหมาะแก่การกำเนิดชีวิต ซึ่งต้องการอุณหภูมิที่เหมาะแก่การรวมตัวของคาร์บอนกับอะตอมอื่น เช่น ไนโตรเจน และฟอสฟอรัส เพื่อประกอบเป็นโมเลกุลของสารอินทรีย์ เวลาผ่านไปประมาณ 500 ล้านปี ทั้งอุณหภูมิและองค์ประกอบของบรรยากาศก็เหมาะสมมากขึ้นแก่การเกิดสิ่งมีชีวิตในรูปของแบคทีเรีย

ปริศนาข้อแรกคือ แบคทีเรียอุบัติขึ้นในโลกนี้ได้อย่างไร ผมขอตัดสมมุติฐานว่ามีสิ่งเหนือธรรมชาติสร้างมันขึ้นมา สมมุติฐานว่ามันมากับลูกอุกกาบาตหรือมาจากนอกโลกพอมีความเป็นไปได้ แต่ผมเลือกเชื่อในทฤษฎีวิวัฒนาการมากกว่า คือเชื่อว่าแรกทีเดียว มีการลองผิดลองถูกของปฏิกิริยาเคมีบนโลก จนเกิดเป็นโมเลกุลขนาดใหญ่ขึ้น โดยมีคาร์บอนเป็นองค์ประกอบการเชื่อมต่อ ต่อมาเกิดเป็นกรดอะมีโนและโปรตีน ฯลฯ ซึ่งทำหน้าที่เหมือนเป็นรหัสให้เกิดปฏิกิริยาเคมีซ้ำเดิม เข้าทำนองการทำสำเนา

องค์ประกอบที่สำคัญของการกำเนิดเซลล์มีชีวิตอีกองค์ประกอบหนึ่ง คือการสร้างเยื่อหุ้มห่อบางๆ เป็นผนัง คอยคุ้มครองส่วนภายใน อีกทั้งเป็นช่องทางติดต่อกับภายนอก คือคัดกรองการสื่อสารแลกเปลี่ยนกับสิ่งแวดล้อมนั่นเอง ทั้งนี้ เพื่อความคงทนของเซลล์และเพื่อรับพลังงานอันจำเป็นต่อกระบวนการที่เรียกว่าเมตาโบลิสม์ พลังงานนี้น่าจะมาจากอาหาร และจากแสง ในลักษณะการสังเคราะห์แสงโดยคลอโรฟิลล์ของใบไม้นั่นเอง เอาละ เราต้องการสารเคมีตั้งต้น อาทิ ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ คาร์บอนไดออกไซด์ ไนโตรเจน สารฟอสฟอรัส กำมะถัน ฯลฯ ซึ่งมีอยู่รวมกันในสิ่งแวดล้อมที่พอเหมาะ เช่น บริเวณปล่องภูเขาไฟ ริมมหาสุมทร อีกทั้งมีพลังงานมาช่วยเร่งปฏิกิริยา เช่น รังสีอุลตราไวโอเลต รังสีคอสมิกจากการระเบิดของผิวดวงอาทิตย์ ฟ้าผ่า เป็นต้น นักวิทยาศาสตร์ได้พยายามรวมสิ่งเหล่านี้เข้าด้วยกันในบริบทของห้องทดลอง ผลก็คือได้สารอินทรีย์หลายชนิด แต่ยังไม่เกิดเป็นสิ่งมีชีวิตที่เคลื่อนที่ได้ กินอาหาร สังเคราะห์แสง และขยายพันธุ์ได้ จะว่าขาดการเสกสรรค์โดยสิ่งมหัศจรรย์แห่งชีวิตได้หรือไม่ หรือขาดการลองผิดลองถูกกับสารเคมีและสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ดังตัวอย่างที่เกิดขึ้นในโลกที่ใช้เวลานานหลายล้านปี กว่าจะเกิดผลที่ใช้ได้

แบคทีเรียแรกเริ่มที่เกิดขึ้นในโลกนี้มีชื่อว่า “ซีอาโน” มันขยายตัวได้รวดเร็วและเกาะกันเป็นแผง คงเป็นเพื่อประสิทธิภาพในการรับพลังงานจากแสงอาทิตย์ เราพบร่องรอยที่เก่าแก่ที่สุดของมันบนหินที่อิซัว ประเทศกรีนแลนด์ ซึ่งมีอายุย้อนกลับไป 3,800 ล้านปี ยังเป็นปริศนาอยู่ว่าทำไมหินที่นี่จึงมีอายุยืนยาวถึงปานนี้ ลองมาดูเส้นเวลากันบ้าง

ตั้งแต่การเกิดแบคทีเรีย (0.5 พันล้านปีหลังเกิดโลก) จนถึงการเกิดมนุษย์ (โฮโม ซาเปียนส์) ใช้เวลาประมาณ 4 พันล้านปี ในสเกลของพันล้านปี อุบัติการณ์ของมนุษย์ใช้เวลา 0.0001 พันล้านปี หรือ 1 แสนปี กว่าจะเริ่มพัฒนาภาษาเขียน ที่เป็นบ่อเกิดการเรียนรู้ การสื่อสาร และการสะสมข้อมูลที่ถ่ายทอดรุ่นต่อรุ่น จนเป็นอุบัติการณ์ของสติปัญญาที่กำลังพยายามคะเนขนาดของทางช้างเผือกในระดับความยาว 1020 เมตร และคะเนส่วนประกอบอนุภาคควาร์กในระดับความยาว 10-14 เมตร ช่วงเวลาที่เราพัฒนาสติปัญญานั้นมีเพียงประมาณ 1 หมื่นปี หรือ 0.00001 พันล้านปี แทบเป็นเพียงจุดจุดหนึ่งบนเส้นเวลาข้างต้น และเรายังมีเวลาอีกประมาณ 2.5 พันล้านปี ก่อนที่ดวงอาทิตย์จะดับสูญเนื่องจากเผาผลาญไฮโดรเจนหมดไปเป็นฮีเลียม

เราไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อจากนั้น ตามกฎข้อที่สองของอุณหพลศาสตร์ เอนโทรปีซึ่งเป็นค่าโดยประมาณของความไร้ระเบียบ จะเพิ่มมากขึ้นเสมอตามกาลเวลา แต่นี่หมายถึงความไร้ระเบียบในภาพรวมของเอกภพ หรือดาราจักร หรือสุริยะจักรวาล แต่ขณะเดียวกัน ก็อาจเกิดระบบย่อย เป็นดาวเคราะห์ เป็นสิ่งมีชีวิตใหม่ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้เป็นเหมือนเกาะแก่งของความมีระเบียบ ที่จะเกิดและดับสลาย จนกว่าการดับสลายสุดท้าย ที่ทั้งดาราจักรหรือทั้งเอกภพ จะมีอุณหภูมิเท่า ๆ กันหมด ในความมืดและความตาย แต่ยังมีความเป็นไปได้อีกทางหนึ่งคือ เอกภพจะเปลี่ยนจากการพองตัวมาเป็นการยุบตัว เข้าสู่จุดที่ความหนาแน่นและอุณหภูมิมีค่าสูงมาก จนเกิดเป็นบิกแบงอีกครั้ง ผู้อ่านอาจนึกว่าเราจะคิดเรื่องเหล่านี้ไปทำไม เพราะชีวิตเรามีเวลาอย่างมาก 100 ปี หรือ 0.0000001 พันล้านปี โจทย์ก็คือ เราจะหวงแหนเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ จะหวังสืบทอดรหัส DNA ที่ได้มาอย่างแสนยากเย็นต่อไปไม่สิ้นสุดกระนั้นหรือ ผู้อ่านคงต้องหาคำตอบเอาเอง และต้องหาด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตัว

ถึงแม้ว่าการเกิดขึ้นของโมเลกุล DNA ที่เป็นรหัสพันธุกรรมเพื่อสร้างสำเนามนุษย์ต่อไป จะแสนยาก แต่เอกภพนั้นกว้างใหญ่ไพศาล มีดวงดาวเหลือคณานับ จึงอาจคาดหมายได้ว่ามีระบบสุริยะอื่น ๆ อีกนอกเหนือจากของเรา จะต้องมีสิ่งมีชีวิตและสติปัญญาเกิดขึ้นในที่อื่น ๆ ของเอกภพอยู่เป็นแน่ โดยที่ระบบสุริยะบางแห่งอาจเกิดขึ้นก่อนหน้าโลกเป็นเวลานานนับพันล้านปี แล้วทำไมเราไม่ได้รับการติดต่อจากพวกเขา หรือว่าระยะทางมันไกลเกินไป หรือว่าดวงอาทิตย์ของพวกเขาดับสูญเร็วไป ไม่ให้เวลาแก่สัตว์เซลล์เดียวที่จะวิวัฒนาการเป็นสัตว์หลายเซลล์ แล้วจึงเพิ่มความซับซ้อนจนเกิดเป็นสติปัญญา หรือว่าโลกของพวกเขาถูกลูกอุกกาบาตขนาดใหญ่ชนจนทำลายเซลล์เริ่มต้นไปหมดและต้องเริ่มต้นใหม่ ฯลฯ นี่ยังคงเป็นปริศนาน่าคิด อยู่ต่อไป

ขอกลับมาสู่อนาคตอันไม่ไกลนัก ฮอกกิงทำนายว่า เราอาจเข้าสู่ “ยุคแห่งการส่งผ่านข้อมูลภายนอก” ที่ผ่านมา วิวัฒนาการจนมาถึงอุบัติการณ์ของสติปัญญานั้น อาศัยการส่งผ่านข้อมูลภายใน ล่าสุดคือการส่งผ่านข้อมูลโดยอาศัยรหัสที่มีอยู่ใน DNA ข้อมูลใน DNA มีประมาณ 3 พันล้านบิต แต่มีที่ซ้ำ ๆ กัน หรือไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไร ที่ใช้ประโยชน์จริง ๆ มีประมาณ 1 ร้อยล้านบิต ซึ่งน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลภายนอก เช่น ที่มีอยู่ในหนังสือ 5 ล้านเล่มของห้องสมุดขนาดใหญ่ ที่มีข้อมูลประมาณ 10 ล้านล้านบิต

ข้อมูลภายนอกที่เก็บไว้อย่างคงทนถาวร เช่น ในหน่วยจำขนาดใหญ่ของคอมพิวเตอร์ (big data) มีปริมาณมหาศาล การอุบัติขึ้นของสติปัญญาหรือของมนุษย์ฉลาด (โฮโม ซาเปียนส์) ไม่ได้เป็นเพียงแค่ยีน เราอาจไม่แข็งแรงกว่าหรือมีสมองที่ดีกว่ามนุษย์ถ้ำ สิ่งที่เรามีมากกว่าพวกเขาคือข้อมูลที่สะสมมานานนับหมื่นปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 300 ปีที่ผ่านมา เมื่อมองให้กว้าง เราควรถือว่าการส่งผ่านข้อมูลจากภายนอกเป็นส่วนหนึ่งของวิวัฒนาการของมนุษยชาติ เช่นเดียวกับการส่งผ่านข้อมูลผ่าน DNA

สติปัญญาอุบัติใหม่มีชื่อว่าปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่สามารถประมวลข้อมูลมหาศาลเพื่อตอบโจทย์ให้ได้ดีที่สุดโดยอาศัยข้อมูลที่มี สามารถเล่นหมากรุก หมากล้อม ฯลฯ ได้ด้วยสติปัญญาที่เหนือกว่ามนุษย์คนที่เก่งที่สุดได้สบาย แต่ปัญญาประดิษฐ์กำลังวิวัฒนาการไปเป็นปัญญาประดิษฐ์เอง (Generative AI) สามารถตอบโจทย์แบบสร้างสรรค์โดยไม่ถูกจำกัดด้วยข้อมูลเดิม เช่น อาจวางระบบบริหารจัดการใหม่ที่ไม่มีในศูนย์ข้อมูลปัจจุบัน ลองจินตนาการว่ามีระบบปัญญาประดิษฐ์ ที่สามารถหาแหล่งพลังงานได้เอง ซ่อมแซมระบบเองในกรณีที่เสียหายไม่มากนัก รู้จักแสวงหาวัตถุตั้งต้นเพื่อทำสำเนาตัวเอง มีวิวัฒนาการที่เป็นการเพิ่มพูนสติปัญญาของตน แล้วระบบปัญญาประดิษฐ์นี้จะต่างอะไรกับสิ่งมีชีวิต แล้วโฮโม ซาเปียนส์ จะอยู่อย่างไร ผมเข้าใจว่านักวิทยาศาสตร์เห็นศักยภาพของปัญญาประดิษฐ์ และกำลังคาดคะเนถึงอันตรายของมันด้วย แต่น่าเสียดายที่มหาอำนาจยังอยากใช้ AI หรือ GAI เพื่อความได้เปรียบในการแข่งขันเชิงเศรษฐกิจ มากกว่าจะคิดร่วมมือกันอย่างจริงจังในเรื่องนี้

ขอถอยเวลากลับมาอยู่ในกระบวนทัศน์ DNA ปัจจุบัน เรามีความสามารถในการตกแต่งพันธุกรรม หรือแทรกแซงวิวัฒนาการได้แล้ว เราได้ก้าวพ้นหลักการคัดสรรทางธรรมชาติตามที่ดาร์วินได้ศึกษาไว้ เรารู้ว่าโมเลกุล DNA มีลักษณะเป็นเกลียวคู่เหมือนบันไดวน ประกอบด้วยกรดนิวคลิอิก 4 ชนิด ที่เชื่อมต่อระหว่างเส้นเกลียวทั้งสอง เส้นเกลียวแต่ละเส้นสามารถแยกตัวออก และทำหน้าที่เป็นแม่พิมพ์สร้างสำเนาตัวเองขึ้นมาใหม่ ขณะเดียวกันก็เป็นรหัสในการสร้างโมเลกุลต่าง ๆ เช่นโปรตีน ตลอดจนเป็นรหัสการประกอบโมเลกุลให้เป็นอวัยวะต่าง ๆ ขึ้นมา จนเป็นสมอง เป็นร่างของสัตว์ต่าง ๆ รวมทั้งมนุษย์

ปัจจุบัน มีกฎหมายห้ามการใช้เทคนิคพันธุวิศกรรมกับมนุษย์ เป็นเพราะกลัวว่าจะสร้างอสุรกาย เช่น ในนิยายแฟรงเกนสไตน์ แต่ฮอกกิงเชื่อว่า เราจะทนความเย้ายวนใจของพลังอำนาจในการปรับปรุงศักยภาพและลักษณะด้านต่าง ๆ ของมนุษย์ไม่ไหว เราอาจเริ่มจากเทคโนโลยีเซลล์ต้นกำเนิด (stem cell) ต่อไปอาจหาทางขยายขนาดของส่วนความจำเพื่อให้มนุษย์ฉลาดขึ้น ต่อไปอีกหลายปี เราอาจค้นพบการเชื่อมโยงระหว่างสมองกับจิต เพื่อช่วยในการรักษาโรคจิต หรือช่วยถอดถอนสัญชาตญาณก้าวร้าวรุนแรง เป็นต้น เมื่อนั้น มนุษย์พันธุวิศวกรรมใหม่จะถือกำเนิดขึ้น และปัญหาใหญ่จะตามมา

สติปัญญาใหม่หรือจะเรียกว่าภัยอุบัติใหม่นั้น จะเกิดขึ้นหรือไม่ก็ไม่ทราบ แต่มนุษย์กำลังเผชิญปัญหาร้ายแรงที่คุกคามมนุษยชาติอยู่สองสถาน คือภัยจากสงครามนิวเคลียร์ที่อาจเกิดขึ้นเมื่อไรหรือไม่ และภัยจากสภาพภูมิอากาศร้อนหรือภาวะโลกร้อน ถ้ามองย้อนหลังไปไกลนับพันล้านปี หรือมองไปข้างหน้าในสเกลเวลาเดียวกัน ชั่วขณะนี้เป็นเพียงแค่พริบตาเดียว ที่อาจตัดสินหายนภัย/การสูญพันธุ์หรือการอยู่รอดของโฮโม ซาเปียนส์ ซึ่งปัจจุบันมีสติปัญญาพอที่จะเห็นปัญหาที่เราเผชิญอยู่ร่วมกัน สิ่งที่ต้องการคือปรีชาญาณ และปัญญา (wisdom) ที่จะมีร่วมกันนั่นเอง

โคทม อารียา