เรื่องเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 4 กุมภาพันธ์
เมื่อ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตอบข้อถามผู้สื่อข่าวเรื่องการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินภายในประเทศเพราะรัฐถังแตกหรือไม่จึงต้องเพิ่มภาษี ว่า
ไม่เป็นความจริง เพราะ ณ เดือนธันวาคม 2559 รัฐบาลยังมีเงินคงคลังทั้งสิ้น 74,907 ล้านบาท
ในคืนวันเดียวกัน
นายเดชรัต สุขกำเนิด หัวหน้าภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊ก ว่า
“ตอนเดือนกันยายน 2557 หลังจากรัฐบาล คสช.เข้ารับตำแหน่งใหม่ๆ ตอนนั้นรัฐบาลมีเงินคงคลัง 495,747 ล้านบาท
ผ่านไป 2 ปีกว่า เงินคงคลังของรัฐบาลเหลืออยู่ 74,907 ล้านบาท
ยังไม่ถังแตกครับ แค่มีเงินคงคลังลดลงไป 420,840 ล้านบาทเท่านั้นเอง
ยังไม่นับรวมว่ารัฐบาล คสช.กู้ยืมเงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณอีก 744,187 ล้านบาทครับ นึกไม่ออกเลยจริงๆ ว่า ถ้าได้รับโอกาสบริหารประเทศไปอีก 15 ปี
ฐานะการคลังของประเทศจะเป็นอย่างไร”
เป็นเรื่อง
เปิดทำงานในเช้าวันจันทร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.
ตอบข้อถามผู้สื่อข่าวเรื่องฐานะเงินคงคลังของรัฐบาล ด้วยอาการหงุดหงิด
หงุดหงิดทั้งกับนักวิชาการ
หงุดหงิดกับสื่อ
ท่าทีเดียวกันนี้ได้รับการตอกย้ำโดย พล.ท.สรรเสริญ ในฐานะโฆษกรัฐบาล ผู้เป็นต้นเรื่อง
ก่อนที่ท่าทีของนายกรัฐมนตรีจะเปลี่ยนไปในวันที่ 7 กุมภาพันธ์
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ต้องขอโทษเพราะบางทีก็หงุดหงิด
ที่ตนทราบคือ รมว.คลังได้ชี้แจงแล้ว 2-3 รอบ แต่พอมาถามซ้ำบางทีก็ไม่ไหวมันกดดันเยอะ
รัฐบาลนี้จะขับเคลื่อนหลายโครงการออกมาให้ได้ อาจทำให้ยอดการใช้จ่ายสูงขึ้น
หากเรามีค้างไว้เยอะแล้วเบิกมาไม่ได้ก็จะถูกไล่เรื่องการใช้จ่ายงบอีก จะพันกันหมด
ตนไม่ได้โกรธนักวิชาการ แต่เสนออะไรมาขอให้พูดด้วยข้อมูล หากสงสัยถามมาก็จะตอบ
อย่ามาจับผิดจับถูกตอนนี้
แต่ที่เข้มไม่เปลี่ยนก็คือโฆษกรัฐบาล
พล.ท.สรรเสริญ แถลงในช่วงเย็นวันเดียวกันว่า สื่อมวลชนส่วนใหญ่เข้าใจว่า “เงินคงคลัง” คืออะไร มีวิธีการใช้จ่ายอย่างไร
มีเพียงเฉพาะสื่อมวลชนบางส่วนซึ่งเป็นส่วนน้อยที่อาจจะมีนัยทางการเมือง
นำประเด็นดังกล่าวไปพาดหัวข่าวที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ความมั่นคง และความเชื่อมั่นจากต่างประเทศ
กรณีเช่นนี้องค์กรสื่อมวลชนจะมีวิธีการที่จะดูแลและบริหารจัดการกันเองอย่างไร
แต่นักวิชาการที่ตั้งข้อสังเกตเรื่องดังกล่าวก็มิได้มีเพียงผู้เดียว
นายพิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊กอธิบายเรื่องดังกล่าวว่า
เงินคงคลังเป็นบัญชีเงินฝากของกระทรวงการคลัง ก็เสมือน “เงินสดในลิ้นชัก” ของร้านโชห่วย
รัฐบาลนี้ขาดดุลงบ 2558-59 ปีละกว่า 3 แสนล้านบาท
ถ้าจะไม่ให้เงินคงคลังลดลง ก็ต้องเก็บภาษีเพิ่มหรือกู้เพิ่ม ซึ่งรัฐบาลนี้ทำทั้งสองอย่าง
รัฐบาลนี้กู้เงินในช่วงสองปี 6.7 แสนล้านบาท ทำให้เงินคงคลัง ณ สิ้นเดือนกันยายน 2559 ยังสูงที่ 4.4 แสนล้านบาท
“แต่แล้วแค่สามเดือน เงินคงคลังฮวบเหลือแค่ 7.5 หมื่นล้านบาท
ต่ำสุดในรอบหลายปี
สาเหตุคือช่วงสามเดือนนั้น รายได้รัฐหดหายไป 5.2% แต่ใช้จ่ายเพิ่ม 6%
(เฉพาะธันวาคมเดือนเดียว รายได้รัฐหายไป 22.7%)
แต่กลับกู้สุทธิเพิ่มแค่ 5 พันล้านบาท
ทำให้ขาดดุลเงินสดสูงถึง 3.7 แสนล้านบาท
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอ้างว่า มีนโยบายเก็บเงินสดไว้น้อยๆ ไม่กู้เงินมากองไว้ จะได้ไม่ต้องเสียดอกเบี้ย
และที่ขึ้นภาษีน้ำมันเครื่องบินก็ไม่เกี่ยว
เป็นอย่างไหนผู้อ่านก็คิดดูเอาเองแล้วกัน
รัฐบาลมีรายรับเดือนละ 1.5-3.0 แสนล้านบาท แต่รายจ่ายเดือนละ 2-4 แสนล้านบาท เฉพาะเงินเดือนค่าจ้างพนักงาน-ข้าราชการ
ก็ปาเข้าไปเดือนละ 5 หมื่นล้านบาท
เงินในลิ้นชักแค่ 7.5 หมื่นล้านบาท
มันจะฉิวเฉียดมากไปหรือเปล่า?”
กรณีเงินคงคลัง-ถังแตกจึงยังไม่ได้ห่าง “จุดเดือด” ไปเท่าไหร่เลย

