หน้าแรก คอลัมนิสต์ ศึก 2 หน่วยงา...

ศึก 2 หน่วยงาน โดย สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน

10.02.17 | 15:15 น.
แฟ้มภาพ

จะเชียร์ฝ่ายวิศวกรหนุ่มใหญ่ว่าจำเป็นต้องใช้อาวุธปืนยิงใส่กลุ่มวัยรุ่นนักเรียน ม.4 ที่เข้ามารุมล้อมเพื่อทำร้ายร่างกาย หรือจะเชียร์ฝ่ายกลุ่มวัยรุ่นที่ถูกยิงจนเสียชีวิต ว่าอีกฝ่ายทำเกินกว่าเหตุ นี่คือกระแสใหญ่ในสังคมไทยวันนี้

ดูไปแล้วก็น่าสนุกดี ผู้คนในสังคมถึงกับแบ่งฝ่ายตั้งกองเชียร์กันอย่างดุเดือดเลือดพล่าน

อะไรก็ไม่สะอกสะใจเท่ากับ กองเชียร์ประเภท ถ้าเป็นกรูจะยิงให้หมดโม่ หมดแม็ก

สุดยอดจริงๆ คนไทยเรา

เอาความสะใจอยู่เหนือเหตุผล และไม่สนใจว่าจะเป็นการเสริมสร้างบรรยากาศการใช้ความรุนแรงในหมู่เพื่อนมนุษย์เช่นไร

Advertisement

นี่คือความเป็นจริงในสังคมที่ปฏิเสธไม่ได้

แต่คงไม่ได้หมายความว่าจะเป็นเช่นนี้กันหมดทุกคน

เพราะมีคนอีกจำนวนไม่น้อย ที่นั่งดูข่าว ดูคลิปเหตุการณ์นี้แล้ว จะไม่กระโดดลงไปร่วมเป็นกองเชียร์ แต่จะถอยออกมายืนดูว่า ถ้าเราไปเจอสถานการณ์แบบนี้ ควรหรือไม่ควรทำเช่นไร จะได้ไม่ลงเอยเป็นเรื่องบานปลายไปกันใหญ่อย่างเช่นกรณีนี้

เห็นคลิปที่รถอีกฝ่ายมาจอดขวางทาง ก็จะต้องนึกว่า ถ้าเป็นเราเอง ก็คงไปบอกให้ช่วยเลื่อนรถ แต่ถ้าอีกฝ่ายไม่สนใจหรือประเภททำอะไรตามใจไม่เกรงอกเกรงใจคนอื่น ก็ต้องอดทนรออีกสักหน่อย เพราะถ้าไม่ควบคุมอารมณ์ให้ได้ ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นของความรุนแรงด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง ซึ่งไม่คุ้มค่า

ยิ่งถ้าพกพาอาวุธติดตัวไปด้วย นั่นแหละคือเรื่องใหญ่ที่จะตามมา เพราะสัญชาตญาณของทุกคน ก็ต้องหยิบคว้าอาวุธที่ใกล้มือที่สุดและมีอานุภาพมากที่สุด

แต่สุดท้ายคดีนี้ก็คงไปตัดสินกันในชั้นศาล ต้องมีการพิสูจน์รายละเอียดเหตุการณ์อย่างเป็นเรื่องเป็นราว โดยมีพยานหลักฐานประกอบ

กระนั้นก็ตาม ข่าวที่ว่าวิศวกรหนุ่มใหญ่กำลังจะเข้าพบรองปลัดกระทรวงยุติธรรม เพื่อขอความเป็นธรรมนั้น

ต้องยกนิ้วว่า เลือกทางออกได้ดีเยี่ยม

เพราะก่อนหน้านี้ กรณีครูที่ร้องเรียนว่าเป็นแพะในคดีขับรถชนคนตาย เข้าพึ่งพิงหน่วยนี้ถือว่าได้ผลดีทีเดียว

คิดดูแล้วกัน ยื่นร้องขอให้รื้อฟื้นคดี โดยอ้างพยานหลักฐานใหม่คือ นายสับ วาปี ที่เข้าพบตำรวจแสดงตัวยอมรับว่าเป็นคนขับรถชนคนตายตัวจริง ไม่ใช่ครูสาว

แต่พอขึ้นเบิกความในศาล ฝ่ายกระทรวงยุติธรรมก็ตัดพยานปากเอกต้นเรื่องการขอรื้อคดีนี้ทิ้งได้ อ้างว่าเปลี่ยนแนวทางสู้คดีใหม่ เน้นพิสูจน์ที่ตัวรถ

แถมส่งรถไปให้กรมขนส่งฯตรวจ หลังเหตุการณ์ผ่านไปแล้วถึง 12 ปี ทั้งที่การตรวจรถโดยกองพิสูจน์หลักฐาน ได้เคยกระทำไปแล้ว ตั้งแต่ปีที่เกิดเหตุรถชนใหม่ๆ

ทั้งตัดพยานปากเอกต้นเรื่องที่อ้างว่าเป็นพยานหลักฐานใหม่ออก ทั้งเอารถไปตรวจหลังผ่านไป 12 ปี

นี่คือเทคนิคการสู้คดีที่เหนือชั้นอย่างมาก

แต่อีกด้านก็แปลว่า ศึกศักดิ์ศรีระหว่าง 2 หน่วยราชการคราวนี้ ไม่มีใครยอมใคร

ก็ในเมื่อรู้แล้วว่าพยานปากเอกนั้น ความจริงที่แท้เป็นเช่นไร และนี่ก็คือต้นเรื่องทั้งหมดมิใช่หรือ

แต่ก็ใช้วิธีตัดทิ้งออกไป พลิกแพลงวิธีสู้คดี เพื่อเดินหน้าต่อไปอย่างถึงที่สุด

ดังนั้น อย่าว่าแต่ชาวบ้านแบ่งฝ่ายเชียร์กันคนละฟากเลย

หน่วยงานราชการก็ไม่ต่างกัน