หน้าแรก คอลัมนิสต์ คนตกสีที่อยู่...

คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : จริยธรรมและศีลธรรมทางสังคมของคนรุ่นใหม่ กับเด็กเลี้ยงแกะในโลกเสมือน

29.05.24 | 13:18 น.

เรื่องที่จะมาชวนคุยกันในสัปดาห์นี้ เหมือนจะเป็นตอนต่อจากเรื่อง “Woke” การ “ตื่นรู้” ที่ทำให้ผู้คนบางส่วน “แกล้งหลับ” ที่ลงไปในสัปดาห์ที่แล้วพอดี เพราะมีเรื่องอื้อฉาววุ่นวายเกิดขึ้นในแวดวงของ “วีทูบเบอร์” (VTuber) และนักแคสต์เกมของเมืองไทย

สำหรับท่านที่อาจจะไม่เคยคุ้นกับวงการนี้ “วีทูบเบอร์” คือรูปแบบของคอนเทนต์และผู้นำเสนอคอนเทนต์ประเภทหนึ่งที่ได้รับความนิยมขึ้นมาเป็นกระแสหลักในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา คำนี้ย่อมาจากคำว่า Virtual YouTuber หรือ “ยูทูบเบอร์เสมือนจริง” นั่นเพราะว่าพวกเขาหรือเธอจะปรากฏตัวในรูปแบบของตัวการ์ตูนสไตล์แอนิเมชั่นญี่ปุ่น ที่สามารถมาไลฟ์ชวนคุย หรือเล่นเกมได้ตามคาแร็กเตอร์ที่กำหนดไว้

เบื้องหลังของวีทูบเบอร์นี้คือคนจริงๆ ที่เรียกว่า “เพอร์ฟอร์เมอร์” (Performer) ที่สร้างตัวการ์ตูนเป็นอวตาร (Avatar) ที่จะมีการเคลื่อนไหวขยับตัวหรือแม้แต่ทำสีหน้าท่าทางตรงตามที่เพอร์ฟอร์เมอร์แสดงออกด้วยเทคโนโลยีระบบตรวจจับการเคลื่อนไหวของคอมพิวเตอร์ มีทั้งที่ทำแบบสมัครเล่นเพื่อความสนุกสนาน ไปจนถึงระดับที่ทำเป็นอาชีพ ซึ่งกลุ่มที่ทำเป็นอาชีพนี้เองก็มีทั้งที่เป็นวีทูบเบอร์แบบอิสระ และที่สังกัดอยู่กับวีทูบเบอร์อื่นๆ ภายใต้บริษัทที่เป็นเหมือนค่ายที่รับบริหารจัดการวีทูบเบอร์หลายๆ ราย

แต่อย่างไรก็ตามเมื่อ “เบื้องหลัง” ของอวตารตัวการ์ตูนของวีทูบเบอร์นั้นก็คือมนุษย์จริงๆ (เป็นส่วนใหญ่ เพราะล่าสุดก็มีวีทูบเบอร์ที่เป็น AI ด้วย) ปัญหาที่เกิดขึ้นซึ่งเป็นปัญหาที่เป็นรูปแบบความสัมพันธ์ของ “คน” จึงเกิดตามมา

ในช่วงสัปดาห์ที่แล้วหรือก่อนหน้านั้นนิดหน่อย มีการเปิดเผย หรือพูดตรงๆ คือการแฉว่า เพอร์ฟอร์เมอร์ชายในสังกัดค่ายวีทูบเบอร์ชื่อดังรายหนึ่งของประเทศไทย ได้พูดคุยคบหากับเยาวชน ซึ่งถ้าเป็นจริงตามคำให้การของเขา แม้อีกฝ่ายนั้นจะยังอายุไม่เกิน 18 ปีตามกฎหมายและกติกาสากลก็ตาม แต่ก็ถือว่าอยู่ช่วงปลายของความเป็นเยาวชนแล้วคืออายุ 17 ปี และก็เป็นการรู้จักกันโดยการติดตามผลงานโดยไม่ใช่แฟนผู้ติดตามใน “ด้อม” ของวีทูบเบอร์ท่านนั้นด้วย โดยเขาเริ่มพูดคุยจนเกิดความรู้สึกดีๆ ก่อนจะคบหากันไป ซึ่งก็มาเลิกรากันในภายหลัง

Advertisement

ถ้าเป็นไปตามข้อเท็จจริงที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับตรงกันตามกฎหมายไทยจริงๆ แล้ว พฤติกรรมของวีทูบเบอร์รายนี้ก็ยังไม่ถือเป็นความผิดตามกฎหมายใดๆ เลย แต่เพราะระดับการยอมรับในสังคมออนไลน์ของคนรุ่นใหม่ วัยตั้งแต่ 10-20 ปี ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของคอนเทนต์ประเภทนี้ ถือว่าการมีความสัมพันธ์กับผู้เยาว์ (ที่ในวงการเรียกทับศัพท์ภาษาอังกฤษว่า “ไมเนอร์”) นั้นเป็นเรื่องที่ไม่อาจยอมรับได้ โดยเฉพาะเมื่อข้อเท็จจริงคือตัวตนเบื้องหลังของวีทูบเบอร์นั้นมีอายุรุ่น 20 ปลายๆ แล้ว แต่เด็กอีกฝ่ายยังไม่พ้นจากความเป็นผู้เยาว์ดังที่ว่า

ดังนั้นแม้ไม่ผิดกฎหมายดังที่ว่า แต่ทางค่ายก็ต้องออกมาประกาศพักงานวีทูบเบอร์รายนั้นเป็นเวลาสองเดือน หากเรื่องก็ไม่ได้จบลงแค่นั้น เพราะหลังจากนั้นก็มีการออกมาแฉอีกว่า วีทูบเบอร์ชายอีกสองคนในค่ายนั้น ก็มีพฤติกรรมความสัมพันธ์กับผู้เยาว์ในลักษณะเดียวกัน ทั้งนี้ กรณีของรายหนึ่งเป็นการกระทำในช่วงก่อนที่เขาจะมาเป็นวีทูบเบอร์ แต่ก็เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้

รูปการณ์จึงออกมาเป็นว่า วีทูบเบอร์ของค่ายดังกล่าวถูก “สอย” ไปทีละคนรวมแล้วสามคน

แน่นอนว่าไม่ใช่ผู้ติดตามทุกคนจะเห็นด้วยกับการที่สังคมและต้นสังกัดลงโทษต่อบรรดาวีทูบเบอร์ที่เป็นปัญหา และความที่ตัววีทูบเบอร์ก็มีผู้ติดตามชื่นชอบและพร้อมที่จะเข้าใจและเข้าข้าง โดยส่วนหนึ่งก็มองว่าเรื่องนี้ไม่ได้มีพฤติกรรมล่วงละเมิดทางเพศที่ชัดเจนหรือร้ายแรง เป็นเพียงความสัมพันธ์อย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือพฤติการณ์นั้นเกิดขึ้นก่อนที่เจ้าตัวจะมาเป็นวีทูบเบอร์ด้วยซ้ำ การเอาเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงที่เขาอาจจะยังอายุน้อยกว่านี้และไม่รู้เท่าทันถึงผลกระทบอันแท้จริงของการกระทำมาลงโทษนี้ก็ไม่เป็นธรรม

พร้อมกับที่บรรดาผู้ติดตามของวีทูบเบอร์ที่ถูกพักงานรวมถึงของวีทูบเบอร์คนอื่นๆ ร่วมค่าย ก็เริ่มมองว่าการค่อยๆ ออกมาแฉเพื่อสอยทีละคนนี้เป็นพฤติการณ์ที่แปลกเหมือนจงใจจะกลั่นแกล้งทั้งค่ายและตัววีทูบเบอร์นี้เอง

เรื่องวีทูบเบอร์ข้างต้นยังไม่จบ ดราม่าคล้ายๆ กันนี้ก็ข้ามฝั่งมาที่ “แคสเตอร์” หรือนักเล่นเกมที่ถ่ายทอดการเล่นสดของตัวเองลงบน YouTube และช่องทางวิดีโอออนไลน์อื่นๆ

เริ่มจากที่บัญชี X หรือทวิตเตอร์ของหญิงสาวนิรนามรายหนึ่งออกมาทวีตไว้ลอยๆ ว่า แคสเตอร์ชื่อดังที่สุดอันดับต้นของประเทศไทยคนหนึ่งมีพฤติการณ์ไม่ดีในด้านความสัมพันธ์ชู้สาว โดยนอกใจคู่ของตัวเอง และแอบไปพูดคุยกับคนอื่นที่ก็อาจจะเป็นผู้เยาว์ โดยผู้ที่ออกมา “แฉ” นั้นแม้ไม่ได้ระบุตัวตน แต่เธอผู้กล่าวหาก็ทิ้งคำใบ้ไว้จนคนที่ติดตามวงการรู้ได้ทันทีว่าหมายถึงใคร

ทว่าเรื่องนี้ไม่ได้จบลงเหมือนกรณีวีทูบเบอร์ เพราะเมื่อมีการกล่าวหาแคสเตอร์คนดังที่มีภาพลักษณ์เป็นคนอารมณ์ดีสนุกสนานและไม่เคยมีข่าวอื้อฉาวมาก่อน ก็มีการเรียกร้องให้ผู้ที่กล่าวหาเปิดเผยหลักฐานที่มีมูลในเรื่องที่กล่าวหา แต่ฝ่ายนั้นกลับยอมรับว่าไม่ได้มีหลักฐานอะไร แค่ได้ฟังมาจากผู้เสียหาย ซึ่งก็ไม่ยอมระบุตัวตนของผู้เสียหายด้วย

หลังจากที่ถูกติดตามคาดคั้นหนักเข้า เธอผู้ออกมาแฉนั้นก็ปิดการเข้าถึงบัญชี X ของเธอไป พร้อมกับที่ฝ่ายนักแคสต์เกมที่ออกมาประกาศว่ากำลังจะดำเนินคดีกับผู้ที่กล่าวหานั้นตามกฎหมายแล้ว ซึ่งเรื่องนี้ก็ไม่น่าจะจบลงง่ายๆ เพราะเขาได้รับการสนับสนุนจากนักแคสต์เกมและผู้มีชื่อเสียงในสื่อสังคมออนไลน์อีกหลายคน ที่พร้อมจะสนับสนุนทั้งทนายความ ที่ปรึกษากฎหมาย แนวทางการต่อสู้คดี รวมทั้งทุนทรัพย์ในการต่อสู้คดีด้วย

เรียกว่าพิจารณาเฉพาะข้อเท็จจริงที่ปรากฏออกมานี้ประกอบกับความพร้อมของฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาที่จะมาเป็นโจทก์ในคดีแล้ว คิดว่าถ้าเรื่องไม่จบด้วยการไกล่เกลี่ยขอขมากันแล้ว หญิงสาวผู้กล่าวหาก็น่าจะโดนทั้งโทษอาญาและอาจต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนทางแพ่ง ซึ่งเมื่อคิดถึงมูลค่าความเสียหายจากชื่อเสียงของฝ่ายโจทก์แล้ว ก็น่าจะทำให้คนระดับมนุษย์เงินเดือนรายได้ปานกลางถึงแก่ล้มละลายกันได้เลย

หลังจากเรื่องการกล่าวหานักแคสต์เกมที่ไม่มีมูลความจริงนี้ถูกเปิดขึ้นมาและคลี่คลายไปในทางว่าถูกใส่ความเช่นนั้น ทำให้ฝ่ายที่สงสัยว่าวีทูบเบอร์ที่มีปัญหาถูกแฉในเรื่องที่เล่าไปก่อนนี้ จะเป็นกรณีการใส่ความกันจริงหรือไม่ ถึงกับมีผู้ติดตามบางกลุ่มเตรียมจัด “ทัวร์” ไปลงผู้ที่ออกมาแฉวีทูบเบอร์กลุ่มนั้น แต่ก็ยังดีว่าก็มีการห้ามปรามกันไว้ เพราะกรณีของวีทูบเบอร์นั้นออกจะแตกต่างออกไปตรงที่บรรดาวีทูบเบอร์ที่ถูกกล่าวหาและถูกพักงานไปนั้นไม่มีใครปฏิเสธว่าถูกกลั่นแกล้ง หรือไม่ได้ทำอะไรตามที่กล่าวหาไว้เลย

ไม่ว่าทั้งสองเรื่องนี้จะจบลงอย่างไร จะมีวีทูบเบอร์รายไหนถูกแฉและสอยต่อไปอีกหรือไม่ และหญิงสาวที่ออกมากล่าวหาแคสเตอร์โดยไม่มีหลักฐานนั้นจะต้องประสบชะตากรรมอย่างไรในทางกฎหมาย แต่เรื่องนี้ก็ฝากบทเรียนไว้ให้เราในฐานะคนนอก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่อาจจะ “ต่างวัย” กับผู้คนในเรื่องดราม่าวุ่นวายทั้งสองเรื่องนี้อยู่สองบทเรียนคือ

ข้อแรก เราอาจจะต้องยอมรับว่าสำหรับเด็กรุ่นใหม่แล้ว พวกเขามี “จริยธรรมทางสังคม” หรือ “ศีลธรรม” ในเชิงสังคมที่มีลักษณะเป็นสากลและมีความเข้มงวดมากขึ้น พฤติการณ์บางอย่างของ “ผู้ใหญ่” แม้ไม่ผิดกฎหมายอย่างชัดเจน เช่น กรณีของการคบหากับผู้เยาว์ที่อาจจะยังไม่ล้ำขอบเขตตามกฎหมาย แต่สังคมของคนรุ่นนี้ก็ไม่อาจยอมรับได้ และผลของการไม่ยอมรับนั้นก็ส่งผลให้ต้นสังกัดต้องเสียประโยชน์และชื่อเสียง ส่วนคนที่ทำนั้นก็อาจจะต้องอำลาวงการกันไป

เรื่องนี้จึงอาจเป็นบทเรียนได้ว่า หากใครจะทำธุรกิจหรือกิจการกิจกรรมอะไรกับเด็กหรือคนรุ่นใหม่นี้ ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องคอยอัพเดตว่า คนรุ่นที่เป็นกลุ่มเป้าหมายนั้น มี “จริยธรรมทางสังคม” หรือ “ศีลธรรม” อย่างไรในเรื่องที่เรากำลังจะเข้าไปเกี่ยวข้อง โดยที่มาตรฐานของสิ่งนั้นไม่อาจจะใช้กฎหมายหรือความคิดแบบเดิมๆ มาจับใช้พิจารณาได้

อีกเรื่องที่เป็นศีลธรรมของคนรุ่นใหม่ คือการไม่ยอมรับการใช้งาน AI ให้ทำงานแทนที่ศิลปิน ดังนั้นก็ไม่น่าแปลกใจที่ว่า ทำไมบางธุรกิจที่ผู้รับผิดชอบหรือผู้จัดทำอาจจะเป็นผู้ใหญ่ ทดลองเอา AI มาช่วยสร้างภาพเพื่อการประชาสัมพันธ์โดยหวังผลทั้งประหยัดและทันสมัย แต่กลับถูกคณะทัวร์วัยรุ่นมาลงจนต้องออกมาขอโทษขอโพยกันไป ซึ่งเรื่องนี้มีโอกาสน่าจะได้นำมาพูดคุยกันต่อไป

ส่วนบทเรียนอีกข้อคือ ขอบเขตของการออกมาต่อสู้เพื่อเรียกร้อง “ความถูกต้องทางสังคม” โดยคนบางกลุ่มในโลกออนไลน์ ที่จะออกมาต่อต้านสิ่งที่พวกเขาและเธอเห็นว่าไม่ถูกต้อง ได้แก่ ความคิดแบบชายเป็นใหญ่ หรือการกดขี่ทางสังคมที่เกิดจากค่านิยมแบบเก่าอื่นๆ คนกลุ่มนี้ในต่างประเทศเรียกว่า SJW ย่อมาจาก Social Justice Warrior หรือนักรบเพื่อสังคมที่เป็นธรรม

การต่อสู้ของเหล่านักรบเพื่อความถูกต้องเป็นธรรมของสังคมนี้ หลายเรื่องก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องและเป็นการเรียกร้องความเป็นธรรมให้สังคมดีขึ้นได้จริง แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ต้องยอมรับว่าก็มีคนที่ “มันมือ” เกินไปหรืออาจจะคิดเองเออเองจนข้ามเส้นไปกล่าวหาหรือหันอาวุธแห่งความยุติธรรมทางสังคมนี้ไปใส่ผู้คนอย่างมั่วซั่วไม่มีหลักฐานก็ได้

ความจริงของในโลกออนไลน์ที่มีไอดอลและผู้ติดตาม ก็อาจจะมีครีเอเตอร์ หรือคนดังบางคนที่ทำตัวเป็นหมาป่าคอยหลอกงับกินเหยื่อที่อ่อนต่อโลกอยู่ด้วยเช่นกัน แต่การต่อสู้เพื่อสิ่งที่ถูกต้องโดยวิธีการที่ผิดถ้ามีมากเข้าและเกิดบ่อยขึ้น ก็อาจจะทำให้ปัญหาทางสังคมบางเรื่องที่อาจจะเป็นปัญหาจริงๆ นั้นถูกกลบไปจนมิด เพราะวิธีการที่ไม่น่าเชื่อถือที่อาจทำให้ผู้คนตั้งข้อกังขาไว้ก่อนว่าเรื่องไม่ถูกต้องที่ถูกนำออกมาสู่แสงสว่างนั้นเป็นเรื่องจริง หรือการใส่ร้ายป้ายสี

คล้ายกับนิทานเรื่องเด็กเลี้ยงแกะ ที่เมื่อชาวบ้านไม่เชื่อในตัวเด็กเลี้ยงแกะเสียแล้ว แม้จะมีเสียงร้องตะโกนเตือนภัยว่าหมาป่าจะมากินแกะ แต่ก็อาจจะไม่มีใครเชื่อแล้วว่ามีหมาป่าอยู่จริง และสภาวะเช่นนั้นผู้ที่ได้ประโยชน์ที่สุด คือหมาป่านั่นเอง