หน้าแรก คอลัมนิสต์ วันงดสูบบุหรี...

วันงดสูบบุหรี่โลก สิทธิเด็ก และตัวกำหนดพาณิชย์ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ

30.05.24 | 12:00 น.

วันงดสูบบุหรี่โลก สิทธิเด็ก และตัวกำหนดพาณิชย์ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ

องค์การอนามัยโลกกำหนดให้วันที่ 31 พฤษภาคมของทุกปี เป็นวันรณรงค์งดสูบบุหรี่โลกตั้งแต่ปี พ.ศ.2531 เป็นต้นมา ซึ่งแต่ละปีจะมีคำขวัญ เพื่อให้สังคมโลกได้ตระหนักถึงอันตรายและพิษภัยของยาสูบ ซึ่งมีสารเสพติดร้ายแรง คือ นิโคติน การรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ประกอบกับหลักฐานเชิงประจักษ์ในการวิจัย ทำให้อัตราการสูบบุหรี่ในระดับโลกลดลงอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น บริษัทยาสูบข้ามชาติต้องหาผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อล่อลวงให้ผู้ที่เลิกสูบบุหรี่แล้ว และคนรุ่นใหม่ที่ยังไม่เคยสูบบุหรี่มวน มาเสพติดสารนิโคติน ในรูปแบบของบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ โดยอ้างว่าเป็นเทคโนโลยีใหม่ มีอันตรายน้อยกว่าบุหรี่มวนเพราะไม่มีการเผาไหม้ ฯลฯ

ปัจจุบันประเด็นเรื่องบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์เป็นสิ่งที่ถกเถียงถึงประโยชน์ หรือโทษ ซึ่งตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเป็นหนึ่งในเกือบ 40 ประเทศที่ห้ามนำเข้าผลิตภัณฑ์บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ ฝ่ายที่สนับสนุนเพื่อให้บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ถูกกฎหมายจะอ้างว่า ตลอดระยะเวลา 1 ทศวรรษที่ผ่านมา การห้ามบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ของไทยไม่ได้ผล เพราะมีบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์เถื่อนที่หาซื้อได้ง่าย ในการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษากฎหมายและมาตรการควบคุม กำกับ บุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทย สภาผู้แทนราษฎร มีการสอบถามว่า หากบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์เป็นผลิตภัณฑ์ที่ถูกกฎหมาย มีใครรับประกันได้ว่าจะไม่มีบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ในตลาดมืดอีกต่อไป ฝ่ายที่สนับสนุนให้ยกเลิกกฎหมายห้ามนำเข้าบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ตอบว่า ไม่มีใครรับประกันได้

ข้อเท็จจริงคือ ประเทศที่อนุญาตให้ขายบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างถูกกฎหมาย เช่น สหราชอาณาจักร ก็มีสินค้าบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์เถื่อนอยู่ในตลาดมืด ซึ่งแพร่ระบาดในกลุ่มเด็กและเยาวชนที่ไม่เคยสูบบุหรี่มวนมาก่อน นายกรัฐมนตรี ริชี ซูแน็ก ต้องทบทวนนโยบายและมาตรการด้วยการห้ามนำเข้าผลิตภัณฑ์บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ประเภทใช้แล้วทิ้ง และประเภท ทอย พอดส์ เนื่องจากเป็นความหายนะในระบบสาธารณสุข หากเยาวชน คนรุ่นใหม่ที่เป็นอนาคตและความมั่นคงของชาติ ต้องเป็นทาสการเสพติดนิโคตินไปตลอดชีวิต

สิ่งที่น่าสังเกตคือ ตลอด 4-5 ปีที่ผ่านมา ฝ่ายที่สนับสนุนบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ มักจะเรียกร้องให้รัฐบาลไทยทำตามแบบอย่างของรัฐบาลสหราชอาณาจักร ในการให้ขายบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างถูกกฎหมาย เพื่อจะได้นำภาษีเข้ารัฐ เพื่อประโยชน์ต่อชาวไร่ยาสูบ เพื่อควบคุมบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์เถื่อน เพื่อสิทธิของผู้สูบบุหรี่ในการเลือกผลิตภัณฑ์ที่เป็นอันตรายน้อยกว่าบุหรี่มวน ฯลฯ แต่ปัจจุบัน ไม่เห็นฝ่ายที่สนับสนุนบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์เรียกร้องให้รัฐบาลไทยดำเนินการตามอย่างรัฐบาลสหราชอาณาจักร

Advertisement

ทั้งนี้ เพราะข้ออ้างเหล่านั้นไม่เป็นความจริงใดๆ เนื่องจากความคาดหวังที่จะเก็บภาษีจากเด็กและเยาวชนที่ใช้บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ประเภทใช้แล้วทิ้ง หรือทอย พอดส์ เป็นความคิดที่ชั่วร้าย และไม่มีรัฐบาลใดที่จะขายสารเสพติดนิโคตินให้แก่เด็กและเยาวชน นอกจากพ่อค้ายาเสพติดเท่านั้น ซึ่งไม่สนใจต่ออนาคตและความมั่นคงของชาติ

บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ใช้นิโคตินสังเคราะห์มากกว่าใบยาสูบ เนื่องจากนิโคตินในใบยาสูบตามธรรมชาติมีฤทธิ์เป็นด่างค่อนข้างสูง ทำให้เกิดความระคายเคืองตามลำคอและเยื่อบุทางเดินหายใจ ไม่สามารถปรับแต่งรสชาติ และกลิ่นได้ นิโคตินสังเคราะห์สามารถดูดซึมเข้าสู่สมองได้เร็วขึ้น และในระดับที่สูงขึ้น ทำให้การเสพติดนิโคตินง่ายมากขึ้น ดังนั้น ชาวไร่ยาสูบจะไม่ได้ประโยชน์จากบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์เป็นการโกหก หลอกลวง โดยบริษัทยาสูบข้ามชาติและเครือข่ายบริวาร

ข้ออ้างว่า เป็นสิทธิของผู้สูบบุหรี่มวนที่จะเลือกผลิตภัณฑ์ที่เป็นอันตรายน้อยกว่า ไม่เป็นความจริง และไม่มีเหตุผลสนับสนุน งานวิจัยที่เพิ่มมากขึ้น บ่งชี้ว่า บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ประเภทให้ความร้อน (heat-not-burn หรือ HTP) มีอันตรายต่อสุขภาพพอๆ หรือมากกว่าบุหรี่มวน เพราะมีสารพิษ รวมทั้งโลหะหนักต่างๆ ซึ่งไม่ปรากฏอยู่ในบุหรี่มวน ทั้งนี้ ผู้ผลิตบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ประเภทให้ความร้อน ยอมรับต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาว่า ผลิตภัณฑ์ประเภทบุหรี่ให้ความร้อน เป็นอันตรายต่อสุขภาพ และยังไม่มีหลักฐานที่พิสูจน์ได้ว่าการเปลี่ยนไปใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ช่วยลดความเสี่ยงจากโรคภัยที่มีสาเหตุจากการสูบบุหรี่มวน

ผลิตภัณฑ์ประเภท ทอย พอดส์ เป็นการตลาดล่าเหยื่อ โดยมุ่งเป้าไปยังเด็กและเยาวชน ซึ่งเด็กและเยาวชนคืออนาคตและความมั่นคงของชาติ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ของสหประชาชาติ ซึ่งประเทศไทยลงนามเข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาฯ เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2535 คือสิทธิที่จะได้รับการปกป้อง คุ้มครอง จากสารเสพติดต่างๆ ดังนั้น รัฐบาลไทยและกรรมาธิการวิสามัญฯ จำเป็นจะต้องตระหนักถึงสิทธิของเด็ก ซึ่งรัฐมีหน้าที่ปกป้องไม่ให้เป็นเหยื่อของบริษัทยาสูบข้ามชาติและเครือข่ายบริวาร

สถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย ได้รับการยกย่องจากองค์การอนามัยโลก สำหรับรางวัลในวันงดสูบบุหรี่โลก ประจำปี พ.ศ.2567 ทั้งนี้ เยาวชนนักรณรงค์ทั่วโลกกำลังยืนหยัดต่อสู้กับอิทธิพลและการตลาดที่บิดเบือน ของบริษัทยาสูบข้ามชาติและเครือข่ายบริวาร โดยการเปิดโปงพฤติกรรมที่ชั่วร้าย และเรียกร้องอนาคตที่ปราศจากนิโคติน องค์กรเยาวชนจากทั่วโลกเข้าร่วมในการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก ครั้งที่ 10 เพื่อส่งข้อความถึงผู้กำหนดนโยบายว่า “คนรุ่นต่อๆ ไปจะจดจำคุณในฐานะคนที่ปกป้องพวกเขา หรือคนที่ล้มเหลวและทำให้พวกเขาตกอยู่ในอันตราย”

เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคมที่ผ่านมา มีกิจกรรมของเยาวชนจากทั่วโลกเปิดโปงการตลาดล่าเหยื่อของบริษัทยาสูบข้ามชาติ โดยมุ่งเป้าไปยังเด็กและเยาวชน ด้วยการออกแบบผลิตภัณฑ์ และใช้กลยุทธ์การตลาดที่ดึงดูดเด็กโดยตรง ทำให้อัตราการใช้บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ในกลุ่มเด็กและวัยรุ่น สูงกว่าผู้ใหญ่ในหลายประเทศ รายงานจากองค์การอนามัยโลก “การหลอกล่อคนรุ่นต่อไป” (Hooking the next generation) เปิดโปงว่า อุตสาหกรรมยาสูบและนิโคติน ใช้การออกแบบผลิตภัณฑ์ แคมเปญการตลาด และดำเนินการเพื่อแทรกแซงการกำหนดนโยบาย ด้วยเป้าหมายที่จะทำให้เยาวชนทั่วโลกเสพติดนิโคติน

รัฐบาลของประเทศต่างๆ มีหน้าที่ต้องปกป้องเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นอนาคตและความมั่นคงของชาติ ให้ปลอดภัยจาก “การล่าเหยื่อ” โดยบริษัทยาสูบข้ามชาติและเครือข่ายบริวาร

คณะกรรมาธิการวิสามัญฯที่อ้างว่า กำลังพิจารณากฎหมายและมาตรการควบคุมกำกับบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อปกป้องเด็กและเยาวชนจากผลิตภัณฑ์บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ คงต้องพิจารณาว่า การกระทำของท่าน สำคัญกว่าคำพูด สังคมกำลังจับตามองคณะอนุกรรมาธิการร่างกฎหมายว่าเหตุใดจึงจะทำให้บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ประเภทใช้แล้วทิ้ง รวมทั้งทอย พอดส์ ถูกกฎหมาย เมื่อประเทศสหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ฯลฯ ต่างทบทวนนโยบายและห้ามผลิตภัณฑ์เหล่านี้

นอกจากการประกาศห้ามนำเข้าบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์โดยนายกรัฐมนตรี ริชี ซูแน็ก แล้ว เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2567 รัฐสภาของสหราชอาณาจักรยังได้ผ่านร่างกฎหมาย “คนรุ่นใหม่ ปลอดยาสูบ” (Tobacco-Free Generation) ซึ่งรวมทั้งบุหรี่มวนและบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ ด้วยมติเห็นชอบ 383 ต่อ 73 เสียง เพื่อลดจำนวนผู้เสียชีวิตจากการเสพติดนิโคติน และโรคร้ายแรงจากทั้งบุหรี่มวนและบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ อันเป็นภาระต่องบประมาณของ “ระบบบริการสุขภาพแห่งชาติ” (National Health Service)

กฎหมายฉบับนี้ เมื่อมีการบังคับใช้จะมีผลต่อเด็กอังกฤษที่เกิดหลังจากวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2556 ซึ่งจะไม่สามารถใช้ยาสูบ และบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ได้เพราะเป็นการผิดกฎหมายที่จะขายผลิตภัณฑ์ยาสูบและบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ให้แก่เด็กและเยาวชนอังกฤษ

แนวคิด “คนรุ่นใหม่ ปลอดยาสูบ” นำเสนอโดยประเทศสิงคโปร์ เป็นมาตรการลดอุปทาน (supply-side) เพื่อไม่ให้คนรุ่นใหม่เสพติดนิโคติน โดยห้ามจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยาสูบแก่ผู้ที่เกิดในปี พ.ศ.2543 เป็นต้นมา มาตรการนี้มีการดำเนินการบังคับใช้ตั้งแต่เดือนมกราคม ปี พ.ศ.2561 และได้รับการสนับสนุนทั้งจากชุมชนและผู้สูบบุหรี่

แนวคิด “คนรุ่นใหม่ ปลอดยาสูบ” เป็นส่วนหนึ่งของการ “รุกฆาต” หรือ “จบเกม” ยาสูบ เพื่อสนับสนุนความเท่าเทียมทางสุขภาพ อุปสรรคที่สำคัญที่สุดคือการต่อต้านจากอุตสาหกรรมยาสูบ ซึ่งปรากฏอย่างชัดเจนอยู่ในรายงาน “ตัวชี้วัดการแทรกแซงโดยอุตสาหกรรมยาสูบ” ด้วยการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ยาสูบ การบิดเบือนหลักฐานทางสุขภาพและเศรษฐกิจ อำนาจทางการเงิน กลุ่มองค์กรบังหน้า อ้างเกินความจริงเกี่ยวกับความสำคัญทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมยาสูบ บิดเบือนความคิดเห็นสาธารณะเพื่อให้เกิดการยอมรับ

ประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่งในการประชุมวิชาการ รางวัลเจ้าฟ้ามหิดล เมื่อปลายเดือนมกราคม 2567 คือ ตัวกำหนดเชิงพาณิชย์ที่มีผลต่อสุขภาพ ซึ่งมีข้อสรุปว่า ผลิตภัณฑ์หรือการดำเนินการของธุรกิจข้ามชาติ ส่งผลต่ออัตราการเจ็บป่วยที่เพิ่มขึ้นของโรคไม่ติดต่อที่ป้องกันได้ และทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมทางสุขภาพ ตัวกำหนดเชิงพาณิชย์ที่มีผลต่อสุขภาพ เป็นเครื่องมือ โครงสร้าง และอำนาจ ที่ใช้โดยบริษัทข้ามชาติบางองค์กร ในการบ่อนทำลายนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ ที่เป็นภัยคุกคามต่อกำไร

วารสาร The Lancet ตีพิมพ์เผยแพร่บทความวิชาการต่อเนื่อง 3 บทความ เกี่ยวกับต้นเหตุของโรคไม่ติดต่ออันเนื่องมาจากการประกอบธุรกิจที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของอุตสาหกรรมข้ามชาติ 4 ประเภท คือ สุรา ยาสูบ อาหารแปรรูป และพลังงานจากฟอสซิล ซึ่งพลังอำนาจทางธุรกิจและอิทธิพลของอุตสาหกรรมข้ามชาติดังกล่าว จะต่อต้านแนวทางเชิงนโยบายที่เป็นอุปสรรคขัดขวางหนทางสู่กำไร ด้วยการล็อบบี้ผู้กำหนดนโยบาย แทรกซึมกลุ่มนักวิชาการและนักวิจัยเพื่อผลิตผลงานวิจัยให้เป็นไปในแนวทางที่สอดคล้องกับธุรกิจ และบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของผลงานวิจัย และหน่วยงานที่ไม่สอดคล้องกับเป้าหมายของการมุ่งสู่ผลกำไรสูงสุด

การปกป้องนโยบายสาธารณะเพื่อความเท่าเทียมทางสุขภาพ จากการถูกแทรกแซงโดยบริษัทข้ามชาติ คือต้องสนับสนุนกระบวนการที่โปร่งใสโดยกลไกที่มีประสิทธิผล ในการสื่อสารกับผู้กำหนดนโยบายและการให้ข้อมูลที่ถูกต้องจากหลักฐานเชิงประจักษ์มากกว่าการใช้ “วาทกรรม” ในการพิจารณากฎหมายที่เหมาะสมในการควบคุมบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์

กลุ่มภาคประชาสังคมที่สหรัฐอเมริกา (Corporate Accountability) ได้เจรจาในเวทีของสหประชาชาติเพื่อให้รัฐบาลของประเทศต่างๆ ผลักดันให้บริษัทยาสูบข้ามชาติ “รับผิดชอบ” ต่อความสูญเสียทางเศรษฐกิจและการสูญเสียชีวิตจาก “ผลิตภัณฑ์แห่งความตาย” และการหลอกลวงสาธารณะเกี่ยวกับ “การลดอันตราย”

บริษัทยาสูบข้ามชาติหลอกลวงสังคมโลกมาโดยตลอดกว่า 6 ทศวรรษ เกี่ยวกับความปลอดภัยต่อสุขภาพของยาสูบ มาจนถึงปัจจุบันที่กล่าวอ้างถึงบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ว่าปลอดภัยกว่าบุหรี่มวน ความน่าเชื่อถือและความโปร่งใสของบริษัทยาสูบข้ามชาติมีความตกต่ำเป็นอย่างมาก จึงมีการจัดตั้งองค์กรบังหน้า (front group) และเครือข่ายองค์กรที่สาม (Third parties) เพื่อดำเนินการ “หลอกลวงสังคมโลก” ด้วยการสอดประสานสนับสนุน วาทกรรมของบริษัทยาสูบข้ามชาติ

เนื่องจากบริษัทยาสูบข้ามชาติได้กำไรมหาศาลจาก “สินค้าแห่งความตาย” โดยมุ่งเป้าไปยังกลุ่มเด็กและเยาวชน และใช้กำไรในการ

– ล็อบบี้ ผู้กำหนดนโยบาย

– จัดตั้งองค์กรบังหน้า และเครือข่ายองค์กรที่สาม

– ให้ทุนสนับสนุนการวิจัยที่เบี่ยงเบนไปจากข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ และสุขภาพ

– จัดทำโครงการ “ความรับผิดชอบต่อสังคม” แต่ไม่เคยรับผิดชอบเยียวยาผู้ได้รับผล
กระทบต่อสุขภาพจากการใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบและบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์

ดังนั้น การจัดทำกฎหมาย นโยบาย มาตรการ เพื่อลงโทษบริษัทยาสูบข้ามชาติ โดยใช้หลักการ “ผู้ก่อความเสียหาย ต้องชดใช้” เป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก

ดูเหมือนหน่วยงานที่ดำเนินการวิจัยด้านนโยบายเศรษฐกิจการคลังของประเทศไทยจะมีมุมมองเพียงแค่การเก็บภาษีสรรพสามิตบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น ซึ่งควรจะมองในภาพที่กว้างขึ้น คือความคุ้มค่า คุ้มทุน ของการทำให้ผลิตภัณฑ์บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ถูกกฎหมาย ทั้งนี้ ต้องรวมถึงค่าความเสียหายทางสุขภาพในระยะยาวของผู้ที่สูบบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ด้วย ในสหรัฐอเมริกามีข้อมูลว่าภาษีที่เก็บได้จากบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ปีละ 300 กว่าล้านบาท ไม่คุ้มกับค่ารักษาพยาบาลของผู้สูบบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ซึ่งมีมูลค่าสูงถึงปีละกว่า 5 แสนล้านบาท

ในต่างประเทศ ไม่เพียงแต่รัฐบาลจะเก็บภาษีสรรพสามิตบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น แต่ใช้หลักการ “ผู้ก่อความเสียหาย ต้องชดใช้” รัฐสภาของอังกฤษออกกฎหมายจำกัดเพดานกำไรของบริษัทยาสูบ เนื่องจากสินค้าอุปโภค-บริโภค ส่วนใหญ่มีกำไรระหว่างร้อยละ 12-16 ในขณะที่บริษัทยาสูบในอังกฤษมีกำไรตั้งแต่ร้อยละ 39-75 ดังนั้น กำไรส่วนเกินจากที่รัฐบาลกำหนดไว้ถูกนำเข้ากองทุน “อังกฤษปลอดยาสูบ ค.ศ.2030” โดยใช้เป็นงบประมาณในการรณรงค์เพื่อการควบคุมยาสูบ ฯลฯ ประเทศสหรัฐอเมริกาใช้หลักการเดียวกัน แต่ใช้กลไกต่างจากอังกฤษ คือรัฐบาลเก็บ “ค่าธรรมเนียมรายปี” ตามอัตราส่วนการครองตลาดยาสูบ กฎหมายของสหรัฐอเมริกามอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เป็นผู้เก็บ “ค่าธรรมเนียมรายปี” เพื่อนำเข้ากองทุน “สหรัฐอเมริกาปลอดยาสูบ ค.ศ.2030”

เมื่อพิจารณาประเด็นต่างๆ แล้ว องค์การอนามัยโลกได้กำหนดคำขวัญสำหรับวันงดสูบบุหรี่โลกประจำปี พ.ศ.2567 คือ “ร่วมปกป้องเด็กและเยาวชนจากบุหรี่ไฟฟ้า” และสังคมต้องเรียกร้องให้ “หยุดโกหกเสียที บริษัทยาสูบข้ามชาติและเครือข่ายบริวาร”

ศ.ดร.นิทัศน์ ศิริโชติรัตน์
สถาบันส่งเสริมสุขภาพไทย มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ