สำหรับเจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต) แล้ว ปรากฏการณ์และปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ล้วนเป็นวิกฤตร้อนที่สะท้อนถึงวิกฤตลึกของสังคมไทยที่ได้สั่งสมมา การแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำความเข้าใจเหตุปัจจัยและกลับไปแก้ที่ฐานรากของปัญหา
มองในแง่ของพัฒนาการสังคมไทย ท่านเจ้าประคุณสมเด็จเห็นว่า สังคมไทยมีภูมิหลังที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางวัตถุเป็นพื้นฐานมาแต่เดิม ดังคำกล่าวว่า “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” ภาวะดังกล่าวไม่เป็นเหตุบีบคั้นให้คนไทยต้องระวังระแวงแย่งชิงกันมาก แต่สามารถเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่กัน คนไทยจึงมีลักษณะที่เด่นชัด คือ ชอบสนุกและชอบทำบุญตามคติทางพระพุทธศาสนา ซึ่งนับเป็นความวิเศษอย่างหนึ่งของวัฒนธรรมไทย ที่สามารถบูรณาการความสนุกกับบุญเข้าด้วยกัน ดังปรากฏในประเพณีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นงานบวชนาค งานแต่งงาน งานวันสงกรานต์ เป็นต้น
เมื่อสังคมไทยได้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการพัฒนาประเทศ โดยมุ่งการพัฒนาที่เน้นวัตถุตามแบบอย่างตะวันตก ที่มีอเมริกาเป็นแบบอย่างสำคัญ ทำให้สังคมไทยมีปัญหามากยิ่งขึ้น เพราะสังคมไทยเริ่มห่างเหินจากภูมิหลังทางสังคมของตนเองที่มีพระพุทธศาสนาเป็นรากฐาน ในขณะเดียวกันก็หันมารับเอาวัฒนธรรมแบบตะวันตกมากยิ่งขึ้น โดยที่สังคมไทยไม่ได้มีภูมิหลังและรากฐานทางสังคมอุตสาหกรรม และไม่มีวัฒนธรรมอุตสาหกรรมแบบตะวันตก หากแต่สังคมไทยเป็นสังคมที่รับเอาแบบอย่างความเจริญของสังคมตะวันตก ก้าวขั้นตอนมาเป็นสังคมบริโภค จนกลายเป็นที่มีความเจริญทันสมัยอย่างประเทศตะวันตก แต่ความเจริญก้าวหน้าดังกล่าว มีสภาพที่เรียกได้ว่า “ทันสมัยแต่ไม่พัฒนา” – Modernization without Development” ซึ่งมีความหมายว่า ประเทศไทยมีความทันสมัยจริง แต่ไม่ได้พัฒนา “เพราะประเทศไทยอาจจะมีความเจริญรุ่งเรืองในภายนอก ในทางวัตถุ มีตึกรามบ้านช่อง ถนนหนทางมากมาย มีการปกครองระบอบประชาธิปไตย มีระบบเศรษฐกิจแบบตะวันตกอะไรต่างๆ แต่ในแง่เนื้อหาแล้ว ไม่มีการพัฒนาเลย”
ท่านเห็นว่า การรับเอาวัฒนธรรมดังกล่าวนั้น ไม่สอดคล้องกับภูมิหลังของสังคมไทย เพราะคนไทยมักจะรับเข้ามาในแง่ของการเสพบริโภค หรือรับเอาแต่สิ่งที่เป็นเครื่องอำนวยความสะดวกสบาย ทำให้คนไทยที่แต่เดิมมีวัฒนธรรมแบบเกษตรกรรม และมีความเป็นอยู่ที่สะดวกสบายอยู่แล้ว กลับเสพติดความสบายจากวัฒนธรรมตะวันตกมากยิ่งขึ้นและกลายเป็นคนมักง่ายมากยิ่งขึ้น โดยขาดพื้นฐานของวัฒนธรรมวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมอุตสาหกรรมแบบตะวันตก ที่เป็นวัฒนธรรมแห่งการใฝ่รู้และสู้สิ่งยาก
ปัญหาสังคมไทยที่พบเห็นในปัจจุบัน จึงเป็นปัญหาซ้ำซาก ก็คือ คนไทยชอบความรุนแรง เห็นแก่เสพ หมกมุ่นมัวเมา มั่วสุรายาเสพติด ปล่อยตัวไปตามกระแสบริโภคนิยม ตั้งตัวอยู่ไม่ได้ที่จะไม่เลื่อนไหลล่องลอยไปตามกระแสนั้น จิตใจอ่อนแอ ไม่มีเรี่ยวแรงพอที่จะเหนี่ยวรั้งตัวเองไว้ ขาดกำลังความรู้เข้าใจ คือปัญหาที่จะรู้เท่าทันและที่จะเห็นทางไปที่ดีกว่า ชอบความมักง่าย ชอบหาทางลัดไปสู่ผลประโยชน์ที่ต้องการชอบลาภลอยหรืออื่นๆ ที่ไม่ต้องเพียรพยายาม แม้กระทั่งเทคโนโลยีที่ใช้ก็มุ่งความสะดวกสบาย ฟุ้งเฟ้อตลอดจนชอบช่วยเหลือกันอย่างไม่มีกฎเกณฑ์ ไม่เคารพกฎกติกา เป็นต้น
ท่านเจ้าประคุณสมเด็จได้วิเคราะห์ว่า ปัญหาหลักของสังคมไทย หรือกรรมที่หนักที่สุดของคนไทยในเวลานี้คือ “ปัญหาคุณภาพคน” โดยท่านอธิบายว่า “ถ้าใช้ภาษาตามหลักกรรม ก็บอกว่า คนไทยอ่อนในกุศล คือกุศลมีกำลังน้อย อยากได้กุศลง่ายๆ โดยวิธีลัด แต่พอจะให้ทำกุศลจริงๆ ก็ไม่สู้ พัฒนาก้าวหน้า มุ่งแน่วไปในกุศลจริงๆ จังๆ ไม่ได้ เฉพาะอย่างยิ่งกุศลขั้นปัญญา”
ท่านเจ้าประคุณสมเด็จจึงเห็นว่ากรรมหนักที่สุดของคนไทยในเวลานี้คือ “ปัญหาคุณภาพคน” ปัญหาการเมือง ปัญหาสังคม หรือแม้แต่ปัญหาบ้านเมืองที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงปลายปีที่ผ่านมาก็ล้วนมีปฐมเหตุมาจากปัญหาคุณภาพคนทั้งนั้น ท่านจึงเสนอให้ “ปฏิกรรม” หรือ “แก้กรรม” คือ “การแก้ไข” การทำให้กลับคืนดี การละเลิกธรรมที่ชั่วเลวผิดพลาดเสียหาย เปลี่ยนหรือหันไปทำกรรมที่ดีแทน หรือเรื่องที่ทำไปขาดตกบกพร่อง ก็ปรับแก้ใหม่ให้เต็มให้สมบูรณ์ ตลอดจนการกลับตัว”
ปฏิกรรมด่วนของสังคมไทยที่ท่านเสนอก็คือ การแก้ไขพัฒนาคุณภาพของคนให้มีปัญญา “สภาพอ่อนแอที่ร้ายที่สุด คือ อ่อนแอทางปัญญา ถ้าอ่อนแอทางปัญญาแล้ว แย่ที่สุด สังคมจะเอาดีไม่ได้ ต้องทำให้มีความเข้มแข็งทางปัญญา สร้างความเข้มแข็งทางปัญญาขึ้นมา จึงจะไปได้ แล้วความเข้มแข็งทางจิตใจ ความเข้มแข็งทางสังคมและความเข้มแข็งอะไรต่ออะไรจะตามมาหมดเลย”
เจ้าประคุณสมเด็จได้นำเสนอในหลายแห่งว่า ถ้ามองสภาพปัญหาสังคมไทย ที่ขาดวัฒนธรรมอุตสาหกรรมและวัฒนธรรมวิทยาศาสตร์ตามแบบอย่างตะวันตก สิ่งที่ต้องปฏิกรรมด่วน ก็คือ จะต้องสร้างคนไทยให้มีวัฒนธรรมของความใฝ่รู้ สู้สิ่งยากขึ้นมาเพื่อพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าต่อไป โดยการสร้างจิตใจของนักผลิตและนักสร้างสรรค์ขึ้นมา
นั่นก็คือการสร้างคนไทยให้มีจิตใจวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมวิทยาศาสตร์ อันเป็นลักษณะของความใฝ่รู้รักความจริง ชอบเหตุผล นิยมปัญญา ชอบค้นคว้า แสวงหาสืบสาว ตรวจสอบ และการทดลองจนค้นพบความจริง และจิตใจของนักเทคโนโลยีที่ใฝ่สร้างสรรค์ และจิตใจแห่งนักอุตสาหกรรมที่เพียรบากบั่นสู้สิ่งยาก
นอกจากจะต้องหันมาสร้างวัฒนธรรมแห่งความใฝ่รู้สู้สิ่งยากแล้ว ท่านยังเห็นว่าคนไทยยังจะต้องมีวัฒนธรรมแห่งการมองกว้าง คิดไกล และใฝ่รู้ อีกด้วย นั่นก็คือ คนไทยจะต้องไม่มองเห็นเฉพาะประโยชน์ของตัวเอง ของพวกพ้อง หรือมองเห็นเฉพาะประโยชน์เฉพาะหน้าเท่านั้น แต่จะต้องมองให้กว้างออกไปในสังคม โลก และธรรมชาติ ซึ่งมิได้จำกัดขอบเขตอยู่กับเพียงสังคมใดสังคมหนึ่ง และจะต้องมองในลักษณะของการสร้างสรรค์วัฒนธรรมอีกด้วย นั่นคือ การที่จะสร้างสรรค์ได้จะต้องมีความใฝ่รู้ในสิ่งต่างๆ อยู่เสมอ
สิ่งที่สังคมไทยจะต้องปฏิกรรมอีกประการหนึ่งก็คือ การรักษาวัฒนธรรมแห่งเมตตาให้คงอยู่อย่างยั่งยืน ได้แก่ การรักษาความมีน้ำใจ ความรัก ความปรารถนาดี การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ช่วยเหลือกันต่างๆ ตลอดจนการนับถือกันเป็นพี่น้อง เป็นต้น อันเป็นพื้นเพภูมิหลังของสังคมไทยมาแต่เดิม
ในขณะเดียวกัน สังคมไทยก็จะต้องพัฒนาวัฒนธรรมในการแสวงปัญญา คือ ความใฝ่รู้ เข้าถึงความจริง และการคิดหาทางแก้ไขปัญหาในสิ่งต่างๆ เพื่อที่จะสามารถดำรงสังคมอยู่ได้ในโลกแห่งการแข่งขันในปัจจุบัน ระบบการศึกษาจะต้องสร้างคนให้เป็นผู้มีการศึกษาอย่างแท้จริง
การที่คนไทยจะปฏิกรรมสังคมไทยได้นั้น ท่านเห็นว่า “คนไทยจะต้องมีปัญญาที่เข้มแข็ง จะมองเรื่องอะไรต้องมองให้ชัด จะศึกษาอะไรต้องให้รู้เข้าใจชัด โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนของเรา จะต้องให้เข้าพัฒนาตัวขึ้นมาชนิดที่ได้ปัญญาที่แท้ ไม่ใช่อยู่แค่สักแต่ว่าความโก้ แต่จะต้องกระจ่าง แจ่มแจ้ง เรียนรู้อะไรต้องชัดเจน ให้เกิดปัญญาที่แท้จริง แล้วเราก็จะมาช่วยแก้ปัญหาสร้างสรรค์สังคมได้จริง สังคมก็จะเดินหน้าไปได้”
การพัฒนาสังคมไทยที่จะก้าวข้ามไปจากวิกฤตการณ์ที่เผชิญหน้าอยู่ในขณะนี้ก็ดี การพัฒนาประเทศให้มีศักยภาพเพื่อก้าวไปสู่การแข่งขันกับนานาชาติก็ดี หรือการที่จะก้าวไปสู่การเป็นผู้นำในเวทีโลกก็ดี
จึงจำเป็นที่จะต้องปฏิกรรมสังคมไทยหรือปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมใหม่ โดยหันมาเน้นในการสร้างวัฒนธรรมแห่งความใฝ่รู้และสู้สิ่งที่ยาก ซึ่งวัฒนธรรมดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้นั้น ก็ด้วยการศึกษาหรือพัฒนาคนให้มีคุณภาพและศักยภาพนั่นเอง
เมื่อมองสังคมไทยจากธรรมของเจ้าประคุณสมเด็จแล้ว จะเห็นได้ว่าสังคมไทยเริ่มหลุดลอยจากฐานเดิมของตนเอง คือ สภาพของสังคมไทยที่มีพระพุทธศาสนาเป็นพื้นฐานที่คอยสร้างสรรค์และส่งต่อสังคมและวัฒนธรรมไทย ในขณะเดียวกัน การเลือกรับและปรับใช้วัฒนธรรมตะวันตกเข้ากับสังคมไทยก็เป็นไปอย่างเลื่อนลอย มุ่งไปสู่การตอบสนองทางด้านตัณหามากกว่าการสร้างสรรค์ด้วยสติปัญญา
ท่านเจ้าประคุณสมเด็จจึงเสนอแนะว่า ที่ว่าสังคมไทยเวลานี้ทรุดโทรมมากจนวิกฤตนั้น เราอย่าหยุดแค่เอาวิกฤตเป็นโอกาส เอาวิกฤตเป็นโอกาสไม่พอ แต่จะต้องเป็นโอกาสสำหรับสังคมไทยที่จะทำแบบฝึกหัดมากๆ เพื่อให้เกิดปัญญา

