หน้าแรก คอลัมนิสต์ คอลัมน์ เดินไ...

คอลัมน์ เดินไปในเงาฝัน : คารวาลัย”คุณนิลวรรณ”

12.02.17 | 17:00 น.

พลันที่ทราบข่าวว่า “คุณนิลวรรณ ปิ่นทอง” อดีตบรรณาธิการนิตยสารสตรีสาร, ดรุณสาร เสียชีวิตเมื่อเช้าวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2560 ผ่านมา ด้วยโรคชรา

สิริรวมอายุ 101 ปี

ก็ทำให้ผมรู้สึกใจหาย เสียใจ และตกใจอยู่พอสมควร แม้จะทราบดีว่าสังสารวัฏของชีวิตเป็นเรื่องธรรมดา เกิดมา ตั้งอยู่ ดับไป ซึ่งมนุษย์ทุกคนต่างหนีไม่พ้นสัจธรรมข้อนี้

แต่กระนั้น ในฐานะแฟนานุแฟนรุ่นเยาว์สมัยอดีต และในฐานะสื่อมวลชนที่เฝ้าติดตามข่าวคราวความเคลื่อนไหวของผู้คนในแวดวงวรรณกรรม

ต้องยอมรับว่า “คุณนิลวรรณ” เป็นบุคคลที่ทรงคุณค่ายิ่งต่อวงการวรรณกรรมไทย

Advertisement

เพราะท่านไม่เพียงเป็น “ครู” ของนักเขียนหลายคน

หากยังเป็น “คุณย่า บก.” ของนักอ่านทุกรุ่นที่อยู่ใต้ฟ้าเมืองไทย ยิ่งเฉพาะในช่วงปี 2500-2520 ซึ่งเป็นยุคเฟื่องฟูที่สุดของสตรีสาร

ตั้งแต่ผมจำความได้ และอ่านหนังสือเป็น นอกจากนิตยสารสกุลไทย, ขวัญเรือน, กุลสตรีที่มีอยู่ประจำบนโต๊ะรับแขกของบ้าน หากยังมีนิตยสารสตรีสารรวมอยู่ด้วย

เพราะแม่ชอบอ่าน

แม้ขณะนั้น จะไม่ค่อยสนใจอ่านนวนิยาย สารคดีเท่าที่ควร แต่กระนั้น หากเป็นการ์ตูน นิทาน เกมปริศนาอักษรไขว้และเรื่องสำหรับเด็กๆ ผมมักไม่พลาดที่จะอ่านเรื่องราวเหล่านี้

กระทั่งเวลาผ่านไปเมื่อเราเติบโตขึ้น

ความชอบจากการอ่านจึงค่อยๆ เปลี่ยนไป

ด้วยการหันไปอ่านวรรณกรรมเยาวชนมากขึ้น พอโตขึ้นหน่อย เริ่มเรียนมหา”ลัย ความสนใจในการอ่านหนังสือก็เปลี่ยนไปตามวัย เพราะตอนนั้นชอบอ่านหนังสือปรัชญา เรื่องสั้น นวนิยาย รวมไปถึงงานแปลประเภทต่างๆ

ฉะนั้น ถ้าถามว่าโลกการอ่านมาจากไหน?

ส่วนหนึ่งต้องบอกว่ามาจากการอ่านนิตยสารรายปักษ์ และรายเดือนของนิตยสารต่างๆ ที่อยู่บนโต๊ะรับแขกสมัยนั้น โดยมีนิตยสารสตรีสารรวมอยู่ด้วย

จำได้ว่าเมื่อคราวเป็นนักข่าว และมีโอกาสสัมภาษณ์นักเขียนต่างๆ ในแวดวงวรรณกรรม หลายคนยกย่อง “คุณนิลวรรณ ปิ่นทอง” ในหลากหลายแง่มุม

บางคนบอกว่าท่านเป็นบรรณาธิการโดยกำเนิด

บางคนบอกว่าท่านเป็นมากกว่าครู

หรือบางคนบอกว่าท่านเป็นผู้หญิงที่เข้าใจชีวิตของผู้คนในแวดงวงวรรณกรรมเป็นอย่างดี เพราะอย่างที่ทุกคนทราบนักเขียนสมัยอดีต เมื่อเขียนเรื่องสั้น นวนิยายเสร็จทีละตอน หรือสองตอน

จะเบิกค่าเรื่องกันทันที

ส่วนใหญ่เป็นนักเขียนผู้ชาย และเมื่อได้เงินค่าเรื่องแล้ว สถานที่ที่พวกเขาจะไปดื่มฉลองค่าเรื่องก็อยู่ใกล้ๆ สำนักงานสตรีสารนั่นเอง

นั่นคือภัตตาคารพูลสิน

อยู่สี่แยกวิสุทธิกษัตริย์ ใกล้กับวัดตรีทศเทพ

ผมจำเรื่องนี้แม่น เพราะนักเขียนรุ่นใหญ่หลายคนเคยเล่าสู่กันฟังในวงเหล้า และผมแอบได้ยิน (จริงๆ ตั้งใจฟัง) เพราะบ้านผมอยู่ไม่ไกลจากภัตตาคารพูลสินเท่าไหร่นัก

จึงรู้ว่าพี่ๆ นักเขียนเหล่านี้แค่ดื่มกินกันพอหอมปากหอมคอ

ไม่ถึงกับเอาเมา

หรือต้องหามกลับบ้าน

เพราะ “คุณนิลวรรณ” เคยบอกพวกเขาว่าเมื่อได้เงินค่าเรื่องมา ก็อย่าใช้จนเสียหมดเพียงวันเดียวล่ะ ซึ่งจริงๆ ท่านก็เข้าใจธรรมชาติของนักเขียนผู้ชายอยู่แล้ว

แต่ที่ห้ามปรามไว้เพื่อไม่ให้เหลิงกันเท่านั้นเอง

อีกอย่างที่พวกเขาแค่ดื่มกินกันพอหอมปากหอมคอเพราะกลัวว่าถ้า “คุณนิลวรรณ” เลิกงานเมื่อไหร่ และผ่านมาเห็นนักเขียนพวกนี้ยังนั่งก๊งเหล้าอยู่ อาจถูกตำหนิในวันส่งต้นฉบับคราวถัดไปก็ได้

พวกนี้ก็เลยหนีไปต่อที่อื่น(ฮา)

อีกเรื่องหนึ่งที่ผมมารู้ตอนหลังคือ “คุณนิลวรรณ” เป็นคนให้โอกาส และเปิดโอกาสให้กับนักเขียนทุกรุ่น ไม่ว่าจะเป็นเด็ก เยาวชน หรือนักเขียนฝึกหัดที่พึ่งเริ่มเขียนหนังสือ

ท่านจะใช้ความเป็น “บรรณาธิการ” ชี้แนะ แนะนำ เพื่อให้นักเขียนเหล่านั้นนำไปแก้ไข โดยเฉพาะเรื่องของการใช้หลักภาษาไทยให้ถูกต้อง

สำคัญกว่านั้น สำนักสตรีสารยังเป็นแหล่งรวมนักประพันธ์วัยหนุ่ม-สาวสมัยนั้นมากมาย หลายคนแจ้งเกิดที่นี่ และหลายคนประสบความสำเร็จมีชื่อเสียงจนทุกวันนี้

อาทิ ปีนัง, แว่นแก้ว, สิริมา อภิจาริน, พิบูลศักดิ์ ละครพล, ประภัสสร เสวิกุล, วาณิช จรุงกิจอนันต์, โสภาค สุวรรณ, โบตั๋น, สีฟ้า, กฤษณา อโศกสิน, กาญจนา นาคนันทน์, สุวรรณี สุคนธา, ผกาวดี อุตตโมทย์

นิพพาน, ข.อักษราพันธุ์, มนันยา, จันทรำไพ และอื่นๆ อีกมากมาย

ที่สำคัญคือนวนิยายดังๆหลายเรื่องถูกตีพิมพ์ที่นี่ทั้งสิ้น และหลายเรื่องถูกนำไปสร้างเป็นละครโทรทัศน์ และภาพยนตร์ จนฉายซ้ำไปซ้ำมาไม่รู้กี่ครั้ง

อาทิ ดาวพระศุกร์, ดอกโศก, ผู้กองยอดรัก, ยอดรักผู้กอง, ผู้ใหญ่ลีกับนางมา, ฟ้าจรดทราย, น้ำเซาะทราย, เขาชื่อกานต์, จดหมายจากเมืองไทย, ข้าวนอกนา, อำนาจ, ผู้หญิงคนนี้ชื่อบุญรอด, ทองเนื้อเก้า, ผีเสื้อกับดอกไม้, แก้วจอมซน, แก้วจอมแก่น และอื่นๆ อีกมากมาย

ที่ล้วนต่างทำให้นิตยสารสตรีสารมีแฟนานุแฟนรออ่านนวนิยายตั้งแต่ถูกตีพิมพ์เป็นตอนๆ

ฉะนั้น จึงไม่แปลกเลยว่าตลอดชีวิตผ่านมานับตั้งแต่ “คุณนิลวรรณ” นั่งตำแหน่งบรรณาธิการสตรีสารตั้งแต่ปี 2492 ด้วยวัยเพียง 32 ปี ไปจนถึงปี 2539 อันเป็นบรรณาธิการฉบับสุดท้าย

ที่ขณะนั้นท่านอายุ 79 ปีเข้าไปแล้ว

ท่านก็ยังทำหน้าที่ “ครู” และ “บรรณาธิการ” เฉกเช่นเดิม

เพราะใครๆ ต่างแวะเวียนไปมาหาสู่ท่านอยู่เสมอ แม้นักเขียนสตรีสารบางท่านจะจากไปก่อนในวัยอันควรก็ตาม แต่ท่านก็ยังเมตตาญาติน้ำหมึกเสมอมา และเสมอไป

ทุกคนต่างจดจำภาพ “คุณย่า บก.”

ทุกคนต่างจดจำภาพจริยวัตรของท่าน

แม้กระทั่งผม

ที่มีโอกาสเล่าเรื่องการจากไปของ “คุณนิลวรรณ” ให้แม่ผมฟัง ท่านยังรู้สึกใจหาย เสียใจ ระคนตกใจดุจเดียวกับผม เพราะอย่างที่ทุกคนทราบดีท่านงามด้วยจิตใจ วาจา และการกระทำ

จนทำให้ผมต้องเขียนคารวาลัยแด่ท่านครั้งนี้