ดุลยภาพดุลพินิจ : ท่องเที่ยวไทยในสายตาโลก
เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมานี้ สภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum: WEF) ได้ประกาศการจัดลำดับโลกด้านการพัฒนาการท่องเที่ยว (Travel and Tourism Development Index: TTDI) ซึ่งเป็นการวัดผลลัพธ์ของนโยบายการส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวของประเทศต่างๆ ทั้งหมด 119 ประเทศ ปรากฏว่าประเทศไทยอยู่ในลำดับ 47 ตกต่ำลงถึง 6 ลำดับจากลำดับที่ 41 เมื่อเทียบกับลำดับในปี 2562
ข้อมูลนี้สำคัญสำหรับประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันการท่องเที่ยวได้กลายเป็นเศรษฐกิจเสาเดี่ยวหรือเศรษฐกิจศาลพระภูมิ ซึ่งการท่องเที่ยวได้เป็นภาคเศรษฐกิจเดียวที่เครื่องยนต์ยังเร่งได้อยู่ หากผลของการประกาศออกมาดีเท่ากับเป็นการประชาสัมพันธ์ถึงขีดความสามารถของซัพพลายและนโยบายสาธารณะด้านการท่องเที่ยวของประเทศนั้น และหากประเทศที่ถูกจัดลำดับพิจารณาผลการประกาศในรายละเอียดแล้วก็จะสามารถเข้าใจถึงศักยภาพและจุดอ่อนของประเทศของตนเทียบกับคู่แข่ง ผู้บริหารระดับสูงและนักการเมืองจะได้ไม่ต้องคิดไปทำไปโดยไม่มีข้อมูลรองรับการตัดสินใจ
ดัชนีการพัฒนาการท่องเที่ยวนี้ปรับปรุงมาจากดัชนีขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวในปี 2024 มีการเพิ่มตัวชี้วัดเป็นเสาหลักด้านความยั่งยืนขึ้นอีกเสาหลักหนึ่ง นี่อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้อันดับของไทยตกต่ำลงกว่าเดิมมาก ค่าคะแนนของประเทศไทยสะท้อนให้เห็นว่าปัญหาหลักของประเทศไทยก็คือปัญหาในด้านการจัดการซัพพลายโดยเฉพาะด้านความยั่งยืนแต่นโยบายของรัฐส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปในการดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มามากขึ้นหรือสร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่โดยไม่ได้ให้ความสำคัญเพียงพอกับการบำรุงรักษา การจัดการสาธารณูปโภคให้มีคุณภาพ และเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับให้สอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของจำนวนนักท่องเที่ยว
ดัชนีนี้มีองค์ประกอบ 5 ดัชนีย่อยคือ 1)ด้านสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการท่องเที่ยว 2)นโยบายด้านการเดินทางและการท่องเที่ยวรวมทั้งสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนอื่นๆ 3)สาธารณูปโภคพื้นฐานและการให้บริการ 4)ทรัพยากรด้านการท่องเที่ยวและ 5)ความยั่งยืนของการท่องเที่ยวในแต่ละองค์ประกอบก็จะมีการจัดลำดับโดยให้ค่าคะแนนตั้งแต่ 1 ถึง 7 โดยคะแนน 7 จะเป็นค่าคะแนนที่สูงสุดหรือดีที่สุด
ในบรรดา 5 ดัชนีย่อยนี้เรามีค่าคะแนนที่ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของโลกใน 2 ดัชนีย่อยด้านนโยบายที่สนับสนุนการท่องเที่ยวและสาธารณูปโภคและการให้บริการ แต่ดัชนีที่เราได้คะแนนสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกคือ ด้านทรัพยากรการท่องเที่ยว ทั้งในด้านธรรมชาติ วัฒนธรรมและสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น แต่ด้านที่เราได้คะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกคือดัชนีย่อยด้านสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนการท่องเที่ยว และด้านความยั่งยืนของการท่องเที่ยวหมายความว่าเราเป็นการท่องเที่ยวแบบกินสั้นไม่กินยาว ใครมือยาวสาวได้สาวเอา
ลองมาเจาะลึกดูตัวชี้วัดแต่ละตัว เลือกเฉพาะตัวที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกมากหรือมีแนวโน้มลดลง เพื่อท่านนายกรัฐมนตรีคนขยันของเราจะได้นำไปสั่งการ ได้แก่ หลักนิติธรรมอยู่ในลำดับ 84 ของโลก ความเชื่อมั่นต่อตำรวจไทยซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของท่านนายกรัฐมนตรีอยู่ในลำดับที่ 108 ของโลก ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า คะแนนความปลอดภัยของการมาท่องเที่ยวในประเทศไทย จึงตกไปอยู่ในลำดับที่ 102 ด้านคุณสมบัติ (qualification) ของแรงงานอยู่ในลำดับที่ 76 ส่วนผลิตภาพการผลิต (Productivity) ของแรงงานท่องเที่ยวก็อยู่ในลำดับ 76 เช่นกัน การลงทุนในภาคการท่องเที่ยวต่อแรงงานของเราต่ำมากอยู่ในลำดับที่ 115!! หมายความว่าลงทุนน้อยคอยกินบุญเก่า ส่วนสิ่งที่เราเรียกว่าซอฟต์พาวเวอร์คือวัฒนธรรมที่แสดงออกด้วยคำพูดหรือภาษา เช่น เพลง ดนตรี และวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้นั้นเราอยู่ในลำดับที่ 70 เรื่องมลพิษและปัญหาสิ่งแวดล้อม เราก็แย่ไม่แพ้ใครอยู่ในลำดับที่ 83 ในเรื่องของการกระจายผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมที่เป็นอานิสงส์จากการท่องเที่ยวเราอยู่ในลำดับที่ 106 และที่น่าเป็นห่วงก็คือความยั่งยืนของดีมานด์นักท่องเที่ยวอยู่ในลำดับที่ 69 เรามีปัญหามากขนาดนี้แล้วแต่เรายังมีนักท่องเที่ยวมามากเป็นเพราะประเทศเราค่าครองชีพต่ำ ราคาของโรงแรม 2-3 ดาวก็ถูกมาก การเดินทางเข้าเมืองของเราเข้าง่ายออกง่ายเจ้าหน้าที่ของรัฐเกี้ยเซี้ยได้ทุกระดับ มาเฟียก็มายึดพัทยาเป็นที่พักอาศัยเต็มไปหมด
เมื่อได้เห็นตัวชี้วัดด้านซัพพลายแล้วคราวนี้หันมาดูตัวชี้วัดด้านดีมานด์ของเราคือ จำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้จากการท่องเที่ยวบ้าง เมื่อปี 2562 เราได้รายรับสุทธิเป็นที่ 4 ของโลกและมีจำนวนนักท่องเที่ยวนานาชาติเกือบ 40 ล้านคน แต่เมื่อเกิด
โควิด-19 ขึ้นเรามีมาตรการป้องกันการเข้าออกอย่างแข็งขัน ในที่สุดนักท่องเที่ยวก็ลดลงอย่างรวดเร็วและรุนแรงในปี 2563-2565 เมื่อเราเปิดประเทศซึ่งช้ากว่าประเทศอื่น ในขณะที่ประเทศท่องเที่ยวหลักๆ ได้สามารถเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวไปจนได้เกือบได้ประมาณร้อยละ 70 ของจำนวนนักท่องเที่ยวก่อนโควิด-19 ไทยกลับฟื้นตัวช้ากว่ามากคือในปี 2565 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเพียง 11 ล้านคน ตกจากลำดับของจำนวนนักท่องเที่ยวที่มากที่สุดลำดับ 8 ของโลกไปเป็นลำดับ 22 ของโลก พึ่งจะมาตีตื้นได้เมื่อปี 2566 ที่เรามีนักท่องเที่ยวมาเยือนประมาณ 28 ล้านคน ด้านรายได้จากการท่องเที่ยวเราก็ตกจากลำดับ 4 ของโลกกลายเป็นลำดับที่ 19 ของโลกในปี 2565 สาเหตุที่เราฟื้นตัวช้าก็เพราะเราพึ่งพานักท่องเที่ยวจีนมากและจีนยังไม่เปิดประเทศในปี 2565 อีกทั้งด้านผู้ประกอบการของเราก็ได้ล้มละลายไปเสียมาก แรงงานก็กระจัดกระจายกันไปหมด
ปัจจุบันนโยบายสาธารณะของเราเป็นนโยบายเพื่อหาเสียงมักขาดการวิเคราะห์รอบด้าน เรามักพยายามที่จะเร่งเครื่องยนต์ให้เพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว ทั้งๆ ที่ควรเน้นด้านรายได้และคุณภาพของนักท่องเที่ยว ยิ่งไปกว่านั้นผู้บริหารระดับสูงมักอยากจะได้สิ่งดึงดูดใจแบบไฮโซมาให้ประเทศไทยเพราะคิดว่าจะเป็นเรื่องหรูหราจะหารายได้ได้มาก ยกตัวอย่างเช่น การชักจูงเรือสำราญขนาดใหญ่ให้เข้ามา การแข่งรถฟอร์มูล่าวัน เพิ่มสนามบินในจังหวัดที่มีการท่องเที่ยวต่ำ เป็นต้น แต่ลืมคิดไปถึงต้นทุนที่ต้องใช้และความคุ้มทุน รวมทั้งศักยภาพด้านอื่นๆ ที่ต้องมารองรับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ฐานะของประเทศไทยเดี๋ยวนี้ไม่สามารถที่จะลงทุนในโครงสร้างกายภาพขนาดใหญ่มากนักเพราะงบประมาณส่วนใหญ่ไปติดกับดักดิจิทัลวอลเล็ตจนต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะแล้ว
เราควรต้องตระหนักว่าเรามีปัญหาด้านความยั่งยืนของการท่องเที่ยวมากกว่าประเทศอื่นตามความเห็นของนักวิเคราะห์ระดับโลก รัฐบาลก็ต้องสนใจการจัดการซัพพลายและแสวงหาข้อมูลและวิเคราะห์เจาะลึกด้านการท่องเที่ยวมากกว่านี้ เพื่อรักษาอนาคตของการท่องเที่ยวไทยให้ยั่งยืน รวมทั้งต้องตระหนักว่าเศรษฐกิจท่องเที่ยวแบบศาลพระภูมินี้เป็นเศรษฐกิจที่มีความเปราะบางมากที่สุด!

