หน้าแรก คอลัมนิสต์ ทิเบต : ดินแด...

ทิเบต : ดินแดนแห่งพุทธศาสนาวัชรยาน

9.06.24 | 12:20 น.

ทิเบต : ดินแดนแห่งพุทธศาสนาวัชรยาน


ในโลกนี้ มีดินแดนที่น่าพิศวง น่าหลงใหล และดึงดูดใจอยู่หลายแห่ง และสำหรับผม ทิเบตเป็นหนึ่งในดินแดนเช่นนั้น เพียงแต่นึกถึง อยากไป แต่ก็มีข้อจำกัดที่ทำให้ไม่สามารถไปเยี่ยมดินแดนทุกแห่งที่อยากไปได้ ในที่นี้ ทำได้เพียงนำเรื่องราวโดยสังเขปเกี่ยวกับทิเบตมาเล่าสู่กันฟัง

ผมมีความเลื่อมใสศรัทธาในคำสอนของวัชราจารย์เชอเกียม ตรุงปะ ซึ่งข้อเขียนของท่านได้มีการแปลเป็นภาษาไทยนับได้ 11 เล่ม หนังสือเล่มหนึ่งที่เคยอ่านมีชื่อว่า “เลือดทิเบต” ที่เป็นอัตชีวประวัติในช่วงต้นของชีวิต รวมถึงช่วงเวลาอันตรายในยามที่ต้องลี้ภัยไปอินเดีย อีกทั้งเป็นบทบันทึกแห่งปัญญาญาณ และวัฒนธรรมอันเก่าแก่ที่ธำรงอยู่ในทิเบต หนังสือเล่มนี้ชวนให้ศึกษาย้อนไปถึงประวัติศาสตร์และการเผยแผ่พุทธศาสนาจากอินเดียมายังดินแดนแห่งนี้ ขณะที่พุทธศาสนาได้ถอยหายไปจากอินเดีย ทิเบตยังเก็บรักษาคัมภีร์พุทธศาสนาทั้งที่เป็นภาษาสันสกฤต ภาษาจีน และที่แปลเป็นภาษาทิเบตไว้อย่างเกือบครบถ้วน อัตชีวประวัติของตรุงปะ ได้สร้างภูมิคุ้มกันมิให้ผมคล้อยตาม “ประวัติศาสตร์จีน ฉบับมาตรฐาน” ได้โดยง่าย ซึ่งจะขอนำมาเล่าในตอนท้ายของบทความนี้ เพื่อเป็นการศึกษาเปรียบเทียบที่อาจช่วยให้เข้าใจความขัดแย้งที่ดำรงอยู่จนทุกวันนี้ ระหว่างรัฐบาลจีน กับชาวทิเบตใน “เขตปกครองตนเองทิเบตของประเทศจีน” และกับชาวทิเบตพลัดถิ่นที่มาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ธรรมศาลาหรือดารัมซาลา ในตอนเหนือของอินเดีย

ข้อมูลที่ได้จากวิกิพีเดียระบุว่า มีการกล่าวถึงทิเบตครั้งแรกในหนังสือภูมิศาสตร์ของปโตเลมีในชื่อ “บาทาย” ซึ่งมาจากชื่อพื้นเมือง “Bod” ทิเบตปรากฏในประวัติศาสตร์จีนครั้งแรกในชื่อ “ฟู่กั๋ว” เมื่อพระเจ้านัมรีซงแจ็นได้ส่งราชทูตไปจีนในพุทธศตวรรษที่ 12 ในช่วงสมัยราชวงศ์ถัง (พ.ศ. 1161 – 1449) ทิเบตอยู่ใต้อำนาจอิทธิพลของจีน ยอมส่งเครื่องราชบรรณาการให้ อีกทั้งจักรพรรดิถังไท่จงได้ยกเจ้าหญิงเหวินเฉิงให้เป็นมเหสี และกษัตริย์เนปาลก็ยกเจ้าหญิงกฤกุฎเทวีให้เป็นมเหสีเช่นกัน ซึ่งองค์หญิงทั้งสองต่างเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา ทำให้พระเจ้าซงแจ็น กัมโปแห่งทิเบตพลอยเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามหายานไปด้วย พระองค์ได้สร้างวัดขึ้นเป็นครั้งแรกในทิเบต ชื่อวัดโชคัง ณ เมืองลาซา

Advertisement

พระเจ้าซงแจ็น กัมโป (กลาง) เจ้าหญิงเหวินเชิง (ขวา) และเจ้าหญิงกฤกุฎเทวี (ซ้าย)

ช่วงนี้ได้มีชาวทิเบตเชื้อพระวงศ์ และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ไปศึกษาในจีน และพระภิกษุชาวจีนก็มาศึกษาในทิเบตเพื่อแปลพระคัมภีร์และพระสูตรจำนวนมาก พระเจ้าซงแจ็น กัมโปทรงส่งทูตชื่อ เทินมี สัมโภฏะ ไปศึกษาที่มหาวิทยาลัยนาลันทา แล้วกลับทิเบต ท่านได้เริ่มงานประดิษฐ์อักษร และเขียนไวยากรณ์สอนชาวทิเบต โดยใช้อักษรพราหมี ที่นิยมใช้กันในกัศมีร์ และดำเนินงานเผยแผ่พุทธศาสนาเพื่อทำให้ประชาชนเลื่อมใส

ใน พ.ศ. 1298-1340 พระเจ้าชีซง เตแจ็น กษัตริย์องค์ที่ 5 นับจากพระเจ้าซงแจ็น กัมโปได้ไปอาราธนา พระศานตรักษิต ที่เคยศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยนาลันทามาเผยแผ่หลักคำสอนอันบริสุทธิ์ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเนื่องจากท่านสอนแต่หลักธรรม ไม่สอนเวทมนตร์คาถา ส่วนชาวทิเบตมีความเชื่อเรื่องอำนาจภูติผีของลัทธิเบิน และขณะนั้นเกิดโรคระบาดและภัยธรรมชาติ ทำให้ประชาชนเชื่อว่าท่านนำเหตุการณ์นี้มาด้วย ท่านได้กลับไปอินเดีย แล้วไปอาราธนา พระปัทมสัมภวะ พระราชโอรสของพระเจ้าอินทรภูมิ แห่งแคว้นอุทยานซึ่งปัจจุบันอยู่ในประเทศอัฟกานิสถานให้ไปเผยแผ่พุทธศาสนาลัทธิตันตระ ซึ่งถูกกับอัธยาศัยของประชาชน ท่านมีความชำนาญในเรื่องไสยศาสตร์สามารถปราบปีศาจ เหตุการณ์จึงสงบ ท่านปัทมสัมภวะได้สร้าง วัดสัมเย ตามความเชื่อของอินเดีย ที่วัดมีห้องสมุด ห้องนั่งสมาธิโดยอาจารย์สอนสมาธิจากจีน พุทธศาสนาลัทธิตันตระเจริญรุ่งเรืองเรื่อยมา จนถึงพุทธศตวรรษที่ 16 มีชื่อแยกจำเพาะออกไปเป็น “นิกายเนียงมาปะ หรือนิกายหมวกแดง” ต่อมาพระศานตรักษิต ได้กลับมาทิเบตเพื่อปฏิบัติศาสนกิจอีกครั้งจนมรณภาพที่นั่น

อย่างไรก็ดี มีความขัดแย้งระหว่างความเชื่อในพุทธศาสนากับความเชื่อในลัทธิเบินที่มีอยู่เดิม เริ่มจากการลอบปลงพระชนม์พระเจ้าราลปาเชน (พ.ศ. 1359) และพระเจ้าลางทรมาได้ขึ้นครองราชย์ พระองค์นับถือลัทธิเบินและทรงเป็นปรปักษ์ต่อพุทธศาสนาอยู่หลายปี ได้ทำลายวัดวาอารามที่สำคัญสองแห่งในนครลาซา บังคับพระสงฆ์ให้ลาสิกขา ต่อมามีพระสงฆ์แต่งตัวด้วยชุดดำ ทาม้าสีดำ สวมหมวกสีดำเข้ามาปะปนกับประชาชน ลอบปลงพระชนม์พระเจ้าลางทรมาสำเร็จ แต่ก็เกิดความแตกแยกเกี่ยวกับการสืบทอดราชบัลลังก์ ทำให้การรวมศูนย์อำนาจของทิเบตสิ้นสุดตั้งแต่สมัยนี้ จนถึงยุคของนิกายสักยะจึงมีการรวมตัวอีกครั้งหนึ่ง

ในยุคท้ายของการแตกแยก กษัตริย์พระนามว่า ชังจุบ เยเซ โอ ทรงบวชเป็นพระภิกษุ และส่งนักวิชาการไปแคชเมียร์เพื่อเชิญท่านอตีศะเข้าสู่ทิเบต เมื่อ พ.ศ. 1583 ถือเป็นการฟื้นฟูพุทธศาสนาในทิเบตอีกครั้งหนึ่ง

ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 1803 ชาวมองโกลส่งกองทัพเข้าตีประเทศจีนได้สำเร็จ ราชวงศ์ซ่งล่มสลาย กุบไลข่านได้ตั้งราชวงศ์แบบจีนใช้นามว่า ราชวงศ์หยวน ดินแดนทิเบตจึงได้ถูกรวมให้อยู่ในเขตการปกครองของจีน และในปี พ.ศ. 1810 โดรกอน โชกยัล พักปะ ตั้งให้นิกายสักยะมีอำนาจปกครองสูงสุดในทิเบต

ในปี พ.ศ. 2089 – 2130 กษัตริย์มองโกลนามว่า อัลตัลข่าน ได้พบกับประมุขสงฆ์ของนิกายเกลุกที่ชื่อว่า สอดนัมวัง ยาโส แล้วเลื่อมใส ทรงเชื่อว่าประมุขสงฆ์องค์นี้เคยเป็นอาจารย์ของพระองค์ในชาติก่อน เมื่อพระองค์เสวยพระชาติเป็นกุบไลข่าน จึงถวายตำแหน่ง “ทะไลลามะ” ให้ (คำว่า “ทะไล” เป็นภาษามองโกลแปลว่า ทะเล หรือ กว้างใหญ่ “ลามะ” หมายถึง พระหรือคฤหัสถ์ที่มีความรู้ความชำนาญ แต่ชาวทิเบตนิยมใช้คำว่า “คยาวา ริมโปเช” คือ ชัยรัตนะ) นับเป็นต้นกำเนิดของชื่อทะไลลามะ และท่านสอดนัมวัง ยาโสก็ได้ถวายตำแหน่ง “ธรรมราชาผู้ทรงความบริสุทธิ์” แก่อัลตันข่านเป็นการตอบแทน ท่านสอดนัมวัง ยาโสถือว่าตนเองเป็นทะไลลามะองค์ที่ 3 เพราะท่านได้ถวายตำแหน่งย้อนขึ้นไปแก่อวตารในสองชาติแรกของท่านด้วย ในขณะที่มีพระชนม์ชีพ ท่านได้สร้างวัดพระพุทธรูปหนึ่งพันองค์ ได้เผยแผ่พระศาสนาสู่มองโกเลีย และทิเบตตะวันออกซึ่งเคยเป็นดินแดนอิทธิพลของลัทธิเบิน จนท่านได้ตำแหน่งพิเศษจากราชวงศ์หมิงของจีน ถึงยุคทะไลลามะองค์ที่ 4 นิกายหมวกเหลืองก็ยังเจริญรุ่งเรืองเพราะมีทหารมองโกลหนุนหลังอยู่

ในยุคของโลซัง กยัตโส ทะไลลามะองค์ที่ 5 (พ.ศ. 2158-2223) กุชรีข่าน ผู้นำมองโกลได้มอบอำนาจการปกครองทิเบตทั้งฝ่ายอาณาจักร และฝ่ายศาสนจักรให้แก่ทะไลลามะ จากนั้นท่านได้ย้ายที่ประทับที่พระราชวังโปตาลา นครลาซา ชาวทิเบตมีความเชื่อว่าทะไลลามะเป็นอวตารของพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ผู้กรุณา และเชื่อว่าปันเชนลามะ ผู้มีอำนาจรองจากทะไลลามะเป็นอวตารของพระอมิตาภะ

เมื่อราชวงศ์หมิงล่มสลาย เป็นช่วงที่ชาวแมนจูรุกรานและเข้าปกครองแผ่นดินจีน โดยตั้งราชวงศ์ชิงขึ้น ในรัชสมัยจักรพรรดิคังซีได้ทรงเข้ายึดครองทิเบตตั้งแต่ปี พ.ศ. 2263 พระองค์ได้แต่งตั้งดาไลลามะองค์ที่ 7 ขึ้นสู่อำนาจ แม้ในยุคจักรวรรดินิยมอังกฤษที่ยึดครองอินเดีย และจักรวรรดินิยมรัสเซียที่ยึดครองซินเจียงบางส่วนเอาไว้ ก็มีสนธิสัญญาร่วมกันกับราชสำนักชิงเพื่อค้ำประกันการมีอำนาจอธิปไตยของราชสำนักชิงเหนือดินแดนทิเบต

ในปี พ.ศ. 2335 ราชวงศ์ชิงได้เพิ่มระดับการควบคุมทิเบตให้มั่นคงขึ้น และสนับสนุนให้มีการคานอำนาจระหว่างปันเชนลามะกับทะไลลามะ รวมทั้งเข้าควบคุมการจับสลาก (เสี่ยงเซียมซี) เลือกปันเชนลามะ หรือทะไลลามะ ในกรณีที่มีผู้อยู่ในข่ายมากกว่า 1 คน ทะไลลามะองค์ที่ 10, 11 และ 12 คัดเลือกด้วยวิธีนี้ ส่วนทะไลลามะองค์ที่ 9, 13, และ 14 คัดเลือกโดยฝ่ายทิเบต และได้รับการรับรองจากรัฐบาลจีนภายหลัง

ในปี พ.ศ. 2447 อังกฤษส่งทหารจากอินเดียเข้ายึดครองลาซา หลังจากการสู้รบกันในช่วงเวลาหนึ่ง การสู้รบได้สงบลง โดยมีการทำสนธิสัญญาที่อนุญาตให้ทิเบตเปิดการค้าตามแนวชายแดนกับอินเดีย อนุญาตให้พ่อค้าจากอังกฤษและอินเดียเข้าไปทำการค้าได้อย่างเสรีโดยไม่ต้องเสียภาษีทางการค้า ให้ทิเบตชดใช้ค่าเสียหาย 2.5 ล้านรูปี และห้ามติดต่อกับต่างชาติโดยที่อังกฤษไม่อนุญาต ขณะนั้นทะไลลามะองค์ที่ 13 ทรงลี้ภัยไปมองโกเลีย สัญญาจึงลงนามโดยกาเด็น ติ-ริมโปเช ในปี พ.ศ. 2453 ราชวงศ์ชิงส่งทหารเข้ามาประจำการในทิเบต ทะไลลามะองค์ที่ 13 จึงลี้ภัยไปอินเดีย

ตั้งแต่ พ.ศ. 2455 ทิเบตประกาศแยกตัวออกจากจีน แต่จีนยังมีอิทธิพลต่อการเมืองภายในทิเบต ทิเบตจัดตั้งกระทรวงการต่างประเทศของตนขึ้นใน พ.ศ. 2485 และได้ส่งทูตไปพบเจียง ไคเช็กเมื่อ พ.ศ. 2486 เพื่อยืนยันว่าทิเบตเป็นประเทศเอกราช ในปี พ.ศ. 2490 – 2492 ทิเบตส่งคณะทูตทางการค้านำโดยชาคัปปาไปยังอินเดีย ฮ่องกง นานกิง (เมืองหลวงของจีนในขณะนั้น) สหรัฐอเมริกา และอังกฤษ ต้อนรับคณะทูตของทิเบต แต่หลีกเลี่ยงที่จะยอมรับว่าทิเบตเป็นเอกราชอย่างชัดเจน

พรรคคอมมิวนิสต์จีนนำโดยเหมา เจ๋อตง ไม่ได้เข้าไปแทรกแซงในทิเบตมากนักเมื่อขึ้นครองอำนาจในช่วงแรก จนกระทั่งปี พ.ศ. 2493 กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนได้เข้าสู่เขตชัมโดของทิเบต ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับทิเบตตึงเครียดขึ้น นำไปสู่การจลาจลเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2502 ทำให้ทหารปลดแอกประชาชนเข้าปราบปราม ทะไลลามะเสด็จหนีออกจากลาซาไปลี้ภัยในอินเดียในคืนนั้น ต่อมาจึงประกาศจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นขึ้น ส่วนจีนแต่งตั้งปันเชนลามะเป็นผู้นำของรัฐบาลทิเบตแทน

ในปี พ.ศ. 2508 จีนได้จัดให้ดินแดนทิเบตที่เคยอยู่ภายใต้การปกครองของทะไลลามะเป็นเขตปกครองตนเองทิเบต มีผู้นำเป็นชาวทิเบตอยู่ภายใต้การควบคุมของชาวจีนที่เป็นตัวแทนจากพรรคคอมมิวนิสต์จีนอีกต่อหนึ่ง การแสดงออกทางวัฒนธรรมของทิเบตถูกจำกัดในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม แต่ตั้งแต่ พ.ศ. 2522 เป็นต้นมา จีนมีการปฏิรูปเศรษฐกิจ การควบคุมทางวัฒนธรรมและศาสนาได้ผ่อนคลายลง อนุญาตให้ชาวต่างชาติเข้าไปในทิเบตได้

ในวันจันทร์ที่ 10 มีนาคม 2551 ซึ่งเป็นวันครบรอบ 49 ปีของการลี้ภัยขององค์ทะไลลามะไปยังประเทศอินเดีย และตรงกับปีที่จีนเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ชาวทิเบตที่ลี้ภัยอยู่ ณ ธรรมศาลา ประเทศอินเดีย ได้เริ่มเดินขบวนเรียกร้องเอกราชอย่างสันติ โดยมุ่งหวังเดินทางไปเหยียบแผ่นดินทิเบต ขณะเดียวกัน มีรายงานว่า “ที่ลาซา เมืองเอกของเขตปกครองตนเองทิเบต ลามะกว่า 300 รูปได้ชุมนุมเรียกร้องเอกราชทิเบต ในจำนวนนี้ ลามะ 60 รูปถูกเจ้าหน้าที่จีนจับกุมตัวไป” ในวันอังคารที่ 11 มีนาคม มีรายงานว่า “ลามะ 600 รูปได้ออกมาเดินขบวนประท้วง โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเรียกร้องเอกราช และให้ทางการจีนปล่อยตัวลามะที่ถูกจับกุมไปเมื่อวันจันทร์” ในวันพุธ ฉิน กัง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนยอมรับว่า “ประท้วงจริง ปราบจริง ขังจริง” โดยกล่าวว่า “เมื่อวานลามะบางรูปในลาซา ที่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนจำนวนหนึ่ง ได้กระทำการผิดกฎหมาย ท้าทายความสงบเรียบร้อยของสังคม สำหรับผู้ประท้วงที่ถูกจับกุม จะต้องเผชิญกับการดำเนินคดีตามกฎหมาย” ทั้งนี้ สำนักข่าวซินหัว ยืนยันถึงเหตุการณ์ชุมนุมประท้วง “ทว่าทางการได้ชักจูงให้ผู้ชุมนุมสลายตัวอย่างสันติ”

องค์ทะไลลามะโต้ข้อกล่าวหาของปักกิ่งที่ว่า ทิเบตรวมพลเตรียมเดินขบวนทวงเอกราช โดยเลขานุการส่วนพระองค์ของทะไลลามะ ยืนยันว่า องค์ทะไลลามะให้การสนับสนุนมหกรรมกีฬาโอลิมปิกปักกิ่ง พร้อมปฏิเสธข้อกล่าวหาของเจ้าหน้าที่จีน ที่ระบุว่า พระองค์พยายามบ่อนทำลาย และก่อความวุ่นวาย ช่วงการจัดแข่งขันโอลิมปิก

ต่อไปขออ้างอิงหนังสือ “ประวัติศาสตร์จีนฉบับมาตรฐาน” แปลและเรียบเรียงโดย คล่อง ศิรประภาธรรม และ คมกริช ศิรประภาธรรม ซึ่งกล่าวถึงทิเบตดังนี้

ก่อนราชวงศ์ฉิน จีนเรียกดินแดนแห่งนี้ว่า “แดนเยง” หรือ “แดนหยง” สมัยราชวงศ์ถังและราชวงศ์ซ่ง เรียก “ทิเบต” ตั้งแต่ราชวงศ์หยวน ได้เรียกชื่อต่าง ๆ กัน ในปี พ.ศ. 2494 กองทัพปลดแอกประชาชนจีน ทำการปลดแอกทิเบตโดยสันติวิธี ขณะนั้น สังคมทิเบตอยู่ในยุคสังคมกึ่งทาสกึ่งศักดินา พลเมือง 90% ของทิเบตเป็นชาวนาทาส ปกครองโดย วัด ขุนนาง และเจ้าทาส

ชาวทิเบตโบราณมีความเชื่อที่เรียกว่า เปิ่นเจียว (ชาวตะวันตกใช้คำว่า BON ซึ่งสำเนียงเดิมออกเสียงว่า “เปิ่น” หรือ “ปิ่น”) ตามความเชื่อนี้ โลกแบ่งเป็น “เจ้า” อยู่บนสวรรค์ “คน” อยู่บนพื้นดิน และ “ผี” ในพุทธศตวรรษที่ 10 -11 ศาสนาพราหมณ์ ศาสนาฮินดู และศาสนาพุทธได้ทยอยเผยแพร่เข้ามาในทิเบต ในขณะเดียวกัน ศาสนาพุทธมหายานที่พัฒนาเต็มที่ของจีนได้เข้ามาผสมผสานกับความเชื่อดั้งเดิม ในเวลานั้น การปกครองทางการเมืองกับศาสนาแยกออกจากกัน ศาสนาของทิเบตได้เจริญรุ่งเรืองอย่างต่อเนื่องด้วยการสนับสนุนของฝ่ายปกครอง

ถึงปลายสมัยราชวงศ์ทิเบต พระเจ้ารางตะมะได้ขึ้นสู่บัลลังก์ ได้ดำเนินนโยบายทำลายศาสนา เผาวัด เผาคัมภีร์ ฆ่านักบวช แต่ครองราชย์ได้สามปีก็ถูกลอบปลงพระชนม์ ทิเบตตกอยูในสภาพแตกแยกเป็นก๊กเป็นเหล่า แย่งชิงอำนาจการปกครอง กลุ่มขุนนาง กลุ่มศาสนา ต่างจับกลุ่มกัน พร้อมทั้งไปหากำลังทหารจากภายนอกมาสนับสนุน เวลากว่า 200 ปีผ่านไป กลุ่มศาสนาได้ตั้งเป็นนิกายต่าง ๆ เช่น นิกายเนียงมา (แดง) นิกายศักกา (เทาหรือสีสัน) นิกายคาจิ (ขาว) นิการคาหลู่ (เหลือง)

การปกครอง “หนึ่งเดียวทางศาสนาและการเมือง” เริ่มขึ้นครั้งแรกในพุทธศตวรรษที่ 16 แต่จะสมบูรณ์ขึ้นในปี พ.ศ. 1796 เมื่อเจ้าชายคาเออร์ตานของมองโกล แห่งราชวงศ์หยวน ส่งแม่ทัพใหญ่เข้ายึดทิเบต และยกนิกายศักกาเป็นนิกายหลวง และจัดตั้งระบบดาไลลามะและปานเจียนลามะขึ้น โดยดาไลลามะได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลกลาง

การหาและการคัดเลือกองค์ดาไลลามะกระทำดังนี้ ให้ไปหาองค์ดาไลลามะที่ “เกิดใหม่” ตามสายตาขององค์ดาไลลามะที่มรณภาพไปแล้ว หลังจากนั้น 2 ปี อาจมีเด็กที่เกิดใหม่หลาย ๆ คน ให้นำมาเลี้ยงดูและเรียนวิชาที่เมืองลาซา เมื่อโตขึ้นก็ให้สอบคัดเลือกโดยหาร 2 จนเหลือ 2 คน พร้อมเขียนชื่อทั้งสองคนลงที่เซียมซี นำไปใส่ในแจกันทองคำพระราชทานจากฮ่องเต้ ทำพิธีเขย่าเซียมซีให้หล่นลงมาจากแจกัน เป็นชื่อของผู้ใด ผู้นั้นก็ถูกทำพิธีลงทะเบียนโดยมีตัวแทนรัฐบาลกลางรับรอง แล้วไปเล่าเรียนวิชากับอาจารย์ ตามที่ทางรัฐบาลเตรียมหามาให้ จนถึง 18 พรรษาจึงเข้าดำรงตำแหน่งเป็นดาไลลามะ

หนังสือเล่มนี้ระบุว่า ดาไลลามะองค์ที่ 14 ซึ่งเป็นองค์ปัจจุบัน มีชื่อว่า ตานเติงเจียนโช เกิดปี พ.ศ. 2478 ในปี พ.ศ. 2502 ก่อกบฏและหนีไปอินเดีย ที่น่าแปลกใจมากคือ หมายเหตุลงท้ายของบทที่ว่าด้วยทิเบตนี้ หมายเหตุเขียนว่า “ทิเบตคือชื่อของราชวงศ์ คล้ายราชวงศ์ฮั่น ราชวงศ์ถัง ราชวงศ์ชิง ไม่ใช่ชื่อของประเทศชาติ”

ในบทความชื่อ”โลก 2 ใบในทิเบต” บวร โทศรีแก้ว สรุปว่า “โลกภายนอกจึงเห็นภาพทิเบตเป็น 2 ด้าน เปรียบเสมือนมีโลก 2 ใบในทิเบต แล้วแต่ใครได้รับข้อมูลมาอย่างไร จะเลือกมองเลือกเชื่อฝ่ายใด แต่ความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้อย่างหนึ่งก็คือ ในขณะที่อำนาจอิทธิพลของจีนในเวทีโลกทวีขึ้นเรื่อย ๆ และองค์ทะไลลามะแก่ชรามีอายุ 89 ปีแล้ว (นับถึงปี พ.ศ. 2567) ความหวังที่ทิเบตจะได้รับสิทธิปกครองตนเองมากขึ้นยิ่งห่างไกลออกไปทุกขณะ!”

ส่วนผมมีแนวโน้มที่จะเชื่อเรื่องที่วัชราจารย์ตรุงปะเล่าในหนังสือ “เลือดทิเบต” และขอบคุณสำหรับคำสอนวัชรยานที่ท่านนำมาเผยแผ่สู่สากล ท่านได้เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสแก่ชาวโลก ผมขอฝากความหวังว่า เมื่อจีนเข้มแข็งขึ้น ก็จะสามารถถ่ายโอนอำนาจการปกครองส่วนท้องถิ่นให้แก่ “เขตปกครองตนเองทิเบตของประเทศจีน” ได้ด้วยความสบายใจมากยิ่งขึ้น

โคทม อารียา