กฎแห่งกรรมในพุทธประวัติ
พุทธประวัติเท่าที่คนทั่วไปทราบนั้นแบ่งเป็น 3 ช่วงสำคัญ คือ
1.ประสูติ (เกิด) พระพุทธเจ้ามีพระนามเดิมว่า “สิทธัตถะ” เป็นโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะและพระนางสิริมหามายา แห่งกรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ พระองค์ทรงถือกำเนิดในศากยวงศ์ สกุลโคตรมะ ประสูติเมื่อวันศุกร์ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ปีจอ ก่อนพุทธศักราช 80 ปี ณ สวนลุมพินีวัน หลังจากที่ประสูติได้เพียง 7 วัน พระราชมารดาก็เสด็จสวรรคต เมื่ออายุเพียง 8 ปี ก็เริ่มศึกษาศิลปวิทยาได้อย่างรวดเร็วและครบถ้วนจนกระทั่งพระชนมายุ 16 ปี พระองค์ได้อภิเษกสมรสกับพระนางพิมพายโสธารา จนเมื่อพระชนมายุ 29 ปี พระนางพิมพาได้ประสูติพระโอรส มีพระนามว่า “ราหุล”
2.ตรัสรู้ (การรู้สภาวะของสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง) หลังจากที่เจ้าชายสิทธัตถะได้ทรงเห็นคนเกิด แก่ เจ็บ ตาย และเกิดความเบื่อหน่ายในความไม่แน่นอนในชีวิต จึงตัดสินพระทัยออกบวชในกลางดึกคืนหนึ่ง โดยมีนายฉันนะและม้ากัณฑกะเดินทางร่วมกันไปยังแม่น้ำอโนมา พระองค์นั่งบนพื้น ตัดผมด้วยพระขรรค์ และเปลี่ยนชุด ก่อนจะเดินทางไปยังแคว้นมคธ เพื่อแสวงหาหนทางพ้นทุกข์ ในช่วงแรกพระองค์ได้ศึกษาธรรมหลายรูปแบบ และบำเพ็ญทุกรกิริยา ก่อนจะพบกับทางสายกลาง เรียกว่า “มัชฌิมาปฏิปทา” ซึ่งเป็นหนทางที่จะนำไปสู่การพ้นทุกข์ได้ เมื่อเวลารุ่งอรุณ ในวันเพ็ญเดือน 6 ปีระกา ขณะพระชนมายุ 35 ปี พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ณ ใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ เมืองพาราณสี
3.ปรินิพพาน (ตายโดยปราศจากกิเลสร้อยรัด) เมื่อวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 หรือวันอาสาฬหบูชา พระองค์เสด็จไปแสดงธรรมชื่อว่า “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” แก่ปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ซึ่งพระอัญญาโกณฑัญญะเกิดความเลื่อมใสและขออุปสมบทเป็นพระสงฆ์องค์แรกในพุทธศาสนา พระองค์แสดงธรรมให้กับสาวก ตลอดระยะเวลา 45 ปี กระทั่งวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ขณะพระชนมายุ 80 พรรษา พระองค์ได้เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานใต้ต้นสาละ ณ สาลวโนทยาน เมืองกุสินารา แคว้นมัลละ และเป็นการเริ่มต้นพุทธศักราช
ความจริงมีเรื่องที่น่ารู้เกี่ยวกับพุทธประวัติที่คนทั่วไปไม่ทราบและไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อนคือเรื่องกฎแห่งกรรม ที่พระพุทธเจ้าตรัสอธิบายถึงสาเหตุที่บรรดาพระญาติในศากยวงศ์ของพระพุทธเจ้าเองถูกพระเจ้าวิฑูฑภะสั่งฆ่าล้างโคตรเพราะกฎแห่งกรรมนั่นเอง
เรื่องเริ่มตั้งแต่พระเจ้าปเสนทิโกศล ราชาแห่งแคว้นโกศล มีพระประสงค์จะเป็นพระญาติสนิทของพระพุทธเจ้า จึงได้ทรงส่งราชทูตไปสู่ขอเจ้าหญิงศากยะมาเป็นพระมเหสี แต่พวกเจ้าศากยะถือตัวจัดดูหมิ่นแม้ต่อพระเจ้าปเสนทิโกศล ผู้ครองแคว้นใหญ่ที่มีอำนาจเหนือกรุงกบิลพัสดุ์แท้ๆ จึงได้ส่งธิดาของท้าวมหานามชื่อวาสภขัตติยาซึ่งเกิดจากนางทาสผู้หนึ่งชื่อมุณฑา ดังนั้น วาสภขัตติยาผู้มีพระบิดาเป็นกษัตริย์ แต่มารดาเป็นทาสี จึงอยู่ในวรรณะจัณฑาล ไปถวายพระเจ้าปเสนทิโกศล พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงยกพระนางวาสภขัตติยาอยู่ในฐานะเป็นมเหสีองค์หนึ่งของพระองค์ ต่อมาพระนางวาสภขัตติยาประสูติพระราชโอรสนามว่า “วิฑูฑภะ”
ครั้นพระราชกุมารวิฑูฑภะมีอายุได้ 16 ปี ก็ได้เสด็จไปกรุงกบิลพัสดุ์ เพื่อเยี่ยมพระญาติ และประทับอยู่ที่กรุงกบิลพัสดุ์ไม่กี่วันก็เสด็จกลับเนื่องจากถูกต้อนรับอย่างเย็นชาจากพระญาติทั้งหลาย เมื่อเจ้าชายวิฑูฑภะเสด็จกลับไปแล้วก็มีการใช้น้ำนมวัวล้างเสนียดในที่ประทับของวิฑูฑภะ บังเอิญนายทหารของแคว้นโกศลคนหนึ่งลืมอาวุธไว้ จึงกลับไปเอาอาวุธ เห็นการล้างเสนียดกันยกใหญ่จึงถามทราบความทั้งปวงแล้ว เมื่อมาถึงในพวกของตนจึงแพร่ข่าวนั้นออกไป พูดต่อๆ กันไป จนเจ้าชายวิฑูฑภะทรงทราบ พระองค์จึงทรงหวนระลึกถึงเหตุการณ์ 2-3 วันที่พระองค์ประทับอยู่ในกรุงกบิลพัสดุ์ พระองค์มิได้รับการต้อนรับอันควรแก่ฐานะแห่งโอรสของกษัตริย์มหารัฐโกศล ดูพวกศากยะทุกๆ คนมีท่าทางดูหมิ่นพระองค์ แต่เจ้าชายวิฑูฑภะยังเชื่อใจว่าเป็นเมืองแห่งพระญาติสนิทของพระองค์เอง เมื่อทรงทราบความจริงดังนั้น จึงเคียดแค้นยิ่งนัก ทรงตั้งพระทัยแน่วแน่ว่าเมื่อใดได้เป็นกษัตริย์ เมื่อนั้นจะเอาเลือดจากลำคอของพวกศากยะล้างที่ประทับในกรุงกบิลพัสดุ์ให้ได้
ในเวลาต่อมา เมื่อพระเจ้าปเสนทิทรงทราบเรื่องนั้นได้ทรงถอดทั้งมารดาและบุตรออกจากมเหสีและราชกุมารให้เป็นคนสามัญ แล้วเสด็จไปเฝ้าพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงปลอบโยนว่าไม่ใช่ความผิดของมเหสีและราชกุมาร พระเจ้าปเสนทิทรงเชื่อเพราะเกรงพระทัยพระศาสดาประการหนึ่งด้วยจึงทรงสถาปนาพระนางวาสภขัตติยาและเจ้าชายวิฑูฑภะไว้ในตำแหน่งอย่างเดิม แต่เจ้าชายวิฑูฑภะทรงระลึกถึงการดูหมิ่นของชาวศากยะอยู่เสมอ ต่อมาได้สมคบกับทีฆการายนะมหาอมาตย์ของพระเจ้าโกศลแย่งราชสมบัติจากพระราชบิดาเป็นผลสำเร็จ
เมื่อพระเจ้าวิฑูฑภะได้อำนาจในแคว้นโกศลแล้ว ทรงยกทัพไปทำลายเจ้าศากยะเสียเกือบหมดสิ้น และเอาเลือดจากลำคอบรรดาพวกศากยะที่ดูหมิ่นพระองค์ไปล้างที่ประทับของพระองค์ดังที่ตั้งพระทัยไว้
ในพระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม 1 ภาค 2 ตอน 2 – หน้า 39 พระพุทธเจ้าทรงแถลงถึงวิบากกรรมของบรรดาพวกศากยะที่ถูกฆ่าฟันคอเพื่อเอาเลือดไปล้างที่ประทับของพระเจ้าวิฑูฑภะไว้ดังนี้
พระศาสดาทรงสดับคำนั้นแล้ว จึงตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย, ความตายอย่างนี้ ไม่สมควรแก่เจ้าศากยะทั้งหลายในอัตภาพนี้ก็จริง ถึงอย่างนั้นความตายที่พวกเจ้าศากยะนั้นได้แล้ว ก็ควรโดยแท้ ด้วยสามารถแห่งกรรมลามกที่เขาทำไว้ในปางก่อน.”
ภิกษุ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็เจ้าศากยะทั้งหลายนั่น ได้กระทำกรรมอะไรไว้ในปางก่อน?
พระศาสดา. ในปางก่อน พวกเจ้าศากยะนั่น รวมเป็นพวกเดียวกันโปรยยาพิษในแม่น้ำ.
ดูเอาเถิดครับ กฎแห่งกรรมนั้นไม่ละเว้นใครเลยจริงๆ
โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

