การศึกษาไทยต้องมีแนวคิดเพื่อสร้างผู้ประกอบการ แล้วลดหรือเลิกแนวคิดเพื่อสร้างผู้รับราชการอย่างที่ทำตลอดมานับร้อยปีจนทุกวันนี้ยังไม่เลิกรา ขณะเดียวกันต้องเลิกคติ “สิบพ่อค้า ไม่เท่าหนึ่งพระยาเลี้ยง” ที่สังคมไทยยกย่องยาวนานมาก
การสร้างผู้ประกอบการของระบบการศึกษาไทย จะสอดคล้องแนวคิดสากลและเป็นกำลังสำคัญเศรษฐกิจสร้างสรรค์ด้วยซอฟต์พาวเวอร์ของรัฐบาลนี้
“สิบพ่อค้า ไม่เท่าหนึ่งพระยาเลี้ยง” (สำนวน) หมายถึงค้าขายไม่ดีเหมือนรับราชการ (พจนานุกรม ฉบับมติชน พ.ศ.2547 หน้า 875)
“สิบพ่อค้าไม่เท่าพระยาเลี้ยง” (สำนวนเก่า) หมายถึงอาชีพค้าขายนั้นสู้อาชีพรับราชการไม่ได้
ในสมัยก่อนไม่มีอาชีพใดที่มีเกียรติสูงส่งและมีฐานะดีเท่ากับรับราชการ โดยเฉพาะข้าราชการระดับสูง เพราะได้เฝ้าใกล้ชิดพระเจ้าแผ่นดิน ทำให้มีอภิสิทธิ์ต่างๆ เหนือสามัญชนหรือราษฎรธรรมดามาก
ส่วนพ่อค้าสมัยนั้นแม้จะร่ำรวยสักเพียงไหนก็ไม่ได้อภิสิทธิ์หรืออำนาจขึ้นมาได้ คงเป็นเพียงราษฎรธรรมดา
ดังนั้น พระยาเลี้ยง หรือข้าราชการที่ทรงชุบเลี้ยงจึงเหนือกว่า
ในปัจจุบันสถานการณ์ได้เปลี่ยนไป ทุกวันนี้อาชีพค้าขายหรือธุรกิจนับเป็นอาชีพที่ทำให้ผู้ประกอบอาชีพสามารถสร้างฐานะความร่ำรวยได้มากกว่าอาชีพใดๆ เพราะเป็นอาชีพที่ต้องใช้ความสามารถสูง คนที่ฉลาดเฉลียวเท่านั้นที่สามารถประกอบอาชีพนี้ได้ เพราะต้องใช้สติปัญญาและเชาวน์ไวไหวพริบในการฉกฉวยโอกาส และการแก่งแย่งแข่งขันกันในระหว่างผู้ที่มีอาชีพเดียวกันเป็นอย่างมาก
สมัยนี้ไม่ปรากฏว่าข้าราชการมั่งคั่งร่ำรวยเท่าเทียมกับพ่อค้าหรือนักธุรกิจได้เลย นักธุรกิจบางคนมีเงินนับพันๆ ล้านบาท และมีหลักทรัพย์หรือกิจการที่มีมูลค่านับหมื่นๆ ล้านบาท ดังนั้น คำพังเพยบทนี้จึงเป็นไปไม่ได้ในปัจจุบัน
(จากหนังสือ อธิบายสำนวนสุภาษิต และคำพังเพยไทย โดย บุญสิริ สุวรรณเพ็ชร์ สำนักพิมพ์ดวงกมล พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2541 หน้า 322)
ขับเคลื่อนด้วยเครื่องมือมีพลังชุดใหม่
เครื่องมือชุดเก่า หรือความเป็นไทยแบบเก่าใช้การไม่ได้แล้ว ต้องสร้างเครื่องมือชุดใหม่ที่มีพลังความเป็นไทยแบบใหม่จากชาวสยามหลายชาติพันธุ์
ขอสนับสนุนเครื่องยนต์ตัวใหม่ของรัฐบาลตามที่ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์ กล่าวว่า วันนี้เป็นวันที่ประเทศไทยยากลำบากที่สุดอีกครั้งหนึ่ง เศรษฐกิจเปราะบางมากที่สุด รัฐบาลที่นำโดยนายเศรษฐา มองว่าจะขับเคลื่อนประเทศด้วยวิธีการแบบเดิมไม่ได้อีกแล้ว จึงต้องหาเครื่องยนต์ตัวใหม่ เพื่อขับเคลื่อนให้ไทยก้าวสู่ประเทศที่มีรายได้สูงในอนาคต คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดี เครื่องมือที่สำคัญคือ ยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์ หลังจากช่วงที่ผ่านมาประเทศไทยถูกแช่แข็ง ไม่สามารถขับเคลื่อนด้วยพลังแบบเดิมที่บอกว่าไทยเป็นเสือตัวที่ 5 แต่ขณะนี้ไทยเป็นเพียงม้าป่วยมานาน
“สิ่งที่ต้องขับเคลื่อนจริงจัง คือการทำให้ประเทศหลุดพ้นจากการใช้หยาดเหงื่อของผู้ใช้แรงงาน น้ำตาของเกษตรกร มาเป็นใช้ความคิดสร้างสรรค์ สร้างคนไทย 20 ล้านคน เป็นผู้ขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์ของไทยให้ยิ่งใหญ่ให้ได้ สร้างตลาดระดับโลก โดยการขับเคลื่อนตลาดต่างประเทศ ผ่านการขับเคลื่อนของกระทรวงการต่างประเทศ และทูตพาณิชย์ ที่จะขับเคลื่อนเสน่ห์ของไทยต่อไป”
สาเหตุที่คณะกรรมยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์ดูเหมือนทำงานช้า เพราะถูกแช่แข็งมานาน เอกชนจำนวนไม่น้อยในหลายอุตสาหกรรมพยายามขับเคลื่อนด้วยตัวเองบางส่วนทำสำเร็จ แต่มีบางส่วนขับเคลื่อนโดยการเติบโตแบบออร์แกนิค เป็นไปตามยถากรรม หมายความว่าที่ผ่านมาภาครัฐไม่ได้มีส่วนสนับสนุนเลย ผู้ที่มีส่วนสำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์คือภาคเอกชน เป็นผู้เล่นที่ทำให้ซอฟต์พาวเวอร์ทุกอุตสาหกรรมเดินหน้าไปได้ ส่วนรัฐบาลมีหน้าที่อำนวยความสะดวก ปลดล็อกอุปสรรคต่างๆ
“ไฮไลต์สำคัญของงานคือแต่ละนิทรรศการ สำนักงานส่งเสริมวัฒนธรรมสร้างสรรค์จะเป็นตัวชูโรง ที่ผ่านมามีผู้ช่วยพระเอก และนางเอกคือภาครัฐ ที่ต่างคนต่างทำ ใช้งบต่อปีกว่า 6-7 พันล้านบาท แต่ไม่ทำให้แข่งกับประเทศอื่นได้เลย วันนี้จำเป็นที่ผู้ช่วยพระเอก และนางเอกในส่วนของรัฐบาล หน่วยงานต่างๆ ต้องขับเคลื่อน และมียุทธศาสตร์ใหญ่ร่วมกัน ทำให้การใช้งบแบบกระจัดกระจาย ต่างคนต่างทำ และไม่มีผู้รับผิดชอบใหญ่ขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์ จะไม่มีอีกต่อไป” นพ.สุรพงษ์กล่าวที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทคบุรี หลังจาก น.ส. แพทองธาร ชินวัตร ประธานกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ แถลงจัดงาน THACCA SPLASH-Soft Power Forum ว่าจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28-30 มิถุนายน ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ถือเป็นงานแรกที่จะเห็นซอฟต์พาวเวอร์เป็นรูปร่างมากขึ้น เพราะเป็นงานประชุมซอฟต์พาวเวอร์ในระดับนานาชาติที่จัดขึ้นโดยรัฐบาลไทย ภายในงานจะจัดแสดงวิสัยทัศน์ของผู้ประสบความสำเร็จ ทั้งภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะแบรนด์ดังระดับโลกเข้ามาในหลากหลายอุตสาหกรรม อาทิ แฟชั่น ภาพยนตร์ และอาหาร เป็นเครื่องมือที่จะบอกว่าขับเคลื่อนนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ต่อไปอย่างไร
นอกจากนี้ ภายในงานจะจัดแสดงนิทรรศการนำเสนอรายละเอียดของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ทั้ง 11 ด้าน เพื่อประชาชนจะได้เห็นภาพมากขึ้นว่าจะมีส่วนร่วมได้อย่างไร รวมทั้งต่อยอดไปถึงการจับคู่พันธมิตรในด้านซอฟต์พาวเวอร์เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ
(ที่มา : มติชน ฉบับวันพุธที่ 12 มิถุนายน 2567 หน้า 1, 7)

