‘เมืองน่าเที่ยว’ ทางประวัติศาสตร์ ที่น่าเบื่อมากๆ โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ

13.06.24 | 17:55 น.
เมืองน่าเที่ยว - นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการเพิ่มศักยภาพจังหวัดท่องเที่ยว 55 จังหวัด ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯ กล่าวมอบนโยบายเพิ่มศักยภาพจังหวัด ให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัดท่องเที่ยว 55 จังหวัด (เมืองนำเที่ยว) และผู้บริหารการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ส่วนภูมิภาค ตอนหนึ่งว่า รัฐบาล กำหนดนโยบาย IGNITE TOURISM THAILAND เพื่อมุ่งผลักดันประเทศไทยสู่เป้าหมาย การเป็น Tourism Hub ที่สำคัญของโลก โดยมีกลยุทธ์ในการขับเคลื่อนนโยบายด้วยกลยุทธ์เมืองหลักและเมืองน่าเที่ยว เชื่อมโยงเส้นทางการท่องเที่ยวจากเมืองหลักสู่เมืองใกล้เคียง กระจายนักท่องเที่ยวไปสู่ภูมิภาคต่างๆ พร้อมทั้งกระจายรายได้สู่เมืองน่าเที่ยว

นายกฯ กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองน่าเที่ยวทั้ง 55 จังหวัด ขอมอบนโยบายสำคัญดังนี้ การพัฒนาการเดินทาง ขอให้ทุกจังหวัดพัฒนาและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เช่น ถนน ระบบขนส่ง และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ด้านการเชื่อมต่ออื่นๆ เช่น Direct Flight ต้องจัดให้มีเพียงพอมากขึ้นด้วย การส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดจัดทำแผนการส่งเสริมการท่องเที่ยวและประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวเมืองรองอย่างเข้มข้น แบ่งตามกลุ่มของนักเดินทาง ทำเป็น Customer Journey ให้ชัดว่าแต่ละกลุ่มจะทำ Marketing อย่างไร เช่น สายมู LGBTQ กลุ่ม Festival สายรถไฟ หรือตามลักษณะของนักท่องเที่ยวแต่ละกลุ่ม ทั้งสำหรับกลุ่มในประเทศ และระดับสากล ใช้สื่อต่างๆ สังคมออนไลน์ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ขอให้สำรวจและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ ที่มีศักยภาพในจังหวัดเพื่อเพิ่มทางเลือกและความหลากหลายให้แก่นักท่องเที่ยว และขอให้เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยว

(ที่มา : มติชน ฉบับวันพุธที่ 12 มิถุนายน 2567 หน้า 1, 7)

“เมืองน่าเที่ยว” ทางประวัติศาสตร์ ที่น่าเบื่อมากๆ เพราะมีแต่ประวัติศาสตร์ศิลปะ 90% ส่วนอีก 10% เป็นประวัติศาสตร์ราชวงศ์และสงคราม

ถ้าจะไม่น่าเบื่อ ควรให้มีประวัติศาสตร์สังคม และเศรษฐกิจ-การเมือง 90% ส่วนที่เหลือเป็นประวัติศาสตร์ศิลปะ กับราชวงศ์และสงคราม

Advertisement

แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติมีมากหลากหลายขายได้ขายดี เป็นที่รับรู้ทั่วกัน

แต่แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมประเภทเมืองประวัติศาสตร์ ยังมีจุดขายอีกไม่น้อยที่รัฐบาลผ่านมาไม่ได้ทำ และรัฐบาลนี้ก็ไม่ทำ คือ แหล่งท่องเที่ยวประวัติศาสตร์สังคม และเศรษฐกิจ-การเมือง

เมืองประวัติศาสตร์ที่ขายทุกวันนี้ รัฐบาลขายประวัติศาสตร์ศิลปะอย่างเดียวจนน่าเบื่อ แต่ยังไม่ได้ขายประวัติศาสตร์สังคม และเศรษฐกิจ-การเมืองที่ควรขายดีกว่า

อยุธยา สุโขทัย ที่ขายตลอดมาคือประวัติศาสตร์ศิลปะ ดูวัดกับวัง ดูลวดลายต่างๆ สมัยโน้นสมัยนี้สมัยนั้น แต่ไม่ได้ดูสังคม ไม่ได้ดูเศรษฐกิจ-การเมือง ไม่ได้ดูบ้านเรือนและวิถีชีวิตของคนเมืองอยุธยา เมืองสุโขทัย

เพราะคำอธิบายของกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ไม่มีคน ไม่มีบ้านเรือน ไม่มีอาหารการกิน ไม่มีเพลงดนตรี ไม่มีกินขี้ปี้นอน ไม่มี ฯลฯ

เมืองศรีเทพ (จ. เพชรบูรณ์) ขายความเป็นมรดกโลก และประวัติศาสตร์ศิลปะ คลังนอก, คลังใน, ปรางค์ประธาน, ปรางค์สองพี่น้อง, ลวดลาย, คนแคระ และไอศครีม

แต่ไม่มีคน, ไม่มีบ้านเรือน, ไม่มีเพลงดนตรีที่เป็นจริง (มีแต่อ้างดนตรีทวารวดีในชุดระบำโบราณคดี ซึ่งล้าสมัยทางวิชาการ เพราะทำไว้ตั้งแต่ พ.ศ. 2510) ไม่มีกันตรึม, โปงลาง, แอ่วลาวเป่าแคน ฯลฯ

ไม่มีคำอธิบายว่าเมืองศรีเทพมีความสำคัญอย่างไรกับประวัติศาสตร์ไทย ทั้งๆ ที่เมืองศรีเทพอยู่บนทิศทาง “โถโลโปตี” ในจดหมายจีนของพระถังซัมจั๋ง ตรงกับ “ทวารวดี” ในทัศนะของนักปราชญ์นานาชาติ แล้วสืบเนื่องถึง “กรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยา” คือกรุงศรีอยุธยา ต้นทางประเทศไทย

จ. ชุมพร มีพิพิธภัณฑ์ฯ แต่ปล่อยผุพังสับปะรังเค ถ้าปรับปรุงด้วยการเพิ่มข้อมูลเกี่ยวกับ “เส้นทางข้ามคอคอดกระ” หรือ “แลนด์บริดจ์” ดั้งเดิม 2,500 ปีมาแล้ว พบหลักฐานจำนวนมากที่เขาสามแก้ว จะดึงดูดนักท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมเพิ่มได้ไม่น้อย แต่ที่ได้ประโยชน์มากคือคนท้องถิ่นทั้งนักเรียนนักศึกษา และประชาชน

ทุ่งกุลาร้องไห้ เป็นจุดขายการท่องเที่ยวได้มากและหลากหลายช่วง “ปลายฝนต้นหนาว”

คนทุ่งกุลาดั้งเดิม 2,500 ปีมาแล้ว ต่อมาย้ายไปอยู่ลำตะคอง เป็นชาวสยาม เรียกตนเองว่าไทย

คนทุ่งกุลาเป็น “ช่างเหล็ก” เก่าแก่ที่สุดราว 2,500 ปีมาแล้ว เป็นต้นแบบผลิตเหล็กสลักหินปราสาทต่างๆ ทั้งในอีสานและในกัมพูชา

นอกจากนั้นทุ่งกุลายังเป็นแหล่งผลิต “ข้าวหอมมะลิ” มีกลิ่มหอมที่สุดด้วยภูมิประเทศ “เค็ม-แห้ง-แล้ง-ทราย” กระตุ้นกลิ่นหอมเข้มข้นกว่าที่อื่น

แต่รัฐบาลไหนๆ ก็ไม่สนใจทุ่งกุลาร้องไห้ “เอาแต่ได้” ด้วยการขายข้าวทุ่งกุลา ทั้งนี้น่าจะมีเหตุจาก “อคติ” ที่ถูกสร้างโดยประวัติศาสตร์ “คลั่งเชื้อชาติไทย” และยังมีฤทธิ์เดชฟาดงวงฟาดงาในโซเชียล

อโยธยา (จ. พระนครศรีอยุธยา) มีจุดขายสำคัญที่ขายได้ตลอดกาล ได้แก่

(1.) ประชาชนเป็นชาวสยามหลากหลายชาติพันธุ์

(2.) เรียกตนเองว่าไทย, คนไทย เป็นกลุ่มแรกเก่าแก่ที่สุดที่เริ่มต้นความเป็นไทย

(3.) เก่าแก่กว่ากรุงสุโขทัย

ประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทยว่า “สุโขทัยราชธานีแห่งแรก” ไม่เคยพบหลักฐานวิชาการทางประวัติศาสตร์โบราณคดี แม้นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์โบราณคดีในกรมศิลปากรก็ยกเลิกสุโขทัยราชธานีแห่งแรกไปนานแล้ว

ต้องทบทวนหลักฐานวิชาการด้วยสติ