หน้าแรก คอลัมนิสต์ สะพานแห่งกาลเ...

สะพานแห่งกาลเวลา : อันตรายของไข้หวัดนก

17.06.24 | 09:29 น.
สะพานแห่งกาลเวลา : อันตรายของไข้หวัดนก
pixabay

“ไข้หวัดนก” ที่กำลังอาละวาดอยู่ในหลายประเทศ เป็นโรคที่เกิดจาก ไวรัสไข้หวัดใหญ่ เอช5เอ็น1 ในสัตว์ปีก (H5N1 avian influenza virus) ทำเอาบรรดาสัตว์ปีกหลายสิบล้านตัวถูกฆ่าทิ้งเพื่อจำกัดการระบาดไปแล้ว
แต่ข่าวร้ายก็คือ ยิ่งนานไป เรายิ่งพบว่า เชื้อไวรัสตัวนี้เริ่มแพร่ระบาดไปสู่สัตว์อื่นๆ นอกเหนือจากสัตว์ปีกมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่ปศุสัตว์อย่างในสหรัฐอเมริกาเป็นต้น

ข่าวดีก็คือ ผู้เชี่ยวชาญยังคงยืนยันว่า จนถึงขณะนี้ความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับมนุษย์ยังต่ำอยู่มาก เพราะการระบาดจากสัตว์มาสู่คน ยังยากที่จะเกิดขึ้น แถมยังไม่ปรากฏการระบาดจากคนสู่คนด้วยกันอีกด้วย
อย่างในสหรัฐอเมริกาที่มีไข้หวัดนกระบาดหนัก มีคนเพียง 3 คนเท่านั้นที่ติดเชื้อนี้เข้า และทุกคนมีประวัติสัมผัสกับวัวที่ติดเชื้อโดยตรงทั้งสิ้น
กระนั้นบรรดาผู้เชี่ยวชาญ โดยเฉพาะนักไวรัสวิทยาและนักระบาดวิทยา ก็ยังพากันเป็นกังวลมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะยิ่งนานวันไป สัญญาณอันตรายยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

คริสโตเฟอร์ ดาย ศาสตราจารย์ด้านระบาดวิทยาของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ระบุว่า ที่น่ากังวลเป็นเพราะตอนนี้มีไวรัส เอช5เอ็น1 ระบาดอยู่มากมายมหาศาล และเห็นได้ชัดว่า ยิ่งระบาดมันก็ยิ่งเปลี่ยนแปลงไป จนอาจกลายเป็นเชื้อใหม่ที่เราคาดไปไม่ถึง
คริสโตเฟอร์ ดาย กับทีมงาน เป็นผู้เขียนรายงานผลการวิจัยเชิงวิเคราะห์ชิ้นหนึ่งเผยแพร่ผ่านวารสารทางการแพทย์ บีเอ็มเจ เมื่อไม่นานมานี้ เตือนเอาไว้ว่า เอช5เอ็น1 สามารถกลายเป็นโรคระบาดใหญ่ในหมู่ผู้คนในอนาคตได้แน่นอน

ดร.โมนิกา คานธี ศาสตราจารย์ด้านการแพทย์หัวหน้าแผนกเอชไอวี, โรคติดเชื้อและเวชภัณฑ์ของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานฟรานซิสโก เห็นพ้องด้วย และชี้ให้เห็นว่า มีพัฒนาการของการระบาดหลายอย่างที่ควรใส่ใจ
เช่นการตรวจพบเชื้อ เอช5เอ็น1 ในหนูที่ใช้ชีวิตอยู่ในบ้านจำนวน 47 ตัวในรัฐนิวเม็กซิโก แถมยังพบในแมว ที่เลี้ยงไว้ตามบ้านอีกจำนวนหนึ่งอีกด้วย
นั่นหมายความว่า เอช5เอ็น1 สามารถคืบคลานเข้ามาอยู่ใกล้ตัวเราได้มากขึ้นทุกทีโดยเราอาจไม่รู้ตัว
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อนักวิทยาศาสตร์ของศูนย์เพื่อการป้องกันและควบคุมโรค (ซีดีซี) ของสหรัฐอเมริกา เก็บตัวอย่างเชื้อมาจากแรงงานอเมริกันรายที่ 2 ที่พบว่าติดเชื้อ ก็พบข้อกังวลมากยิ่งขึ้นไปอีกนั่นก็คือ เชื้อที่นำมาตรวจเกิดการกลายพันธุ์

ส่วนที่กลายพันธุ์ก็คือส่วนที่เป็น “กลไกในการทำสำเนาตัวเอง” หรือการขยายตัวของไวรัสนั่นเอง

Advertisement

ซีดีซีแถลงเมื่อเดือนมีนาคมเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า การกลายพันธุ์ดังกล่าวทำให้ไวรัสเปลี่ยนแปลงไปสามารถปรับตัวอยู่ในพาหะที่เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมได้ดีขึ้น
แต่นอกเหนือจากกรณีนั้นแล้ว เอช5เอ็น1 ก็ยังมีคุณสมบัติของไวรัสในสัตว์ปีกเป็นหลัก ไม่ได้ทำให้มันสามารถระบาดในคนได้แต่อย่างใด
ปัญหาก็คือ ไวรัสสามารถเปลี่ยนแปลงไปได้ตลอดเวลา กลายพันธุ์ได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่อระบาดอยู่นานๆ

หลักฐานที่น่ากังวลชิ้นสุดท้ายก็คือ การแสดงอาการของผู้ติดเชื้อรายที่ 3 รายล่าสุดในสหรัฐอเมริกา
ผู้ติดเชื้อสองคนก่อนหน้า นอกจากมีอาการไข้แล้วยังมีอาการตาแดง แต่รายล่าสุดกลับแตกต่างออกไป มีอาการไอและเจ็บคอร่วมด้วย
นั่นหมายความว่า เอช5เอ็น1 ดันเข้าไปอยู่ในระบบทางเดินหายใจของผู้ติดเชื้อรายนี้ แทนที่จะเป็นดวงตาเหมือนกับ 2 รายแรก
การติดเชื้อไข้หวัดนกในระบบทางเดินหายใจ น่ากลัวกว่าเอามากๆ

แรกสุดก็คือ ทำให้มีโอกาสที่ผู้ติดเชื้อจะกระจายโรคออกไปได้ง่ายกว่า ด้วยการไอ หรือจาม
ถัดมาก็คือ การเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ ทำให้ไวรัสสามารถเข้าถึง “ปอด” ของผู้ติดเชื้อ และสามารถฝังตัวอยู่ได้นานกว่า และทำให้เกิดการปรับตัวกลายพันธุ์ ได้ง่ายขึ้นกว่าเดิมมาก
นั่นคือ โอกาสที่เชื้อจะกลายพันธุ์เพิ่มขีดความสามารถเป็นระบาดจากคนสู่คนได้ก็มีมากขึ้นเป็นทวีคูณ

คริสโตเฟอร์ ดาย ระบุว่า เพียงแค่พัฒนาการของการระบาดสองสามประการนี้ก็ควรค่าที่โลกจะให้ความสนใจ เฝ้าระวังไข้หวัดนกกันมากขึ้น เผื่อว่าถ้าเกิดการกลายพันธุ์อันตรายขึ้น จะได้ล่วงรู้ทันท่วงที
โชคดีอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือ ไข้หวัดนก ต่างจากโควิด-19 ตรงที่ ไข้หวัดนกไม่ใช่โรคอุบัติใหม่ แต่เป็นที่รับรู้กันมาหลายสิบปีแล้ว และนักวิทยาศาสตร์ก็ติดตามการระบาดทุกครั้งของมันมาโดยตลอด

ดังนั้น วัคซีนไข้หวัดนกในคนจึงเป็นไปได้ง่ายกว่า เร็วกว่า การพัฒนาวัคซีนโควิดแน่นอนครับ