ผู้ใดต้องขจัดสภาพ Failed State
การแปรเปลี่ยนทางการเมืองของฟิลิปปินส์ ต้องยอมรับว่ารวดเร็ว โดยปราศจากจุดยืน เจตนาเพียงเพื่อผลประโยชน์ระยะสั้นของนักการเมือง แต่เป็นการละเมิดต่อสิทธิการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชาชน เจือสมกับความขัดแย้งภายในรุนแรง ขาดไร้ความปลอดภัยในชีวิต จึงเป็นการยากที่จะลบล้างคำว่า Failed State
หากพิจารณาถึงสวัสดิการของประชาชน ปฏิเสธมิได้ว่าฟิลิปปินส์เกิดปรากฏการณ์ทางการเมืองที่ถอยหลัง เมื่อย้อนดูทศวรรษที่ 50-60 ฟิลิปปินส์เป็นอาณานิคมขึ้นต่อสหรัฐอเมริกา ความทันสมัยเหนือกว่าฮ่องกง แต่เมื่อถึงทศวรรษที่ 90 บัณฑิตฟิลิปปินส์ทยอยมาเป็นลูกจ้างทำงานบ้านที่ฮ่องกง และต่อเนื่องกันมาจนถึงปัจจุบัน บัณฑิตหนุ่มสาวก็ยังต้องไปหาทำในต่างประเทศ นำเงินตราจำนวนมหาศาลเข้าประเทศ โดยได้รับขนานนามว่า “วีรชน” แต่เบื้องหลังคือความขมขื่น
รายได้ของคนฟิลิปปินส์ต่อคนต่อปีเพียง 3 พันกว่าดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงอยู่ที่ปลายแถว ซึ่งน้อยกว่ามาเลเซียและไทย หากเทียบกับสิงคโปร์คือ 8 หมื่นกว่าดอลลาร์สหรัฐ ยิ่งทิ้งห่างกันมาก
ประเด็นที่ฟิลิปปินส์ถูกวิพากษ์มากคือ การทุจริตที่ทำเป็นกระบวนการ จึงเกิดความขัดแย้งภายในอย่างรุนแรง การบริหารประเทศมิได้มีการวางแผนระยะยาว ไร้ความสามารถที่จะนำมาซึ่งหลักประกันแห่งสวัสดิการขั้นพื้นฐานแก่ประชาชน ด้านเศรษฐกิจไม่มีอุตสาหกรรมเป็นเสาหลัก ไม่มีสาธารณูปโภคเพียงพอ จึงไม่สามารถยกระดับกำลังแข่งขัน ทรัพยากรธรรมชาติทั่วประเทศล้วนถูกผูกขาดโดยครอบครัวใหญ่เพียงไม่กี่ครอบครัว กลายเป็นระบบเศรษฐกิจพึ่งพาตนเอง ภายในสังคมกลายเป็นเสี้ยวหนึ่งของนิเวศน์วิทยาการเมือง ขาดไร้ความปลอดภัยในชีวิต กลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว ผู้สื่อข่าวถูกลอบสังหารเสมือนอาหารประจำวัน อาวุธปืนผิดกฎหมายเกลื่อนตลาด การซื้อขายปืนเถื่อนไม่แตกต่างไปจากการซื้อทอฟฟี่ อัตราการฆาตกรรมต่อปีของฟิลิปปินส์มาเป็นอันดับที่ 1 ของภูมิภาคเอเชีย
หลายปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจของฟิลิปปินส์มีฐานะกระเตื้องระยะหนึ่ง ที่สำคัญคือมีความสัมพันธ์ทางการค้ากับจีน และได้รับความช่วยเหลือในการสร้างสาธารณูปโภค มีความรุ่งเรืองเฟื่องฟู สะพานมานิลาที่ก่อสร้างและช่วยเหลือโดยทุนจีน ได้เปิดใช้อย่างเป็นทางการปี 2022 ฟิลิปปินส์จึงถูกมองว่าวางแผนไปสู่หลักไมล์ Build Build Build พร้อมทั้งมีความสัมพันธ์กับการริเริ่ม “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” แต่ละวันมีรถแล่นผ่านสะพานกว่า 3 หมื่นคัน เป็นการแก้ปัญหาจราจรติดขัด
แต่หลังจาก “มาร์กอส จูเนียร์” ขึ้นรับตำแหน่งประธานาธิบดี ก็ได้ยกเลิกโครงการสายด่วนกับจีนรวม 3 โครงการ ช่องทางการเติบโตทางเศรษฐกิจจึงถูกการเมืองปิดลง
แต่ความสุขของคนฟิลิปปินส์ ก็ยังมีเป็นจำนวนมากที่สุดในเอเชีย ทั้งนี้ อาจเกิดจากสาเหตุอันมาจากสายเลือดลาตินอเมริกา ชาวฟิลิปปินส์จึงมากด้วยความร่าเริง การเมืองเลือกตั้งกลายเป็นงานรื่นเริง ร้องรำทำเพลง หาความสำราญไปชั่วขณะหนึ่ง ไม่คิดถึงประเด็นอื่นใด
บัณฑิตนับพันนับหมื่น ต้องไปแบกจ๊อบในต่างประเทศ อาทิ ทำงานบ้าน คนงานก่อสร้าง
แต่พวกเขาเหล่านั้นก็ยังมีความสุขมากกว่านายจ้างด้วยซ้ำไป
นี่คือเบื้องหลังของความสุขที่มากด้วยความทุกข์ แต่เป็นความทุกข์ที่แฝงอยู่ในความสุข มีหญิงส่วนหนึ่งที่ไปทำงานต่างประเทศ ส่งเงินกลับบ้านให้สามีและบุตร แต่ถูกสามีทรยศ เมื่อกลับบ้าน สิ่งที่ประจักษ์คือบ้านแตก
การเมืองฟิลิปปินส์ก็ไม่แตกต่างไปจากกัน คือการจุติขึ้นใหม่แห่งความทรยศ ครั้นเมื่อ “มาร์กอส จูเนียร์” ขึ้นดำรงตำแหน่ง ก็ไปเยือนจีนโดยพลัน รำลึกถึงสายสัมพันธ์กับจีน รำลึกถึงบุญบารมีที่ติดตามมารดาเข้าพบ “เหมา เจ๋อตง” เมื่อทศวรรษที่ 70 แต่หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็หันหลังให้กับจีน
สุดท้าย ขอตัดกลับมาที่ประเด็น Failed State ถ้าขจัดไปได้ อย่างน้อยประชาชนก็จะอยู่ดีมีสุข มีความมั่นคงในชีวิตระดับหนึ่ง หากกล่าวกับชาวฟิลิปปินส์จะมีความสุข ปราศจากความทุกข์ที่แฝงอยู่ในความสุขอย่างแท้จริง
เมื่อกล่าวด้วยใจจริง และด้วยสัจธรรมบนพื้นฐานของอุเบกขา เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับบางประเทศในแถบนี้ก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าฟิลิปปินส์ ประเด็นจึงมีอยู่ว่า รัฐบาลต้องบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพ กวาดล้างการทุจริต อาชญากรรม การแทรกแซงของบุคคลชั้นนำทั้งในภาครัฐและเอกชน ความเสื่อมถอยทางเศรษฐกิจ และที่สำคัญคือทหารต้องไม่ครอบงำการเมือง เจ้าหน้าที่รัฐต้องไม่สนับสนุนบรรดาธุรกิจสีเทา หรือเป็นหุ้นส่วน หรือเป็นเจ้าของธุรกิจสีเทา ปฏิบัติการใดต้องปราศจาก “สองมาตรฐาน” คือ “คนชั้นนำ” และ “คนรากหญ้า”

