ความรุนแรงที่กระทำต่อเพื่อนมนุษย์
โลกเรามีโศกนาฏกรรมเกิดขึ้นมากมาย แต่เรื่องที่น่าเศร้าที่สุดคือความรุนแรงที่ใช้อาวุธหรือกำลังบังคับ ที่กระทำต่อผู้ที่ไม่มีอาวุธหรือไม่สามารถสู้รบ-ขัดขืน ซึ่งเป็นการแสดงสัญชาตญาณดิบอันป่าเถื่อนเพื่อแสดงอำนาจ บทความนี้จะกล่าวถึงความรุนแรงต่อเด็กและผู้หญิง ในเหตุความขัดแย้งถึงตายที่ใช้อาวุธ และความรุนแรงในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในสังคมที่ชายเป็นใหญ่และในครอบครัว
เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2567 มีรายงานขององค์การสหประชาชาติ ที่แสดงว่าความรุนแรงต่อเด็กที่ติดอยู่ในความขัดแย้งที่ใช้อาวุธได้เพิ่มขึ้นถึงระดับสูงสุดในปี 2566 ขออ้างอิงบทความของ เอดิธ เลเดอเรอ ซึ่งสืบค้นเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน จาก https://apnews.com/article/un-children-conflict-gaza-russia-sudan-71671ae880f5a8064815517b2f74b739 เอดิธสรุปสาระของรายงานประจำปีของ ยูเอ็น ว่าด้วย “เด็กในความขัดแย้งที่ใช้อาวุธ” โดยระบุว่า ในปี 2566 การกระทำรุนแรงต่อเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีที่ฉกาจฉกรรจ์ ได้เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 21% โดยความรุนแรงเกิดขึ้นในหลายประเทศ อาทิ คองโก, บูรกินา ฟาโซ, โซมาเลีย, และซีเรีย
เป็นครั้งแรกที่รายงานของยูเอ็นได้ใส่ชื่อกองกำลังของอิสราเอลไว้ในแบล็กลิสต์หรือบัญชีดำของประเทศที่ละเมิดสิทธิของเด็กโดยการเข่นฆ่าและทำร้ายเด็ก โดยการโจมตีโรงเรียนและโรงพยาบาล นอกจากนี้ยังใส่ชื่อกลุ่มฮามาสและนักรบญีฮาดอิสลามปาเลสไตน์ไว้ในบัญชีดำด้วย เนื่องจากได้เข่นฆ่า ทำร้าย และลักพาตัวเด็ก นอกจากนี้ ยูเอ็นยังคงชื่อกองทัพรัสเซียและกองกำลังในเครือไว้ในบัญชีดำเป็นปีที่สอง เนื่องจากเข่นฆ่าและทำร้ายเด็กในยูเครน
รายงานยังเสนอสถานการณ์ของ “เด็กในความขัดแย้งที่ใช้อาวุธ” ของประเทศที่ความรุนแรงต่อเด็กได้เพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงมาก ดังนี้
ในประเทศซูดาน การเข่นฆ่าและการทำร้ายเด็กในปี 2566 ได้เพิ่มขึ้น 480% เมื่อเทียบกับปีก่อน ทั้งนี้ เป็นผลจากการทำสงครามกลางเมืองระหว่างกองทัพซูดานกับกองกำลังเคลื่อนที่เร็ว เพื่อแย่งชิงอำนาจกันตั้งแต่เดือนเมษายน 2566 ยูเอ็นได้ใส่ชื่อผู้สู้รบทั้งสองฝ่ายไว้ในบัญชีดำ ซึ่งนอกจากการเข่นฆ่าและทำร้ายเด็กโดยการโจมตีโรงเรียนและโรงพยาบาลแล้ว ยังใช้เด็กทำการสู้รบ และมีการข่มขืนและการใช้ความรุนแรงทางเพศต่อเด็กด้วย มาถึงปลายปี 2566 ยูเอ็นพบว่าในซูดาน มีกรณีการกระทำรุนแรงต่อเด็กอย่างร้ายแรง 1,721 กรณี และมีเด็กถูกละเมิด 1,526 คน
สงครามกลางเมืองในเมียนมาได้ทำให้การทำร้ายเด็กอย่างร้ายแรงเพิ่มขึ้น 123% ยูเอ็นได้ใส่ชื่อกองทัพเมียนมาและกองกำลังติดอาวุธ 7 กลุ่มไว้ในบัญชีดำ รายงานของยูเอ็นระบุว่า มีกรณีการกระทำรุนแรงต่อเด็กอย่างร้ายแรง 2,799 กรณี และมีเด็กถูกละเมิด 2,093 คน ในจำนวนนี้ เป็นกรณีที่กองทัพเมียนมาและกองกำลังที่เป็นพันธมิตรของกองทัพได้เข่นฆ่าเด็กจำนวน 238 ราย และทำให้เด็กบาดเจ็บจำนวน 623 คน
ความรุนแรงต่อเด็กอย่างกว้างขวางในปี 2566 เกิดขึ้นในความขัดแย้งที่ใช้อาวุธระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสและญีฮาดอิสลาม รายงานของยูเอ็นระบุว่า มีกรณีการละเมิดร้ายแรงต่อเด็ก 5,698 กรณีที่เป็นการกระทำของกองกำลังอิสราเอล, มี 116 กรณีที่เนื่องมาจากกลุ่มฮามาส, มี 58 กรณีที่ไม่ทราบผู้กระทำ, มี 51 กรณีที่เนื่องมาจากผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอล, มี 21 กรณีที่เนื่องมาจากญีฮาดอิสราเอล, มี 13 กรณีที่เนื่องมาจากชาวปาเสสไตน์ในฐานะปัจเจกบุคคล, และมี 1 กรณีที่เนื่องมาจากกองกำลังรักษาความปลอดภัยขององค์การบริหารปาเลสไตน์ อย่างไรก็ดี มีรายงานการสังหารเด็กในฉนวนกาซาอีกหลายพันคน ซึ่งยูเอ็นกำลังตรวจสอบข้อเท็จจริงอยู่
เพื่อที่จะหลุดพ้นออกจากบัญชีดำ กองทัพของรัฐบาลหรือกองกำลังติดอาวุธจะต้องพัฒนา “แผนปฏิบัติการ” เพื่อแก้ปัญหาความรุนแรงที่กระทำต่อเด็ก และดำเนินการตามแผนดังกล่าว ข่าวดีก็คือ มีหลายประเทศที่กำลังพัฒนาแผนปฏิบัติการอยู่ ได้แก่ประเทศอัฟกานิสถาน, บูรกีนา ฟาโซ, คาเมรูน, สาธารณรัฐแอฟริกากลาง, โคลอมเบีย, อิรัก, มาลี, โมซัมบิก, ไนจีเรีย, ฟิลิปปินส์, โซมาเลีย, ซูดานใต้, ยูเครน, และเยเมน
คราวนี้มาดูเรื่องความรุนแรงในระดับสังคมและครอบครัวบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการกระทำต่อเด็กและผู้หญิง ในเรื่องนี้ มีความคืบหน้าที่มาจากสหภาพยุโรป ผมสืบค้นจากเว็บไซต์ https://commission.europa.eu/strategy-and-policy/policies/justice-and-fundamental-rights/gender-equality/gender-based-violence/ending-gender-based-violence_en พบว่า เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2567 คณะมนตรีสหภาพยุโรป (หรือ อียู เคาน์ซิล) ได้ออกคำสั่งที่ 2024/1385 ว่าด้วยการต่อต้านความรุนแรงต่อผู้หญิงและความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งให้เวลาแก่ประเทศสมาชิกของสหภาพยุโรป 27 ประเทศ จนถึงวันที่ 14 มิถุนายน 2570 ในการออกกฎหมายและนโยบายระดับชาติ ให้สอดคล้องกับคำสั่งดังกล่าว คำสั่งนี้จะทำให้ความรุนแรงโดยตรงต่อผู้หญิงบางรูปแบบเป็นอาชญากรรม เช่น การขลิบบางส่วนของอวัยวะเพศของผู้หญิงที่ส่งผลกระทบทางกายและก่อให้เกิดบาดแผลทางใจในระยะยาว การถูกบังคับให้แต่งงาน ฯลฯ และรวมถึงความรุนแรงออนไลน์ เช่น การแชร์รูปภาพทางเพศที่ไม่สมควรโดยไม่ได้รับความยินยอม การแอบตาม การคุกคามทางเพศ การยั่วยุให้เกลียดชังหรือให้ใช้ความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศสภาพ คำสั่งนี้ยังมุ่งให้มีมาตรการคุ้มครอง สนับสนุน และอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงความยุติธรรม สำหรับเหยื่อความรุนแรงรูปแบบใด ๆ ที่กระทำต่อผู้หญิงหรือในครอบครัว อีกทั้งยังกำหนดให้รัฐสมาชิกของ อียู มีมาตรการเชิงป้องกันการข่มขืน และเชิงส่งเสริมให้การยินยอม (consent) มีเพศสัมพันธ์ เป็นองค์ประกอบสำคัญเพื่อจำแนกเพศสัมพันธ์ปกติจากการข่มขืน
น่าเสียดายที่ข้อคิดเรื่องการยินยอมมีเพศสัมพันธ์ มักถูกมองข้ามไป ผู้ที่ทำการข่มขืนโดยใช้กำลังบังคับ (เมื่อผู้ถูกกระทำไม่อยู่ในฐานะจะขัดขืน เช่น เมาเหล้า หรือเมายาเสพติด ไม่มีเรี่ยวแรงพอ ฯลฯ) มักมีข้อแก้ตัวต่าง ๆ นานา ประหนึ่งว่า ถูกยั่วยุ หรืออยู่ในสถานการณ์ที่เชื่อได้ว่ามีการเชิญชวนหรือยินยอมโดยปริยาย หรือขณะมีเพศสัมพันธ์ก็ยินยอมดี แต่มากุเรื่องภายหลังว่าถูกบังคับเพื่อเป็นการแบล็กเมล์ เป็นต้น
แต่ก่อนจะกล่าวถึงปัญหาการข่มขืนโดยเฉพาะต่อไป จะขออภิปรายเรื่องความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งแม้จะรวมเรื่องการข่มขืน แต่ก็ไม่เสมอไป มีผู้นิยามความรุนแรงในครอบครัวว่า เป็นการทำร้ายร่างกาย จิตใจ บังคับข่มเหง จากบุคคลในครอบครัว อันเกิดมาจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นสภาพแวดล้อม การติดการพนัน สุรา ยาเสพติด หรือความเครียดจากเศรษฐกิจ ทำให้ก่อความรุนแรง สร้างความเจ็บปวด ทุกข์ทรมานต่อร่างกายและจิตใจของผู้ที่ถูกกระทำ กล่าวสั้น ๆ คือ การทำให้ครอบครัวไม่เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคนอย่างที่ควรเป็น
ข้อมูลของศูนย์ปฏิบัติการสถานการณ์ความรุนแรงในครอบครัวของไทย แสดงให้เห็นว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในครอบครัวตั้งแต่ปี 2559-2563 มีแนวโน้มสูงขึ้นคิดเป็น 1,400 ราย/ปี และส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นกับเด็กและสตรี จากผลการสำรวจในช่วงเดือนตุลาคม 2562-เมษายน 2563 พบว่า 87% เป็นความรุนแรงทางร่างกาย, 9% เป็นความรุนแรงทางเพศ, และ 4% เป็นความรุนแรงทางจิตใจ
ในช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19 ความรุนแรงในครอบครัวของประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้นถึง 66% ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่มาจากเรื่องความเครียดทางเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อรายได้ในครอบครัวและการใช้สารเสพติด ยังมีข้อมูลจากองค์การสหประชาชาติที่ระบุอีกว่า ประเทศไทยติด 1 ใน 10 ของประเทศที่มีสถิติความรุนแรงต่อเด็กและสตรีมาอย่างต่อเนื่อง
องค์การสหประชาชาติระบุว่า ในระหว่างการล็อกดาวน์มีเด็กและผู้หญิงจำนวนมากต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย มีความเสี่ยงที่จะประสบกับความรุนแรงจากคู่ของตนเองหรือคนใกล้ชิด โดย 1 ใน 3 ของผู้หญิงทั่วโลกต้องเผชิญกับความรุนแรงทางร่างกายและทางเพศจากคู่ของตนเอง และในทุกวันจะมีผู้หญิงประมาณ 137 คน เสียชีวิตจากการทำร้ายร่างกายโดยคู่หรือคนในครอบครัว
มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ได้เปิดเผยเหตุผลส่วนใหญ่ที่ผู้หญิงในฐานะที่เป็นผู้ถูกกระทำต้องทนต่อความรุนแรงที่เกิดขึ้นในครอบครัว 5 ข้อด้วยกันคือ
1. ความรักความผูกพัน หลังก่อความรุนแรงฝ่ายชายมักจะขอโอกาสเพื่อกลับตัวและจะไม่ใช้ความรุนแรงอีก ด้วยความรักความผูกพันที่มีให้จึงยอมที่จะทน หวังว่าฝ่ายชายจะปรับปรุงตัว
2. อดทนเพื่อลูก ฝ่ายหญิงมักจะคิดว่าถ้าลูกไม่มีพ่อ ลูกจะมีปมด้อย ขาดความอบอุ่น ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของลูกในอนาคต
3. พยายามรักษาความเป็นครอบครัว ด้วยสภาพสังคมที่ปลูกฝังว่าความเป็นครอบครัวต้องประกอบไปด้วย พ่อ แม่ ลูก ทำให้ผู้หญิงต้องยอมอดทนต่อความรุนแรง
4. คิดว่าความรุนแรงเป็นเรื่องส่วนตัว ค่านิยมที่ว่า ไฟในอย่านำออก ไฟนอกอย่านำเข้า เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ผู้หญิงอดทนต่อความรุนแรงที่เกิดขึ้น
5. ปัญหาเศรษฐกิจ ผู้หญิงหลายคนเมื่อแต่งงานมีลูกแล้ว ลาออกจากงานเพื่อมาดูแลลูก เมื่อเกิดความรุนแรงขึ้นในครอบครัว หากจะเลิกรากับสามีก็กลัวจะไม่มีงานทำ ไม่มีเงินเลี้ยงดูตัวเองและลูก จึงต้องทนต่อความรุนแรง
บาดแผลทางร่างกายที่เกิดจากความรุนแรงในครอบครัวยังสามารถรักษาหายได้ แต่บาดแผลในจิตใจที่ฝังลึกจะต้องใช้เวลาหลายเดือนหรือหลายปีในการรักษา หลายคนที่ผ่านเหตุการณ์ความรุนแรงในครอบครัวอาจเกิดภาวะป่วยทางจิตจากเหตุรุนแรง หรือที่เรียกกันว่า โรค PTSD (Post-Traumatic Stress Disorder) เป็นสภาวะจิตใจของผู้ป่วยที่ได้รับการกระทบกระเทือนจากการถูกทำร้ายร่างกาย การถูกข่มขืน โรคนี้อาจนำไปสู่โรคทางจิตใจอื่น ๆ เช่น โรคซึมเศร้า โรคกลัว โรควิตกกังวล รวมไปถึงการมีพฤติกรรมที่เสี่ยงอันตราย การทำร้ายตนเอง หรือหันไปใช้สารเสพติด ปัจจุบันมีพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัวออกมารองรับการแก้ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว
แก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัวมีความละเอียดซับซ้อน มาตรการทางอาญามีความไม่เหมาะสมในบางสถานการณ์ เพราะกฎหมายอาญามุ่งที่จะลงโทษผู้กระทำความผิดมากกว่าที่จะแก้ไขบำบัด ฟื้นฟูทั้งผู้กระทำและผู้ถูกกระทำ อันที่จริง ควรเปิดโอกาสให้ผู้กระทำความผิดได้กลับตัวกลับใจ และยับยั้งการกระทำความผิดซ้ำ และควรช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งเป็นปัญหาในลักษณะพิเศษแตกต่างจากปัญหาความรุนแรงทั่วไป อย่างไรก็ดี พระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัวยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก และประสิทธิผลของกฎหมายยังไม่เป็นที่ประจักษ์
อันที่จริง เราควรมองว่าความรุนแรงในครอบครัว ไม่ใช่เรื่องภายในครอบครัวเท่านั้น บุคคลภายนอกไม่เกี่ยว แนวคิดใหม่คือทุกคนมีสิทธิในร่างกายตนเองที่จะไม่ให้ใครมาละเมิด หากไม่แก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว อาจเกิด “การผลิตซ้ำ” เพราะครอบครัวนั้นมีลูกหลานด้วย เด็กก็จะซึมซับพฤติกรรมความรุนแรงที่เกิดขึ้นระหว่างสมาชิกของครอบครัว ต่อไปก็อาจผลิตซ้ำความรุนแรงเมื่อเด็กเติบโตขึ้นไปมีครอบครัวใหม่ ดังนั้น บุคคลทั่วไปที่พบเห็นการกระทำความรุนแรงในครอบครัว สามารถแจ้งเหตุได้ที่ศูนย์ช่วยเหลือสังคม สายด่วน พม. 1300 หรือ ผ่าน Line OA “ESS Help Me” เพียงกดเพิ่มเพื่อน @esshelpme ซึ่งกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้จัดตั้งทีม “พม. หนึ่งเดียว” และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อทำการช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่
อนึ่ง ยังมีความรุนแรงประเภทอื่น ๆ ในครอบครัวและในความสัมพันธ์ด้วย ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับพฤติกรรมการใช้อำนาจและการควบคุมหรือไม่ก็ได้ แต่ก็เป็นอันตรายต่อบุคคลและต่อครอบครัวและต่อความเป็นชุมชน เช่น ความรุนแรงที่ผู้หญิงกระทำต่อผู้ชาย ความรุนแรงที่พุ่งเป้าไปที่ผู้สูงอายุ หรือคนพิการ ความรุนแรงที่วัยรุ่นกระทำต่อพ่อแม่ การทำให้มีปมด้อยหรืออับอาย
เรามักพูดถึงสังคมสันติสุข ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ถ้าเราใส่ใจต่อปัญหาความรุนแรงรูปแบบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในครอบครัวและในความสัมพันธ์นอกครอบครัว
ขอลงท้ายบทความนี้โดยกล่าวถึงปัญหาการข่มขืน ซึ่งมีความซับซ้อนมาก แต่จะขอกล่าวถึงมิติเดียวของสาเหตุ นั่นคือสาเหตุทางวัฒนธรรมที่อยู่ลึก กล่าวกันว่าการข่มขืนมักแสดงถึงการมีอำนาจเหนือ เพราะเป็นการบังคับขืนใจให้ยอมจำนน ในเรื่องนี้ขออ้างอิงถึงบทความบทหนึ่งชื่อ “ผ้าปิดปากที่ชื่อวัฒนธรรมการข่มขืนกับการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมทางเพศในสื่อสังคม” ซึ่งผมมีโอกาสได้ทบทวน (review) เมื่อสองปีก่อน บทความนี้อ้างถึงนิยามของคณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปว่า “ความรุนแรงทางเพศคือการละเมิดทางเพศโดยไม่ได้รับความยินยอมพร้อมใจ ความรุนแรงต่อจิตใจคือพฤติกรรมการควบคุม การบีบบังคับ การใช้อำนาจทางเศรษฐกิจ การข่มขู่คุกคาม”
บทคัดย่อของบทความสรุปสาระของวัฒนธรรมการข่มขืนว่า เป็นวัฒนธรรมที่ “ทำหน้าที่เป็นผ้าปิดปากเสียงของผู้หญิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ประสบความรุนแรงบนฐานเพศสภาวะและออกมารณรงค์ยุติความรุนแรง บทความนี้ศึกษาประสบการณ์ความรุนแรงบนฐานเพศของผู้หญิง 7 คนที่เปิดเผยตัวตนและเล่าเหตุการณ์ที่ตนเคยประสบบนสื่อสังคม และต่อมากลายเป็นผู้รณรงค์ระหว่างปี พ.ศ. 2559-2562 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดปรากฏการณ์ #MeToo ในปี พ.ศ. 2560 บทความนี้ได้สำรวจการทำงานของวัฒนธรรมการข่มขืนที่กระทำกับพวกเธอ เพื่อเผยให้เห็นรูปร่างหน้าตาของความรุนแรงทางเพศเชิงวัฒนธรรมที่ทำงานอย่างเข้มข้นทั้งก่อนและระหว่างการรณรงค์ ผ่านการทำให้ความรุนแรงต่อผู้หญิงเป็นเรื่องส่วนตัวหรือเป็นเรื่องเล็กน้อย การยึดติดบรรทัดฐานทางเพศและเพศวิถีของผู้หญิงและผู้ชาย ซึ่งนำไปสู่การตำหนิเหยื่อและให้ความชอบธรรมผู้กระทำ การยอมรับความรุนแรงบนฐานเพศสภาวะผ่านความเป็นไทย ความสับสนและยอมรับความรุนแรงบนฐานเพศสภาวะของเหยื่อความรุนแรง ผลการวิจัยได้สะท้อนมายาคติเกี่ยวกับเหยื่อและอาชญากรของสังคม ความพยายามด้อยค่าเสียงของผู้หญิงและกระบวนการทำให้เป็นชายขอบ อีกทั้งยังพยายามยับยั้งกระบวนการรณรงค์ที่ทำให้ “เรื่องส่วนตัวเป็นเรื่องการเมือง” บทความชิ้นนี้จะทำให้ผู้อ่านมองเห็นใบหน้าของวัฒนธรรมการข่มขืนได้ชัดเจนขึ้น และนำเสนอข้อสังเกตเพื่อการรื้อถอนวัฒนธรรมการข่มขืนออกไปได้ในที่สุด”
ผมเห็นว่าการรื้อถอนวัฒนธรรมการข่มขืนออกไปเป็นเรื่องยาก เพราะถูกผลิตซ้ำผ่านวรรณกรรม ศิลปกรรม ขนบธรรมเนียม ฯลฯ แม้กระทั่งภาษา แต่ถึงจะยากก็จำเป็นต้องพยายาม เพราะวัฒนธรรมนี้เป็นการให้ความชอบธรรมแก่เรื่องที่พ้นสมัย เช่น การเลือกปฏิบัติโดยถือว่าชายเป็นใหญ่ การลำเอียงว่าความกำหนัดเป็นธรรมชาติของชายที่ไม่อาจยับยั้งชั่งใจได้เมื่อมีการปลุกเร้า การลำเอียงว่าผู้หญิงที่ถูกข่มขืนก็สมควรแล้วเพราะนำตัวเข้าไปเสี่ยงเอง เพราะไม่รักนวลสงวนตัว เพราะแต่งตัวไม่เรียบร้อย ฯลฯ ทั้ง ๆ ที่การข่มขืนนั้น อาจเกิดแก่เด็กที่ยังไม่แตกเนื้อหนุ่มสาว แก่ผู้แต่งตัวเรียบร้อยมิดชิด ผู้อยู่ในสถานที่ที่ไม่เสี่ยง ฯลฯ วัฒนธรรมการข่มขืนส่วนหนึ่งหมายถึงการโยนบาปให้แก่ผู้ถูกระทำ และอาจช่วยให้ผู้กระทำลอยนวลและอาจทำซ้ำอีกโดยไม่ละอายแก่ใจ
บทความนี้กล่าวถึงความรุนแรง ทั้งที่เกิดในบริบทความขัดแย้งที่ใช้อาวุธ และบริบทปกติ เช่นในครอบครัวและในความสัมพันธ์ เแต่อาจมีสาเหตุร่วมกันคือการไม่เคารพเพื่อนมนุษย์ และแรงขับที่จะใช้อำนาจ ใช้การควบคุมบังคับ ซึ่งสิ่งหนึ่งที่ให้ความชอบธรรมแก่ความรุนแรงเหล่านี้ คือวัฒนธรรมที่ด้อยค่ามนุษย์ด้วยกัน
โคทม อารียา

