หน้าแรก คอลัมนิสต์ ธุรกิจยาเสพติ...

ธุรกิจยาเสพติดยอดพุ่ง…จับกุมได้มาก

24.06.24 | 12:10 น.

ธุรกิจยาเสพติดยอดพุ่ง…จับกุมได้มาก

นาทีนี้…ใช้ “โดรน” ขนยาข้ามแม่น้ำโขงเข้ามาในไทยกันแล้ว

ทหาร และหน่วยงานปราบยาเสพติด ทำงานเฉียบขาด เมื่อมีขบวนลำเลียง “ยาบ้า” เข้ามาในเขตประเทศไทย หน่วยเฉพาะกิจทางภาคเหนือซุ่มโจมตีขบวนลำเลียงยาแบบม้วนเดียวจบลูกค้า ผู้เสพคนไทยยังอุ่นหนาฝาคั่ง ผู้ต้องขังล้นคุก ยังไม่มีแนวโน้มจะลดลง

ทุกคนรู้ดีว่า “ยา” มาจากไหน หากแต่ยังต้องใช้ภาษาทางการทูต ใช้คำว่ามาจาก “ประเทศเพื่อนบ้าน” มาตลอด

ผู้เขียนเคยเข้าประชุมในทุกระดับ แม้กระทั่งเวทีระดับอาเซียน ยาเสพติดเป็นวาระสำคัญ ครวญครางกันไปเรื่อย ตอนจบการประชุมผู้นำประเทศทำท่าจับมือไขว้กันไป-มา ยิ้มแย้มแจ่มใส ถ่ายรูป ครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่มีอะไรเป็นรูปธรรม รู้ทั้งรู้ว่ามาจากที่ไหน น่าเสียดายงบประมาณก้อนโตที่ใช้จัดประชุม

Advertisement

แม้กระทั่งการประชุมในระดับโลก ก็เกิดประโยชน์น้อยนิด ทุกประเทศต้องไปแก้ปัญหากันเอง ไม่มีใครช่วยใครได้ ด้วยธุรกิจค้ายาเป็นเงินก้อนยักษ์ที่สามารถเจรจากันได้ ผู้ต้องหาหลุดคดีไปไม่น้อย

ประเทศไทย มีผู้ต้องโทษในที่คุมขังทั่วประเทศกว่า 2 แสนคน ร้อยละ 80 คือ ผู้ต้องโทษยาเสพติด

ข้อมูลจากสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2566 ระบุว่า การปลูกฝิ่นใน “สามเหลี่ยมทองคำ” ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องในปีที่ผ่านมา โดยเพิ่มขึ้นอย่างมากในประเทศพม่า

นับตั้งแต่การยึดอำนาจปกครองประเทศของกองทัพ เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2564 ภาพถ่ายทางอากาศแสดงให้เห็นพื้นที่เพิ่มขึ้น 18 เปอร์เซ็นต์ จาก 40,100 เป็น 47,100 เฮกตาร์

ในปัจจุบัน ผลผลิตฝิ่นอยู่ที่ 1,080 เมตริกตัน ซึ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2544 หลังจากการเพาะปลูกฝิ่นในอัฟกานิสถานลดลงเมื่อเร็วๆ นี้

พม่า…จึงกลายเป็นแหล่งฝิ่นที่ใหญ่ที่สุดในโลก

สงครามกลางเมืองในพม่า ทำให้เศรษฐกิจ ความมั่นคง และการปกครอง ระบบกฎหมาย ล้มเหลว ความยากจนผลักดันให้เกษตรกรในพื้นที่ห่างไกลหันมาสนใจปลูกฝิ่นเพื่อหาเลี้ยงชีพ โดยเฉพาะในรัฐฉานและพื้นที่ชายแดนอื่นๆ

ข้อมูลจาก UN พบว่า การปลูกฝิ่นในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ตั้งแต่ปี 2558 มีระดับการเพาะปลูกยังค่อนข้างคงที่คือ ราว 5,000 เฮกตาร์

ฝิ่นเพิ่มขึ้นมากที่สุดในรัฐฉาน โดยการเพาะปลูกเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 รองลงมาคือรัฐชินและกะฉิ่น ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 และร้อยละ 6 ตามลำดับ

พื้นที่รัฐสะกายตามแนวชายแดนพม่าติดกับอินเดีย ปลูกฝิ่นจำนวนมาก ผลผลิตฝิ่นขยายตัวร้อยละ 16 เป็น 22.9 กิโลกรัม/เฮกตาร์ ซึ่งเพิ่มขึ้นเพิ่มเติมจากสถิติเดิมในปี 2565 มีการลงทุนในระบบชลประทานและปุ๋ยโดยเกษตรกรและผู้ซื้อฝิ่น

ราคาเฉลี่ยที่จ่ายให้กับผู้ปลูกฝิ่น เพิ่มขึ้นร้อยละ 27 หรือประมาณ 355 เหรียญสหรัฐต่อกิโลกรัม การค้าฝิ่นในสามเหลี่ยมทองคำ โดยรวมแล้วผู้ปลูกฝิ่นมีรายได้ประมาณร้อยละ 75 เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว

ธุรกิจผิดกฎหมายที่ “กำลังเติบโตข้ามแม่น้ำโขง” รวมถึงการผลิตยาชนิดต่างๆ เป็นธุรกิจครบวงจร คือ การค้ายาเสพติด การฟอกเงิน และกิจกรรมทางอาญาออนไลน์ รวมถึงกาสิโนและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สร้างผลกำไร เงินหมุนเวียนอย่างเย้ายวนใจให้กับกลุ่มอาชญากรในภูมิภาคนี้

ข้อมูลเหล่านี้จะเห็นได้ว่า น่าจะเป็น “ยุคทอง” ของยาเสพติด ที่กลับมาฟื้นตัวอย่างเข้มแข็ง
สร้างลูกค้าหน้าใหม่ได้อีกมหาศาล

สำหรับประเทศไทย ข้อมูลจากกรมราชทัณฑ์ ณ วันที่ 1 ธ.ค.2564 พบว่า มีจำนวนผู้ต้องขังคดียาเสพติดมากถึง 231,362 ราย คิดเป็น 81.86% ของผู้ต้องขังทั้งประเทศ ในจำนวนนั้นเป็นนักโทษเด็ดขาด 187,462 ราย เมื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลในเดือน ส.ค.2551 พบว่าในขณะนั้นมีผู้ต้องขังคดียาเสพติด 100,015 ราย คิดเป็น 54.94% ของ
ผู้ต้องขังทั้งประเทศ ในจำนวนนั้นมีนักโทษเด็ดขาดเพียง 72,963 ราย

ซึ่งจะเห็นได้ว่าผ่านมา 10 ปี มีนักโทษคดียาเสพติด “เพิ่มขึ้น” มากกว่าเท่าตัว หรือเพิ่มขึ้นมากถึง 131% ในช่วงเวลาดังกล่าว

ผู้ต้องขังนับแสนในไทย ต้องใช้งบประมาณจากภาษีประชาชน

งบประมาณของกรมราชทัณฑ์ ที่ใช้ในการดูแล ผู้ต้องขังในปี 2564 อยู่ที่ 14,196 ล้านบาท ในขณะที่เมื่อเทียบกับงบประมาณของ ป.ป.ส.ในปี 2564 อยู่ที่ 3,128 ล้านบาท กลายเป็นประเด็นว่า เรื่องการปราบปรามกับการบำบัด ใครควรได้รับงบประมาณมากกว่ากัน

ข้อมูลจาก UNODC World Drug Report 2021 พบว่า ประเทศไทย ติดอันดับ 2 ของโลก ที่พบการจับกุมปริมาณยาเมทแอมเฟตามีน หรือยาบ้า มากที่สุดในโลก รองจากอเมริกาเท่านั้น การมีผู้
ต้องขังจำนวนมาก นำมาซึ่งปัญหาหลายอย่างที่รัฐบาลต้องแบกรับไว้

ลองไปส่องมองเพื่อนบ้านของไทย…

40 เปอร์เซ็นต์ของนักโทษในเรือนจำของมาเลเซียถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาเกี่ยวกับยาเสพติด

27 มิถุนายน 2562 มาเลเซียได้นำวิธีการ “ยาเสพติดเป็นศูนย์” มาใช้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซุลคีฟลี (Dzulkefly Ahmad) ได้ประกาศกฎหมายเพื่อลดความเป็นอาชญากรรม และยกเลิกบทลงโทษสำหรับการครอบครองยาผิดกฎหมายในปริมาณเล็กน้อยเพื่อใช้ส่วนตัว

มีคำอธิบายการเปลี่ยนแปลงกฎหมายว่าเป็น “ขั้นตอนต่อไปที่สำคัญต่อการบรรลุนโยบายยา
เสพติดที่สมเหตุผลซึ่งให้ความสำคัญกับวิทยา ศาสตร์และสาธารณสุขก่อนการลงโทษและ
การจำคุก”

มาเลเซียพบว่าตัวเอง “ตกเป็นเบี้ยล่าง” ของขบวนการค้ายาเสพติดผิดกฎหมาย มาเลเซียมีกฎหมายควบคุมยาเสพติดที่บังคับใช้มาอย่างยาวนานภายใต้ระบบอนุรักษนิยม โดยมีกฎหมายหลายฉบับที่เชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับศาสนาอิสลาม ประกอบกับความเปราะบางทางภูมิศาสตร์และยาเสพติดจำนวนมากภายในประเทศ

วันที่ 25 ธ.ค.2564 นิวสเตรตส์ไทม์ ของมาเลเซีย รายงานสถิติคดียาเสพติดในรัฐกลันตันว่า ในปี 2564 ปรากฏ 9,678 คดี ในจำนวนนี้ ครึ่งหนึ่งเกิดขึ้นตามพรมแดนรัฐกลันตัน-ไทย

ในการหาเสียงของ ดูแตร์เต ที่ลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ เขาประกาศที่จะกำจัดยาเสพติดให้หมดประเทศภายใน 3 ถึง 6 เดือนหลังจากเข้ารับตำแหน่ง ซึ่งประชาชนก็เลือกเขาเป็นผู้นำประเทศ

ปี 2559 ประธานาธิบดีดูแตร์เต ของฟิลิปปินส์ สั่งการเด็ดขาดทำสงครามยาเสพติดอย่างเด็ดขาดตามสัญญา ประชาชนพอใจ หากแต่นานาชาติประณามเขาในการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการวิสามัญฆาตกรรม ซึ่งเชื่อว่ามีการกำจัดพ่อค้ายาจำนวนหลายพันคน ชาวตากาล็อกชื่นชอบผลงานของเขาที่ไม่เคยมีใครกล้าทำมาก่อน

ในขณะเดียวกัน สิงคโปร์ ซึ่งเป็นประเทศที่มีกฎหมายยาเสพติดเข้มงวดที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ยังไม่มีทีท่าว่าจะเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด

11 มกราคม 2567 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรียุติธรรม พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการ ป.ป.ส. พร้อมผู้แทนจาก บช.ปส. และหน่วยปราบปรามยาเสพติดสหรัฐอเมริกา (DEA) แถลงข่าวการคุมตัวนายอ่อง กิม วาห์ สัญชาติมาเลเซีย อายุ 39 ปี ผู้ร้ายข้ามแดน นักค้ายาเสพติดรายสำคัญจาก สปป.ลาว ในฐานความผิด ร่วมกันค้ายาเสพติด

อ่อง กิม วาห์ ถือเป็นผู้บงการจัดหายาเสพติด ในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ และส่งออกผ่านประเทศไทย ไปยังมาเลเซีย ก่อนกระจายออกไปในทวีปเอเชีย และยุโรป โดยทำมานานกว่า 17 ปี นายอ่อง กิม วาห์ ได้หลบหนีออกจากไทยไปยัง สปป.ลาว

อ่อง กิม วาห์ เดินงานระหว่างเครือข่ายนักค้ายาเสพติดชาวไทย มาเลเซีย จีน สิงคโปร์ และ สปป.ลาว ในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ โดยใช้ไทยเป็นแหล่งฟอกเงินและเป็นเส้นทางลำเลียงยาเสพติดไปประเทศที่สาม เช่น มาเลเซีย ไต้หวัน ออสเตรเลีย

เครือข่ายของนายอ่อง กิม วาห์ ถูกจับกุมไปแล้ว 35 คน ซึ่งคดีส่วนใหญ่เกิดขึ้นในประเทศมาเลเซียพร้อมยึดไอซ์ 4.4 ตัน เฮโรอีนเกือบ 500 กิโลกรัม และโคเคน 12 ตัน และยึดสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์เป็นเงินไทยกว่า 4 พันล้านบาท และยึดบริษัทของบุคคลในเครือข่ายอีก 8 แห่ง

ราวกลางเดือน มิ.ย.67 ในพื้นที่ จ.นครพนม ตรวจพบว่า มีการใช้โดรนลำเลียงยาเสพติดข้าม
แม่น้ำโขงมาฝั่งไทย จ.นครพนม เป็น 1 ใน 25 จังหวัด ที่รัฐบาลเลือกให้เป็นพื้นที่นำร่อง ปราบปราม
ยาเสพติดขั้นเด็ดขาด

พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ ได้เปิดเผยถึงคนร้ายพัฒนาใช้เทคโนโลยีโดรน (Drone) ลักลอบขนส่งยาเสพติดในพื้นที่ชายแดน ซึ่ง ป.ป.ส.พร้อมจะสนับสนุนงบประมาณ จัดหาอุปกรณ์เสริมทั้งกล้องตรวจจับเวลากลางคืน เครื่องเอกซเรย์ รวมถึงเครื่องแอนตี้โดรน (Anti-Drone) เพื่อสกัดกั้นปราบปรามขั้นเด็ดขาด

ข่าวการปราบปรามยาเสพติดยังมีให้ “ชื่นชม” อย่างต่อเนื่อง

ขอคารวะการทำงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เข้มข้นในทุกมิติ รวมถึงแนวทางใหม่ๆ ในการดูแล-จัดการผู้ต้องขังอีกนับแสนคนในคุก