การพูดคุยโต๊ะกลมเพื่อหาแนวทางปรองดองเริ่มต้นขึ้นแล้ว จาก 3 พรรคแรก
ข้อเสนอเริ่มต้นเมื่อวันวาเลนไทน์ที่ผ่านมา ได้แก่ ให้กำหนดวันเลือกตั้งให้ชัดเจน ยกเลิกคำสั่งห้ามชุมนุมเกิน 5 คน ฯลฯ
ยังมีพรรคเสียงดังๆ ประสบการณ์ยาวนาน ลูกล่อลูกชนแพรวพราวในเกมอำนาจ รอคิวอีกหลายพรรค
จะเสนออะไร แล้วอนุกรรมการที่มีหน้าที่สรุป จะทำให้เรื่องการปรองดองในขั้นตอนนี้จบอย่างไร ต้องรอดู
การปรองดองในรอบนี้ คงไม่ใช่แค่รับฟังความประสงค์ หรือทรรศนะของพรรคการเมือง ที่ผู้มีอำนาจบ่นดังๆ หลายครั้งว่า ยังคิดเก่าๆ เอะอะจะเลือกตั้งอย่างเดียว
ผู้จัดงานคือ คสช.และรัฐบาล ซึ่งมีหน้าที่รับฟังอยู่แล้ว ยังจะได้ฟังกันชัดๆ อีกว่า สมาชิกของสังคมคิดอะไรกันอยู่
น่าเสียดายที่โต๊ะกลมรอบนี้ ไม่ให้โอกาสคนรุ่นใหม่ อย่างนักศึกษา หรืออาจารย์นักวิชาการ ที่ยังดำรงความเป็นนักวิชาการอยู่
ไม่อย่างนั้น จะได้ยินได้ฟังเรื่องราวแหลมๆ มากขึ้น อาจช่วยให้ชุดความคิดดั้งเดิม อาทิ การเมืองไทย เป็นการต่อสู้ระหว่างคนดีกับคนเลว ที่เชื่อกันนั้น เจือจางลงบ้าง
ความเชื่อบางอย่างที่สวนทางกับกระแสของโลก ทำให้เกิดคำเปรียบเทียบถึง “กะลาแลนด์” คือ ปิดหูปิดตาตัวเอง ไม่ยอมเปิดรับเหตุผลที่วิ่งวน เห็นๆ อยู่ต่อหน้าต่อตา
แท้จริงแล้วในโลกยุคนี้ การ “ปิดกั้น” ทำได้ยากเย็น โดยเฉพาะประเทศที่ผ่านระบบเปิดมาก่อน ประชาชนเคยชินกับการรับข่าวสารจากแหล่งต่างๆ
ข่าวสารในระยะ 4-5 ปีมานี้ บอกกล่าวถึงความเปลี่ยนแปลงต่างๆ มากมาย แทบจะพลิกกันแบบ 360 องศา จากสภาพเดิมๆ
ธุรกิจบางอย่าง อาชีพบางอย่างล่มสลาย อีกหลายธุรกิจเฟื่องฟูขึ้น เพราะความรู้ในโลกขยายตัว ทะลุเพดานเดิม อันเนื่องมาจากคุณภาพของอินเตอร์เน็ต และนวัตกรรมที่มาด้วยกัน
ประเทศไทยเองยังต้องเดินหน้าสู่ 4.0
โลกใหม่ที่จะขับเคลื่อนด้วยประสบการณ์ชุดใหม่ โมเดลใหม่ๆ อาจจะเป็นสูตร 30-30-30 ของแจ๊ก หม่า ที่บอกว่า ใน 30 ปีนี้ โลกจะพลิกเปลี่ยนด้วยผลของการปฏิวัติเทคโนโลยี คนวัย 30 หรืออินเตอร์เน็ตเจเนอเรชั่นจะเปลี่ยนโลก และให้สนใจบริษัทที่มีพนักงานน้อยกว่า 30 คน
หรืออาจจะเป็นสูตรอื่นๆ แต่การเสาะหาความลงตัว เพื่ออยู่รอดให้ได้ในความเปลี่ยนแปลง ต้องการความเปิดกว้างและเสรีภาพ
ถ้าทำใจได้ว่าการปรองดอง คือการรับฟัง เพื่อหาข้อสรุป โต๊ะปรองดองใหญ่สุด ง่ายสุด หนีไม่พ้นการเลือกตั้งนั่นเอง

